รีวิว สมาร์ทโฟนจากฝรั่งเศสที่บางที่สุด Wiko highway pure 4G

รีวิว สมาร์ทโฟนจากฝรั่งเศสที่บางที่สุด Wiko highway pure 4G มือถือที่บางและเบาที่สุดจากฝรั่งเศส

   สวัสดีครับแฟนๆ ของ 108plaza ทุกท่านที่คอยติดตามบทความรีวิวสินค้าอินเทรนด์ของเรามาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ บทความกันเลยทีเดียว ก็ต้องยอมรับครับว่าเรื่องตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้นั้นมีการแข่งขันกันค่อนข้างเยอะจริงๆ มีทั้งแบรนด์จีน แบรนด์เกาหลี แบรนด์อังกฤษ แล้วก็แบรนด์ไทย แล้วยังไม่นับอื่นๆ อีกมากมายในตอนนี้ที่นำเข้ามาขายกันในเมืองไทยของเรา แต่วันนี้เรามีคิวรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นหนึ่งที่ยังไม่เคยรีวิวกันมาก่อนในเว็บไซต์ของเรา เป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์ฝรั่งเศสครับ ที่ชื่อว่า Wiko highway pure 4G นั้นเองครับ เครื่องจะสวย จะดูดี สเปคจะแรงเหมือนกับแบรนด์จีนหรือเปล่านั้นเดี่ยวต้องมาดูกันครับ

   ก็ต้องบอกว่าแบรนด์ wiko นี่เป็นแบรนด์น้องใหม่จากฝรั่งเศสที่เข้ามาตีตลาดในเมืองไทยของเราเลยทีเดียวนะครับ มีความบางมากครับ มีความบางเพียง 5.1 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง น้ำหนักก็เบาด้วย น้ำหนักเครื่องตัวนี้มีเพียง 98 กรัมเท่านั้น แต่ยอมรับนะครับว่าไม่ได้เป็นเครื่องที่บางที่สุดในตอนนี้ มีค่ายหนึ่งที่ทำเครื่องบางขนาด 4.7 มิลลิเมตรมาแล้วในตอนนี้ แต่ถือว่าต่างกันไม่เท่าไหร่ครับ ตัวเครื่องเมื่อผมได้ทดลองจับๆ ลูบๆ คลำๆ ดูแล้วก็ค่อนข้างสวยงาม อลังการสีดำดูคมเข้มเลยทีเดียวนะครับ มาดูเรื่องของสเปคกันแบบคร่าวๆ กันบ้าง ถ้าสเปคแบบเต็มๆ นี่ต้องไปดูที่เว็บไซต์ของทาง wiko เค้าเลยนะครับ เรื่องสเปคผมบอกในทุกบทความที่ทีมงานเราเขียนเลยว่า สเปคนั้นไม่สำคัญเท่ากับการทำงาน การใช้งาน แบบนี้เน้นกว่าเยอะครับ

   ตัวสเปคนั้นมาพร้อมกับ CPU snapdragon 410 แล้วก็เป็นแบบ quadcore 1.2GHz GPU Adreno 306 ROM 16GB RAM 2GB ตัวหน้าจอเป็นแบบ Amoled ขนาดหน้าจอ 4.8 นิ้ว ความคมชัดของหน้าจอระดับ HD ตัวกระจกด้านหน้ามีความแข็งแรงเป็นแบบยอดฮิต gorilla glass 3 พร้อมกับระบบการ multi touch เต็มที่เลย 10 จุด กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้าให้มาที่ 5 ล้านพิกเซล รองรับได้ซิมเดียวคือ แบบนาโนซิม แบตเตอร์ให้มาที่ 2000 mAh อ้อ ลืมบอกไปครับ ว่าตัวซิมนี่รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ 4g ขั้นสูงสุดในตอนนี้คือแบบ cat 4 รองรับความเร็วสูงสุดได้ที่ 150 Mbps มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 4.0 อยู่นะครับ ก็ถือว่าไม่ทันเหตุการณ์ เพราะตอนนี้ไปถึง Android 5.1 กันแล้วนะครับ นี่ก็เป็นเรื่องของสเปคคร่าวๆ เพียงให้ดูเป็นข้อมูลในการเลือกซื้อ เลือกใช้ เลือกดูว่าถูกใจคนซื้อหรือเปล่าในเบื้องต้นนะครับ ก็สเปคเท่านี้เดี่ยวต้องมาดูเรื่องของราคาในช่วงท้ายด้วยว่าราคาจะแพงหรือเปล่า ซึ่งต้องอุ๊บเป็นความลับไว้ก่อน เพราว่ามีอีกหลายๆ จุดที่ต้องทำการรีวิวต่อไปนะครับ เดี่ยวเรามาลองใช้งานต่างๆ กันก่อนดีกว่า อย่าไปสนใจเรื่องราคาเลยครับ

   เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมา เห็นหน้าจอต่างๆ เห็นสีสันต่างๆ แล้วต้องบอกว่าสีสันค่อนข้างสดใสดีนะครับ เนื่องจากเป็นจอ amoled การเปิดดูไฟล์วีดีโอจากยูทูปหรือวีดีโอต่างๆ เนี่ยให้สีสันที่คมชัดมากเลยทีเดียว แต่ขอติอย่างหนึ่งครับ เมื่อดูหน้าจอที่เป็นภาพนิ่งต่างๆ จะเห็นได้ว่าตัวเม็ดสีนั้นจะไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นเป็นจุดๆ เป็นเม็ดสีที่ออกมาได้เลย แต่มันก็ไม่ได้เหนชัดมากมายนะครับ คือต้องสังเกตจริงๆ เมื่อได้ทดสอบเรื่องหน้าจอ เรื่องภาพนิ่ง เรื่องวีดีโอกันไปแล้ว ก็คงต้องมาทดสอบกันในเรื่องของเสียงและลำโพงที่ให้มาด้วยนะครับ ผลการทดสอบก็คือ คุณภาพกลางๆ พื้นๆ ครับ เพราะลำโพงที่ให้มาตัวเล็กๆ ที่ติดอยู่ตรงหลังเครื่องนั้นยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็พอฟังได้ในระดับพื้นฐานเท่านั้นนะครับ ซึ่งจุดที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง เมื่อตอนที่เราวางมือถือลงในพื้นที่เรียบๆ อย่างเช่นบนโต๊ะ แล้วเปิดเพลงอยุ่ ก็ทำให้เสียงนั้นหายไปทันทีทันใด เนื่องจากตัวฝาหลังนั้นแบนเรียบ บาง ไม่มีส่วนโค้งเลย ก็ทำให้เสียงนั้นถูกปิดหายไปในทันทีเลย แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เมื่อเราจะฟังเพลงเราก็คว่ำมือถือลง ให้ลำโพงมันหงายขึ้นมาแทน ก็เท่านั้นเอง ก็แก้ปัญหาได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเครียดอะไรนะครับ ซึ่งขอดีอีกหนึ่งอย่างที่ผมชอบเลยก็คือ ในกล่องเค้าเวลาซื้อเครื่องมา แถมครับ แถมทั้งเคสมาให้ แถมทั้งฟิล์มกันรอยมาให้ด้วย ส่วนการใช้งาน เล่นเกมส์ เล่นเฟส เล่นกล้อง ทุกอย่างพูดรวมๆ แบบนี้เลยว่าไม่โดดเด่นครับ อยู่ในระดับกลางๆ ทั้งหมด พอใช้ได้แบบนี้แล้วกัน

   ส่วนราคาที่ทาง wiko มาขายในเมืองไทยก็คือ 8 พันทอน 10 บาทครับ ส่วนตัวผมและทีมงานรวมความคิดกันว่าสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ สมาร์ทโฟนจากฝรั่งเศสตัวนี้ได้คะแนนอยู่ที่ 6.5 คะแนนเต็ม 10 ครับ ใครที่ชอบบางๆ ก็ลองไปจับๆ คลำๆ ดูกันได้ตามร้านไอทีทั่วไปนะครับ

รีวิว มือถือเรือธงในอดีตที่คุ้มค่า คุ้มราคาที่ไม่เกิน 15,000 บาท กับ LG G3

รีวิว มือถือเรือธงในอดีตที่คุ้มค่า คุ้มราคาที่ไม่เกิน 15,000 บาท กับ LG G3 ที่มีให้เลือกซื้อกันในงาน Thailand Mobile Expo 2015 Showcase

   ถ้าใครที่ได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวงาน Thailand Mobile Expo 2015 Showcase ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ก็จะได้เห็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงในอดีต ต้องย้ำว่าในอดีต แต่เป็นอดีตที่ไม่นานมานี้นะครับ คือยังพอเป็นสินค้าอินเทรนด์ได้อยู่ เพราะประเด็นหลักๆ เลยที่นำมาทำหารรีวิวกันในวันนี้อีกครั้งก็เพราะว่า ราคามันเริ่มลงมาแล้ว นั้นเองครับ คือหลายคนที่ตั้งใจหมายปองสมาร์ทโฟนรุ่นเนี่ย ที่ออกมาช่วงแรกๆ เลยแล้วเห็นแล้วจะต้องไปซื้อมาให้ได้ แต่ติดที่ว่าตอนที่ออกมาหรือเปิดตัวใหม่ๆ เนี่ย ราคาค่อนข้างสูงอยู่ ก็เลยอดใจรอสักพัก ให้ราคามันเริ่มลงมาๆ พอที่จะซื้อได้ แล้วก็เผลอลืมไปเพราะทุกวันนี้มือถือออกรุ่นใหม่กันแทบทุกวัน ก็เลยลืมไป วันนี้ทีมงาน 108plaza ก็เลยจัดเอามือถือรุ่นหนึ่งที่ยังเป็นเรือธงอยู่ในวันนี้อีกหนึ่งรุ่นมานำเสนอครับ

   สมาร์ทโฟนรุ่น LG G3 นี้ก็ถือว่ายังสวยงามอยู่ทีเดียว แม้ว่าตอนนี้ LG G4 จะเปิดตัวมาแล้วก็ตามนะครับ เดี่ยวเรามาดูกันดีกว่าว่าสเปคตัวนี้เนี่ย ยังแรง และ ยังถือว่าเป็นรุ่นที่สามารถอัปเกรดได้อยู่ในทุกวันนี้นะครับ

   สเปคของ LG G3 ความละเอียดของหน้าจออยู่ที่ระดับ 2k เลยทีเดียว ก็ยังถือว่าชนะรุ่นใหม่ๆ แล้วก็ยี่ห้ออืนๆ ที่เปิดตัวมา ณ ตอนนี้แล้วราคาก็แพงกว่านี้ด้วยนะครับ แต่ความละเอียดของหน้าจอยังอยู่แค่ HD หรือ Full HD อยุ่เลยนะครับ เรื่องสเปคอื่นๆ ก็อย่างเช่น ซิปเซด snapdragon 801 RAM 2 GB แล้วตัวกล้องก็ให้มาที่ 13 ล้านพิกเซล พร้อมกับระบบ laser AF หรือระบบโฟกัสภาพด้วยเลเซอร์นั้นเองนะครับ ตัวดีไซน์ก็โค้งมนดูยังไม่ตกเทรนด์แต่อย่างใดนะครับ ด้านล่างก็ไม่มีปุ่มกดแต่อย่างใดนะครับ มีเป็นแบบออนสกรีนที่หน้าจอหมดเลย มาพร้อมกับขนาดหนาจอ 5.5 นิ้วขอบจอก็แคบมากเลย ใครที่ชอบหน้าจอใหญ่ๆ ก็ถือว่ายังตอบโจทย์อยู่นะครับ การดีไซน์ของตัวเครื่องตรงฝาหลังก็ออกแบบมาให้ดูโค้งนะครับ ก็เหมือนๆ กับตัว zenfone 2 หรือว่าใหม่ล่าสุด ตัว note 5 แบบนั้นเลยนะครับ ก็ถือว่าดีไซน์ยังดูทันสมัยอยู่นะครับ ทำให้อารมณ์ในการจับถือมือเดียวก็ยังทำได้พอดีมืออยู่นะครับ แล้วก็เรื่องของตัวเลเซอร์โฟกัส หลักการทำงานของมันก็คือเมื่อเราเปิดกล้องมาเนี่ย มันก็จะมีการกระพริบๆ เพื่อยิงเลเซอร์ไปจับภาพให้โฟกัสได้รวดเร็วขึ้น เปิดฝาหลังมาก็มีแบตเตอร์รี่ที่มีความจุ 3000 mAh แล้วก็รองรับ micro sd card ได้ถึง 128 GB

   ทีนี้เรามาดูเรื่องของซอฟแวร์กันบ้างดีกว่าครับ ว่าจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างในตัวนี้ ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าผมเองก้ไม่คอยทำการรีวิวเครื่อง LG มาก่อนเลย ก็เครื่องรุ่นนี้เป้นรุ่นแรกเลยนะครับ ครั้งแรกของการรีวิว LG ก็ให้อารมณ์ที่ดูพอใจอย่างมากนะครับ เครื่องสวยครับ บอกได้แค่นี้ ซึ่งระบบปฏิบัติการของเครื่องนี้ก็คือ Android 4.4.2 แต่ตอนนี้ก็สามารถอัปเกรดได้ครับ ซื้อมาก็มาอัปเกรดเรื่องของซอฟแวร์เอาไม่มีปัญหา ซึ่งสิ่งที่ผมค่อนข้างสนใจและไม่ค่อยได้เห็นในสมาร์ทโฟนยี่ห้ออื่นๆ เลยก็คือเรื่องของกล้องหลังครับ ที่บอกว่ามาด้วยความละเอียดทื่ 13 ล้านพิกเซล พร้อมกับตัว laser AF นี่เป็นอย่าไง เมื่อผมได้ทำการทดสอบแล้วเนี่ย ก็พบว่าถ้าถ่ายรูปหรือภาพนิ่งในที่แสงปกติ ถ่ายทั่วไปเลยเนี่ย จะมีเลเซอร์ตรงข้างๆ กล้องหลังกระพริบๆ เป็นสีแดงๆ อยู่ ความรู้สึกว่ามันโฟกัสได้เร็วครับ แล้วก็ลองไปถ่ายในที่แสงน้อยๆ ที่มีไฟแฟลชช่วยอีกแรงเนี่ย ก็ทำให้โฟกัสออกมาได้ค่อนข้างดีทีเดียว แต่จะรู้สึกว่าช้ากว่าในที่แสงปกติอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช้ามากอะไรนะครับ การถ่ายวีดีโอก็อยู่ในระดับ 4k เลยนะครับ แต่เรื่องโหมดต่างๆ ฟีเจอร์ต่างๆ ในการถ่ายรูปนี่ยังไม่ค่อยเยอะครับ ยังไม่เท่ากับฟีเจอร์กล้องตัวใหม่ๆ ที่เปิดตัวออกมาในตอนนี้นะครับ ซึ่งการทำงานในการเล่นส์ด้วยสเปค snapdragon 801 แล้วเนี่ย ก็ยิ่งทำให้เล่นเกมส์แบบ 3 มิติ นี่ได้สบายๆ เลย ก็ลองไปหาเล่นกันดูครับ ตามร้านจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั่วไป

   ซึ่งที่ผมบอกว่าราคานี่ไม่เกิน 15,000 บาทนี่ก็คือว่าตอนนี้ราคามันลงมาเหลือที่ 13,900 เท่านั้นเอง ก็ถือว่าราคานั้นคุ้มค่ากับรุ่นเรือธงในปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นอารมณ์ที่ค่อนข้างพอใจกับการรีวิวสมาร์ทโฟนที่เป็นสินค้าอินเทรนด์ของทาง LG เค้าเลย ที่ว่ากันว่าเป็นตัวเพียว android เลย ที่มีความรวดเร็วและมีความเสถียรที่สุดแบรนด์หนึ่งเลยครับ

รีวิว ชุดลำโพงแบบ All in 1 TEAC SL-D930 ชุดลำโพงที่เหมาะสำหรับคนชอบแนววินเถจ

รีวิว ชุดลำโพงแบบ All in 1 TEAC SL-D930 ชุดลำโพงที่เหมาะสำหรับคนชอบแนววินเถจ

   ตอนนี้บ้านเมืองกำลังตึงเครียด สถานการณ์เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยจะดีนัก ก็เลยทำให้ผู้คนต่างมีความเครียดกัน วันนี้ทางทีมงาน 108plaza ก็เลยจัดอุปกรณ์ที่ช่วยครายความเครียดกัน โดยที่ใช้วิธีการฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายความเครียด แล้วการฟังเพลงนั้นเรารู้สึกว่าฟังเสียงจากลำโพงจากมือถือของเรานั้นไม่เพียงพอ มันไม่ดังพอ ทางทีมงานก็เลยจะเอาเจ้านี้มารีวิวให้ดูกันครับ เป็นลำโพงบลูทูธแบบ All in 1 ที่ชื่อว่า TEAC SL-D930 ถือว่าได้รับความนิยมและกลายเป็นสินค้าอินเทรนด์อีกหนึ่งตัวที่มีหลายคนสนใจและเรียกร้องมาว่าอยากให้เอามารีวิวให้ดู วันนี้จัดให้แล้วครับผม

      ความพิเศษอย่างแรกเลยคือสามารถเปิดผ่านสัญญานบลูทูธ 3.0 ได้ แล้วก็รับสัญญาณได้ไกลถึง 10 เมตร ด้านยนก็อย่างที่เห็นครับว่าตัวถาดด้านบนเนี่ย สามารถเปิดฝาออกมาเพื่อเล่นแผ่น CD เป็นไฟล์ AUDIO,MP3 ,แล้วที่มันคราสสิคกว่านั้น คือต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่าเครื่องเล่นตัวนี้เนี่ยมันไม่ได้มีเทคโนโลยีใหม่อะไรมากกมายนัก แต่ความพิเศษของมันคือใช้ได้อเนกประสงค์จริงๆ เดี่ยวแฟนๆ ที่มาอ่านบทความนี้จะสงสัยเอาว่าเอาอะไรมารีวิว เพราะดูๆ แล้วมันไม่ทันสมัยเอาซะเลย แบบนี้ คือเน้นเรื่องการใช้งานที่อเนกประสงค์มากกว่า นอกเหนือจากนั้นคือมันสามารถฟังวิทยุ FM , AM ได้ด้วย หลายคนคงจะจำกันได้ในสมัยที่มีวิทยุทรานซิสเตอร์ที่เคยใช้มา ผมเองก็เคยใช้มา ที่มีแต่วิทยุใส่ถ่านก้อนใหญ่ๆ 3 ก้อนด้านหลังอะไรแบบนี้ น้องๆ วัยรุ่นที่มาอ่านบทความนี้ก็คงจะไม่ทันรุ่นทีมงานแก่ๆ อย่างผมนะครับ แน่เอาเถอะถือว่านี้นี้สร้างความเอ็นเตอร์เทรนให้คุณได้ครบครันเลยทีเดียว ต่อมาคุณสมบัติอีกด้านหนึ่งของตัวเครื่องเล่นนี้คือมีพอร์ตเพื่อเอาไว้ต่อกับเครื่องเสียงหรือเครื่องเล่นอื่นๆ ได้ด้วยช่องเสียบ AUX แล้วก็สายหูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตรเอาไว้ให้ด้วย ซึ่งในแนวความคิดผมนะ ถ้าใครที่ชอบแนวแบบวินเถจหน่อยๆ ชอบแนวแบบเก่าๆ ย้อนยุคๆ ตัวนี้ตอบโจทย์คุณได้เลย เดี่ยวผมจะให้ดูรูปต่อไปว่าตั้งเครื่องเต็มๆ นั้นมันดูย้อนยุคอย่างไร ดูวินเถจอย่างไร

   นี่ไงครับ มีให้เลือกหลายสีด้วย เป็นอย่างไงบ้างคือมันเหมาะสำหรับคนที่เปิดร้านกาแฟเล็กๆ มีเครื่องเสียงที่เอาไว้ฟังเพลงเบาๆ เสียงออกแนวคลาสสิคๆ หน่อยๆ มีเสียงแหลมใสๆ แบบนี้ในร้านกาแฟของคุณนะ เยี่ยมเลยผมว่า ก็ถือว่าเป้นเฟอร์นิเจอร์ในการตกแต่งร้านไปอีกแบบนะครับ เพราะผมเองก็เคยไปนั่งร้านกาแฟหลายๆ ร้านด้วยกัน ก็มีเครื่องเสียงหรือวิทยุทรานซิสเตอร์แบบนี้ตั้งเอาไว้เหมือนกัน แต่พอถามไปจริงๆ แล้วเครื่องวิทยุตัวนี้เปิดได้จริงหรือเปล่า ก็ถามเจ้าของร้านดู ก็ปรากฏว่าเปิดไม่ได้ เป็นเครื่องที่เสียบแล้วบ้าง อะไรแบบนี้ ก็ถ้ามีแบบนี้วางตั้งไว้ในร้านแล้วเปิดได้จริงๆ เยี่ยมเลย

   ข้อเสียของมันในเครื่องเล่นวิทยุ ซีดี ตัวนี้เนี่ย ไม่รองรับการพอร์ต USB แล้วก็ไฟล์ MP4 นะครับ ใครที่มีทรั้มไดร์ฟ ก็มาเสียบกับเครื่องตัวนี้ไม่ได้ ก็เปิดบลูทูธ จากสมาร์ทโฟนเอา แล้วก็เชื่อมต่อได้เลย 10 เมตร์ก็ถือสามาร์ทโฟนไปได้ทั่วทั้งร้านแล้วครับ ก็บางทีเรื่องความชอบกับเรื่องราคานั้นมันก็อยู่คนละส่วนกันอยู่แล้วนะครับ ที่ผมเกริ่นมาแบบนี้ก็เพราะว่าเมื่อผมจะแจ้งราคาตัวนี้มานั้นทุกคนก็คงจะอึ้งกันไปพักหนึ่ง ว่าอะไรนะ เครื่องเล่นวิทยุ บลูทูธ ซีดี ได้แค่นี้ราคามันเกือบ 1 หมื่นบาทเลยครับ เรื่องราคานี่บอกเลยว่า ประมาณ 9 พันกว่าบาท บอกไว้แค่นี้แล้วนี้ คือใครที่คิดจะซื้อเครื่องนี้เนี่ย ต้องบอกเลยว่าคงต้องถูกใจกับตัวดีไซน์ที่ออกแนววินเถจสักหนอ่ย คือเอาไว้แต่งบ้าน แต่งร้าน อะไรแบบนี้อย่างที่ผมบอกไปนะครับ

   เอาละครับ เมื่อมาถึงช่วงสุดท้ายของการริวิวสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้แล้วก็ต้องเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ผมเองก็ต้องให้คะแนนกันละครับ คะแนนที่ผมจะให้คือ 6 เต็ม 10 คะแนนครับ ที่ให้น้อยแค่นี้เพราะว่าราคาที่มันแพงเกินไปกับประโยชน์ที่ได้รับครับ การดีไซน์ก็ยังไม่โดนใจผมสักเท่าไหร่ ก็ลองไปดูของจริงกันได้นะครับ สำหรับใครที่ชอบการดีไซน์เครื่องเล่นซีดี วิทยุ บลูทูธ ตัวนี้ สำหรับวันนี้ต้องของลาไปก่อน เจอกันครั้งหน้าครับผม

รีวิว จอมอนิเตอร์สำหรับคนทำงานมืออาชีพ EIZO Coloredge CG277

รีวิว จอมอนิเตอร์สำหรับคนทำงานมืออาชีพ EIZO Coloredge CG277 สำหรับคนที่ต้องใช้หน้าจอที่แสดงผลแบบละเอียด ชัด แม่นยำ

   วันนี้เรามาเอาใจคนที่ทำงานเกี่ยวกับทางด้านโปรแกรมเมอร์ ทางด้านกราฟฟิกดีไซน์ กันบ้างดีกว่า ที่จำเป็นต้องใช้สเปคของจอมอนิเตอร์ที่แสดงผลออกมาแบบมีความคมชัดที่สุด ความละเอียดของเม็ดสีที่ดีที่สุด พร้อมๆ กับความแม่นยำในการแสดงผลออกมานั้นเองครับ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่ทีมงาน 108plaza เราทำการคัดสรรมาอย่างดีแล้วว่าผลิตภํณฑ์ตัวนี้จะสามารถช่วยให้นักโปรแกรมเมอร์ นักกราฟฟิกดีไซน์ ทำงานได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลานะครับ เรามาเริ่มทำการรีวิวกันเลยดีกว่า

   คือความพิเศษๆ ของจอมอนิเตอร์ตัวนี้เนี่ยมันสามารถแสดงสีบนหน้าจอได้เป็นพันล้านสีเลย แล้วมันดีกว่าจอที่เราใช้ๆ กันอยู่ทั่วไปแบบนี้อย่างไง ต้องเปรียบเทียบแบบนี้ครัว่า จอมอนิเตอร์แบบทั่วไปนี่มีการแสดงสีได้ 8 bit ค่าตรงนี้เนี่ยจะแสดงสีได้ประมาณ 16 ล้านสี ซึ่งหลายคนที่ใช่งานในจอมอนิเตอร์ธรรมดาๆ ทั่วไปแล้วก็อาจจะคิดว่าเรามองไปเนี่ย มันก็แสดงผลออกมาได้ดีนะ ก็สีสันสวยงามอยู่แล้วนี่ แต่สำหรับมืออาชีพบอกได้เลยว่าแบบธรรมดาๆ ใช้ไม่ได้ครับ ต้องแบบนี้เท่านั้น CG277 นี่แหละครับ ซึ่งจะเรียกสเปคของจอมอนิเตอร์ตัวนี้เป็นแบบ Adobe RGB สามารถแสดงสีที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ 50 เปอร์เซ้นต์ คือตรงนี้เนี่ยมันคือสเปคมอนิเตอร์สำหรับคนที่ต้องการใช้งานที่แสดงสีออกมาได้ตรงมากๆ อย่างเช่น คนที่ทำงานตกแต่งภาพ คนที่ทำงานทางด้านกราฟฟิกดีไซน์ แล้วความพิเศษของมันก็คือการผลิตครับ การผลิตมอนิเตอร์รุ่นนี้ของทาง EIZO เนี่ย เค้าทำการผลิตกันแบบตัวต่อตัว คือผลิตขึ้นมาเหมือนงานแฮนต์เม็คเลย คือมีการตั้งค่าต่างๆ ของตัวมอนิเตอร์กันชิ้นต่อชิ้น มีระบบ QC กันแบบละเอียดมาก เรียกว่ามีมาตรฐานเดียวกันทุกหน้าจอที่วางจำหน่ายอยู่เลย คุณภาพนี่เท่ากันเป๊ะ

   ซึ่งมอนิเตอร์รุ่น GC277 นี้ก็มารพร้อมกับเซนเซอร์ปรับสีหน้าจอ ซึ่งเซนเซอร์ตัวที่ติดมากับตัวเครื่องเนี่ยจะทำการวัดค่าแสง ณ ที่มีอยู่ตรงนั้นเลย เพื่อวัดค่าแสงต่างๆ ค่าความขาว ค่าความมึดต่างๆ เพื่อให้สีที่ออกมานั้นเป็นธรรมชาติมากที่สุด เท่านี้ยังไม่พอ ยังมาพร้อมกับระบบซอฟแวร์ colornavigator ที่ติดมาเพื่อปรับสีจอได้เองด้วย คืหลักการใช้งานของช่างภาพเนี่ยจะใช้ศัพท์เทคนิคเป็นเรื่องของการปรับสีเป็นเควินส์ ไม่ว่าจะเป็นงานสือสิ่งพิมพ์ต่างๆ ก็ใช้ค่าเควินส์ที่ในระดับหนึ่ง งานอื่นๆ ก็ใช้อีกค่าเควินส์อื่นๆไป ไม่เท่ากันนั้นเองนะครับ ซึ่งตรงนี้มันง่ายคือมันมีซอฟแวร์ที่กดปรับค่าสีเควินส์ได้เลยแบบไม่ต้องมานั่งปรับเอง นี่คือความง่ายของการปรับหน้าจอแบบนี้ ใช้มอนิเตอร์แบบนี้นั้นเองครับ

   ซึ่งข้างต้นนี้ผมก็ได้เล่าถึงหลักการทำงานไปแล้วคร่าวๆ แล้วก็บอกไปแล้วว่ามันเหมาะสำหรับคนที่ใช้งานกลุ่มไหนได้บ้าง ตอนนี้มาดูสเปคของหน้าจอกันอีกสักหน่อยดีกว่า ขนาดหน้าจอตัวนี้ 27 นิ้ว มีความละเอียด 2k 2560*1440 พิกเซล สัดส่วนของหน้าจอ 16 ต่อ 9 ความสว่างของหน้าจอ 300 CD/m2 ความสามารถในการเปลี่ยนสี 6 ms. แบบ GTG คืออธิบายเพิ่มเติมอย่างนี้ครับ ถ้าเป็นช่างภาพที่ใช้หน้าจอแบบนี้เนี่ย ยี่ห้ออื่นๆ ทั่วไปแล้วจะต้องทำการเปิดหน้าจอทิ้งเอาไว้ก่อนเพื่อให้เม็ดสีและจอภาพนั้นให้สีที่เต็มที่ หรือ เรียกง่ายๆ ว่าวอร์มหน้าจอก่อนประมาณ 30 นาที แต่ถ้าเป็นหน้าจอรุ่นนี้ EIZO นี้นะครับ เปิดวอร์มทั้งไว้เพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้นก็ทำงานได้แล้วนะครับ เรียกว่าเร็วกว่าตัวอื่นๆ หลายเท่าเลย น้ำหนักของหน้าจอตัวนี้ค่อนข้างหนักครับ มีน้ำหนักอยู่ที่ 13 กิโลกรัม เพราะเป็นหน้าจอที่ไม่ต้องย้ายไปไหนบ่อยก็เลยต้องมีน้ำหนักที่มากสักนิดหนึ่งนั้นเองครับ ต้องบอกเลยครัว่าใครที่ต้องการใช้หน้าจอรุ่นนี้ ยี่ห้อนี้มาใช้งานเพื่อเพิ่อมประสิทธิภาพในการทำงานทางด้านกราฟฟิกให้ดีขึ้นแล้ว รบกวน ถึงขั้นที่ต้องบอกว่ารบกวนเลยนะครับ รบกวนใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงที่มีคุณภาพดีนิดหนึ่งนะครับ เพราะการสแงดผลที่ออกมาจะได้เต็มความสามารถของหน้าจอ ถ้าเป็นสาย HDMI ก็ควรที่จะเป็นเวอร์ชั่น 2.0 ขึ้นไปนะครับ

   มาถึงช่วงท้ายๆ ของการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้กันแล้วนะครับ ก็ต้องบอกถึงข้อดีของหน้าจอแบบนี้กันเลย ที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือมีตัวกันแสงระบกวนจากทุกด้านเลย ด้านบน ด้านข้าง เพื่อที่จะให้มีการปรับแสงได้แบบชัดเจนขึ้นนั้นเอง ข้อเสียของหน้าจอแบบนี้คือ ราคาครับ ต้องบอกว่าราคามันแพงมาก ผมบอกได้คร่าวๆ ก็คงจะพอนะครับว่ามันเริ่มในราคา 1 แสนต้นๆ ครับ ใครที่ทำงานในด้านกราฟฟิก ช่างภาพ ที่ได้เงินเยอะๆ คุ้มค่ากับการลงทุนซื้อหน้าจอแบบนี้มาใช้งาน ผมว่าคุ้มค่ากับประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าแบบชิ้นต่อชิ้นกันเลยทีเดียว

รีวิว กล้องคอมแพ็กระดับ 4K ที่ว่ากันว่ามีกล้องตัวเดียวเที่ยวได้ทั่วไทย sony RX100 M4

รีวิว กล้องคอมแพ็กระดับ 4K ที่ว่ากันว่ามีกล้องตัวเดียวเที่ยวได้ทั่วไทย sony RX100 M4

   ถึงแม้ว่าตอนนี้สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นที่ผลิตออกมาในปัจจุบันนี้จะมีฟีเจอร์กล้องที่เรียกว่าคมชัด ใสแจ๋ว เซลฟี่ได้อย่างจุใจแล้วละก็ แต่เรื่องการถ่ายรูปนี่บางคนก็บอกว่ามือถืออย่างไงๆ ก็แพ้กล้องดีๆ สักตัวไม่ได้หรอก ได้อารมณ์ ได้ฟิลลิ่งกว่า ได้ความเป็นมือโปรมากกว่าแน่นอน ด้วยเหตุนี้ทางทีมงาน 108plaza เองก็ได้นำเอากล้องตัวใหม่ล่าสุดของทาง sony มาทำการรีวิวให้ทุกท่านดูกันในวันนี้นี่แหละครับ จะเป็นกล้องที่มีคุณสมบัติอย่างไร จะดี จะเด่นขนาดไหนเดี่ยวเราไปติดตามพร้อมๆ กันเลยครับ

   ที่ท่านเห็นอยู่นี้เป็นกล้องคอมแพ็กของค่าย sony ที่ถือว่ากำลังเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ในช่วยปลายปีนี้ ที่หลายๆ คนกำลังมองหาเพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับลมหนาวแล้วก็ฤดูท่องเที่ยวกันในอีกไม่กี่วันที่จะมาถึงนี้ เพราะตอนนี้ลมหนาวเริ่มมาแล้ว ส่วนกล้องคอมแพ็กตัวนี้จะมีสเปคและความสามารถแค่ไหนเดี่ยวเรามาดูกัน

   กล้องตัวนี้มีความละเอียดอยู่ที่ 20.1 ล้านพิกเซล ตัวระยะเลนส์ก็คือ 24-70 มิลลิเมตร์ f/1.8-2.8 ตัวความเร็วของชัตเตอร์มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 1/32000 วินาที เป็นแบบออโต้ด้วยนะครับ ซึ่งจะแตกต่างจากรุ่นเดิมๆ ก็คือต้องปรับตั้งค่าเองในความเร็วชัตเตอร์ตรงนี้นะครับ สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ 16 เฟรม ค่า ISO 125-12800 ก็ถือว่าเป็นปกติของทางค่ายโซนี่เค้าแหละครับ ที่ค่า ISO อาจจะอยู่ในค่าที่ไม่ต่ำมาก บางค่ายเริ่มต้นที่ 60 หรือ 100 แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งค่า EVF ความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล คือต้องบอกว่าค่า EVF ที่ทำได้ขนาดนี้เนี่ย ผมถือว่ามันชัดมากๆ เลยนะครับ นอกจากนั้นยังมีโหมดที่สามารถถ่ายภาพแบบ slow-motion ได้สูงสุดถึง 1000 fps เลย คือเปรียบเทียบเอาง่ายๆ จากกล้องมือถือไอโฟนตอนนี้ถ่ายภาพแบบ slow-motion ได้แค่ประมาณ ผมจำไม่ได้เหมือนกันน่าจะสัก 200 fps เท่านั้นเองนะครับ ก็ถือว่าแตกต่างกันเยอะเลย เท่านี้ยังไม่หมดนะครับ ในความสามารถของกล้องคอมแพ็กของ sony ตัวนี้ อีกหนึ่งเรื่อง หนึ่งฟีเจอร์ที่ผมเองก็ค่อนข้างชอบนะครับ เมื่อผมได้ลองถ่ายวีดีโอในโหมด slow-motion ที่สามารถปรับค่าความหน่วงได้แล้ว จะเอา slow แบบช้า หรือว่า จะเอา slow แบบเร็วๆ หน่อย ได้หมดเลย แล้วก็สามารถบันทึกเป็นภาพถ่ายได้เป็นซ็อดๆ ด้วย ในกรณีที่คุณไปถ่ายวีดีโอมาแล้วก็อยากจะได้รูปด้วย สามารถทำได้เลย เรียกว่าถ่ายหนึ่งได้ถึงสอง ได้วีดีโอด้วย ได้ภาพด้วย แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนนะครับ ถ้าท่านใดที่ให้เมมโมลี่หรือหน่วยความจำที่ทาง sony เค้าแถมมาให้แล้วไม่พอเนี่ย เวลาที่ท่านจะไปซื้อเลือกนิดหนึ่ง เลือกที่ตัว sd card ที่มีความการอ่านการบันทึกได้ที่เร็วๆ หน่อย พูดง่ายๆ ว่าเลือกเอาตัวที่ดีๆ หน่อย ราคาร้อยกว่าบาทอะไรแบบเนี่ย มันก็คงไม่เหมาะกับการใช้งานในกล้องระดับเทพๆ อย่างนี้แน่นอนเลยนะ ผมว่า เพราะฉะนั้น เลือกกันหน่อยครับ ลงทุนกล้องดีมาแล้ว ก็ต้องใช้อุปกรณ์เสริมดีๆ ด้วยนะ

   ก็ต้องขอขอบคุณภาพจากทาง sony ด้วยนะครับ เรื่องความสามารถของกล้องตัวนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะครับ ซึ่งผมเองก็ได้ไปทดสอบคุณภาพกล้องตัวนี้มาพอสมควรนะครับ ก็ลองไปถ่ายในที่ต่างๆ เริ่มแรกเลยชอเล่าความประทับใจในกล้องตัวนี้ที่ทำการรีวิวในครั้งนี้นะครับ ต้องบอกเลยอย่างแรกว่า ใครที่ชอบถ่ายรูปตอนกลางคืนหรือแสงน้อย ตอนที่พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงจันทร์เริ่มมาแทนที่อะไรแบบนี้ ต้องบอกว่ามันทำได้ดีเลยทีเดียว เก็บรายละเอียดได้ค่อนข้างครบถ้วนครับ แต่ไม่ได้ตั้งค่าให้ถ่ายแบบออโต้นะครับ คือตั้งค่าไว้แบบให้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ สักหน่อย ให้พอกับรายละเอียดของภาพได้หมดก็ถือว่าโอเครเลยครับ ค่อนข้างชอบเลยทีเดียว สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันสามารถสร้างความเป็นเจ้าของภาพๆ นั้นได้ตั้งแต่ในกล้องเลย ตั้งแต่เราถ่ายภาพนั้นเลย ตัวชื่อไฟล์และลายน้ำบนภาพเราสามารถตั้งได้เลยว่าเป็นชื่อที่เราตั้งเอาไว้ เพราะเดี่ยวนี้มีคนชอบก๊อปปี้รูปภาพของเราไปเผยแพร่ต่อไปเรื่อยๆ ตรงนี้สามารถระบุความเป็นเจ้าของเราตั้งแต่อยู่ในกล้องได้เลย เจ๋งมากๆ ตัวนี้ เหมาะกับมือโปรมากๆ

   ข้อดีของกล้องตัวนี้มีเยอะแยะ แต่ข้อเสียที่ถือว่าได้คนที่ชอบซื้อสินค้าอินเทรนด์ตอนที่เปิดตัวใหม่ๆ ไม่อยากได้ก็คือ มันแพงครับ ราคาค่าตัวกล้องคอมแพ็กตัวนี้ราคา 32,990 บาท เรียกว่าแพงเกินตัวจริงๆ แต่ทาง sony ก็บอกว่าถึงแม้จะเล็ก เป็นกล้องคอมแพ็ก แต่ก็มีความสามารถล้นตัว คุ้มค่า คุ้มราคา ตัวเดียวจบ ก็ใครที่สนใจก็ลองคิดๆ ดูนะครับ เรื่องของความคุ้มค่า ส่วนตัวผมว่าก็แพงอยู่นะสำหรับราคานี้

รีวิว กล้องคอมแพ็กอเนกประสงค์ Canon Power Shot G16

รีวิว กล้องคอมแพ็กอเนกประสงค์ Canon Power Shot G16 ใช้ได้ทั้งช่างภาพมือสมัครเล่นและมือโปร

   เดี่ยวนี้หลายแบรนด์ในเมืองไทยที่ผลิตกล้องคอมแพ็กทั้งระดับล่าง ระดับกลาง และก็ระดับสูงๆ ที่มีราคาหลายหมื่นบาทขึ้นมาให้เลือกซื้อกัน พรัอมทั้งความสามารถในตัวกล้องทางค่ายนั้นๆ ทำขึ้นมาให้เราได้ใช้งานกัน แต่ก็มีไม่กี่เจ้าไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่มีคนนิยมเล่นกัน แล้ววันนี้ทาง 108plaza ก็ได้นำเอาสินค้าอินเทรนด์ที่มีผู้คนเลือกใช้กล้องคอมแพ็กกับค่ายนี้ครับ เดี่ยวเราไปดูรูปกันก่อนดีกว่า แล้วก็จะรู้ว่าคือค่ายไหน

   ก็เป็นกล้องแบบคอมแพ็กระดับไฮเอนต์ของค่าย Canon power shot G16 ซึ่งรูปร่างหน้าตาตัวนี้ก็ทำมาให้ความรู้สึกเมื่อได้จับแล้วดูมั่นใจ ดูทะมัดทะแมงขึ้น จับแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดมือแต่อย่างใด แล้วตัวกล้องเองก็ทำฟีเจอร์มาให้มากมายในรุ่นนี้ อย่างเช่นการเชื่อมต่อแบบ wi-fi ได้ แล้วทาง canon เองก็บอกมาเลยในรุ่นนี้ว่าตัว wi-fi นั้นสามารถเชือมต่อได้ง่ายกว่า เสถียรกว่ารุ่นอื่นๆ ของ canon เอง แล้วก็ยังไม่ได้ตัดตัวการถ่ายภาพด้วยการมองผ่านเลนส์ออก เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก กล้องคอมแพ็กหลายๆ ยี่ห้อ ตอนนี้ผลิตออกมาแล้วก็จะตัดการถ่ายภาพแบบมองผ่านเลนส์ออกแล้ว จะให้มองผ่านทางหน้าจอแสดงผลแทน แต่บางทีเมื่อเราไปถ่ายตอนกลางวันที่แสงจ้าๆ ก็จะมองไม่ค่ยอเห็นหน้าจอสักเท่าไหร่ ตัว canon รุ่นนี้ก็ยังไม่ตัดออกแต่อย่างใด เรื่องของเลนส์เองก็ยังเป็นตัว canon zoom เลนส์อยุ่ สามารถ zoom ได้ 5 เท่า มีระบบป้องกันการสั่น มีระยะเลนส์อยู่ที่ 28/140 ซึ่งเป็นระยะยกล้องในระดับกล้อง full frame เลยทีเดียว เอาง่ายๆ ว่าซื้อกล้องรุ่นนี้ไปก้ถือว่าคุ้ม เหมือนได้กล้องดีๆ ระดับสูงๆ ในราคาระดับกล้องคอมแพ็กมาใช้เลยทีเดียว แล้วก็เป็นกล้องตัวแรกในรุ่น G ที่ใช้ค่า f1.8-2.8 ซึ่งมีค่า f ที่น้อยมากๆ เลย ซึ่งค่า f ยิ่งน้อยๆ คุณภาพในการถ่ายในที่แสงน้อยๆ ก็จะดีมากด้วย ซึ่งตัวเลนส์ก็จะมีเลนส์เดียว ไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งหน้าตาของตัวกล้องก็จะมีแบบทั่วๆไป ก็มีปุ่มกดต่างๆ รอบๆ ตัวเครื่องไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็จะเน้นในเรื่องของการปรีบเปลี่ยนค่าต่างๆ ในปุ่มเดี่ยวแต่ใช้ได้หลายโหมด โดยดูจากหน้าจอแสดงผลอีกเช่นกัน

   ส่วนตัวเรื่องของไฟแฟลชก็มีมาให้แบบบิ้วอินในตัวเครื่องเลย แล้วก็ไม่สามารถเด้งออกมาเมื่อมีแสงน้อยเองได้ แต่ต้องเปิดแฟลชให้เปิดขึ้นเองด้วยการกดปุ่มเปิดแฟลชให้เด้งออกมาแทน แต่ส่วนมากแล้วกล้องคอมแพ็กรุ่นใหม่ๆ มานี้ไม่ค่อยได้ใช้ไฟแฟลชกันสักท่าไหร่ เพราะด้วยระบบการประมวลผลของกล้องเอง แล้วก็เรื่องของค่า f ที่มีมาให้แล้วก็ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดแฟลชก็ได้ แต่ถ้าใครที่ชอบใช้แฟลชแบบดวงใหย่ๆ ก็สามารถเสียบต่อเข้าด้านบนได้อีกเช่นกัน ก็มีพอร์ตเสียบแฟลชใหญ่ๆ มาให้ด้วย มาดูด้านหลังของตัวเครื่องกันบ้างดีกว่า ก็มีหน้าจอแสดงผลมาให้ขนาดใหญ่ถึง 3 นิ้วเลย แต่มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งที่ว่า เรื่องของหน้าจอนั้นในระดับคอมแพ็กไฮเอนต์แล้วนั้น แต่หน้าจอไม่สามารถพับตามองศาต่างๆ ออกมาได้ ก็จะติดอยู่กับตัวกล้องเลย แล้วก็ไม่ได้เป็นหน้าจอแบบสัมผัสด้วย เป็นหน้าจอแบบธรรมดา ก็ต้องกดปุ่มเอาล้วนๆ เลย ก็จะปรับค่าต่างๆ ไมว่จะเป็นการ preview การลบรูป การปรับค่า ISO การถ่ายแบบโหมดวีดีโอ อะไรแบบนี้ แต่จะมีปุ่มวงแหวนที่สามารถ zoom เข้า-ออก ได้ มาให้ 2 ตำแหน่าง ปรับตัวด้านบนตัวกล้องได้ สำหรับคนที่จะถ่ายแบบมองผ่านตัวเลนส์ และ คนที่มองผ่านทางหน้าจอแสดงผลก็ปรับ zoom เข้า-ออกได้ที่ปุ่มบริเวณข้างหน้าจอได้เลย ตัวพอร์ตด้านข้างก็จะมีพอร์ต HDMI< USB , AV out, และก็ช่องใส่ sd card แล้วก็สามารถสั่งการผ่านตัวรีโมทคอนโทรนได้ด้วย ก็มีความสะดวกสบายมาให้ตรงนี้ ตัวแบตเตอร์รี่เองก็มีให้มาประมาณ 920 mAh เท่านั้น ก็สามารถถ่ายรูปได้ถึง 400-500 รูปนะครับ ก็ถือว่าตัวแบตก็ค่อนข้างอึดเหมือนกัน ถ่ายกันได้ยาวๆ เลย แล้วข้อดีอีกหนึ่งอย่างในกล้องตัวนี้ มันสามารถถ่ายรูปได้แบบมัลติช็อด ถ่ายได้ถึง 12 เฟรมติดต่อกันเลย แล้วก็ไม่จำกัดจำนวนครั้งด้วย ซึ่งจะถ่ายได้ไปเรือ่ยๆ จนกว่าเมมโมลี่จะเต็มเลย

   หลังจากที่ผมได้ทดลองใช้กล้อง canon power shot g16 ตัวนี้แล้วก็ถือว่าค่อนข้างเปิดขึ้นมาได้รวดเร็วดีครับ เมื่อกดชัดเตอร์ลองไปตัวออโต้โฟกันก็ทำงานได้ค่อนข้างเร็วดีเหมือนกัน สีของภาพเมื่อมองผ่านหน้าจอแสดงผลก็สดใส สีค่อนข้างจะออกมาจิ๊กจ๊าดดีเลยทีเดียว ตามสไตล์ของกล้อง canon ครับ สำหรับสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ก็มีดีอย่างเสียอย่างครับ แต่โดยรวมแล้วเนี่ย ผมค่อนข้างชอบเลยทีเดียว มีติอยู่อย่างเดียวเท่านั้นเอง ก์คือหน้าจอแสดงผลของเค้าไม่สามาถเปลี่ยนองศาการมองได้เท่านั้นเอง นอกนั้นถือว่าเป็นกล้องคอมแพ็กที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียวครับ

Review Suunto Ambit 3 sport

Review Suunto Ambit 3 sport นาฬิกาที่เหมาะสำหรับคนออกกำลังกายแบบไตรกีฬา ตัวช่วยอย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณได้อย่างดีเยี่ยม

   สวัสดีครับทุกท่านที่เป็นนักกีฬาและผู้ชอบออกกำลังกายทุกท่านเลย แล้ววันนี้เองเราก็ไม่ได้มีสินค้าอินเทรนด์ที่จะมารีวิวให้กับผู้ที่ชอบออกกำลังกายแบบทั่วไปเพียงเท่านั้น วันนี้เราจะมาทำการรีวิว gadget ที่เหมาะสำหรับคนชอบออกกำลังกายแบบทรหดกันเลย ขึ้นภูเขา ลงน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยาน ไปเส้นทางแบบไม่ปกติ หรือเค้าเรียกว่า ไตรกีฬา นี่แหละครับ ถ้ามีนาฬิกาตัวนี้ไปอยู่ในข้อมืออันแข็งแกร่งของคุณแล้ว รับรองได้รับจะมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอนเลย เพราะจะทำให้คุณนั้นใช้พลังงานและหยาดเหงือทุกหยดได้อย่างคุ้มค่าในการออกกำลังกายแบบฮาร์ดคอร์ ได้อย่างดีเลยทีเดียว หลายคนก็สงสัยกันแล้วใช่มั้ยละครับว่ามันคือนาฬิกาอะไร ผลิตจากประเทศไหน เดี่ยวเราไปดูรูปและไปดูรายละเอียดพร้อมๆ กันเลยครับ

 

   ก็ต้องบอกว่านาฬิกายี่ห้อ suunto นี้เป็นแบรนด์ของประเทศฟินแลนต์ครับ เป็นนาฬิกาที่พวกคนที่ชอบออกกำลังกายแบบ ไตรกีฬา ชอบซื้อหามาใช้กันอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งผมดูจากรูปทรงการออกแบบ การดีไซน์รูปลักษณ์เนี่ย อย่างที่ทุกท่านเห็นไปในรูปภาพด้านบน จะเห็นว่ามันจะดูสปอร์ตมาก ดูมีพลัง ใครที่สวมใส่นาฬิกาตัวนี้เนี่ย จะดูเข้มแข็งขึ้นทันทีเลยทีเดียวนะครับ แล้วเรื่องของวัสดุที่มาทำเนี่ย ผมว่าค่อนข้างพรีเมี่ยมเลยทีเดียว เพราะการออกกำลังแบบไตรกีฬาเนี่ย มันต้องปั่นจักรยาน มันต้องลงน้ำ มันต้องวิ่ง ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้เนี่ย มันต้องมีการกระแทก มีการใช้งานแบบลุยๆ ว่างั้นเถอะครับ ซึ่งนาฬิกาตัวนี้เนี่ย สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ โดยผ่านการเชื่อมต่อกับบลูทูธ 4.0 ซึ่งนาฬิกาตัวนี้เนี่ย มันจะบอกเรื่องของสถิติการออกกำลังกายต่างๆ ที่เราไปออกกำลังกายมาให้เราได้ทราบผ่านทางหน้าจอบนสมาร์ทโฟนได้ด้วย แล้วก็ทำหน้าที่เป็นพวก smart watch ทั่วไป ที่มีการแจ้งเตือนเวลามีข้อความเข้า มีแอพต่างๆ เข้ามาที่เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ เข้ามาได้ นอกจากจะใช้ในการออกกำลังกายแบบไตรกีฬาแล้ว เมื่อไม่ได้ออกกำลังกายก็สามารถวัดค่าต่างๆ ได้โดยการใช้ชีวิตประจำวันที่จะเคลื่อนไหวร่างกายต่างๆ ที่เบิร์นไปกี่แคลลอรี่แล้วได้อีกด้วย

 

   นอกจากตัวนาฬิกานี้มันมีคุณสมบัติพิเศษๆ อย่างที่ผมบอกไปแล้วเบื้องต้นนั้น มันก็ยังมีคุณสมบัติที่บอกแม้กระทั่งอัตราการเต้นของหัวใจเราได้อีกด้วย ซึ่งการวัดอัตราการเต้นของหัวใจนี้ ตัวฟังก์ชั่นการใช้งานจริงๆ ก็ยังมีตัววัดที่เป็นแบบสายคาดอกอีกด้วย แล้วตัวสายคาดอกนี้จะสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีกว่าตัวนาฬิกาอีก แล้วก็เหมือนเป็นตัวแทนนาฬิกาได้เลย เพราะเมื่อไหร่ที่คุณลืมสวมใส่นาฬิกาไปด้วย แต่ไม่ได้ลืมสายคาดอกที่แถมมาเมื่อคุณซื้อนาฬิกานั้นก็สามารถเชื่อมต่อแอพพลีเคชั่นของทาง suunto ได้ด้วย

   แล้วเหตุผลที่สำคัญไปกว่านั้น ด้วยความพิเสษๆ และคุณลักษณะที่โดดเด่นของนาฬิกา suunto ambit 3 sport ตัวนี้เนี่ยนะครับ ที่นักกีฬาออกกำลังกายแบบ ไตรกีฬา ชอบใช้กันก็เพราะว่ามันสามารถบอกเส้นทางที่เป็นภูมิประเทศต่างๆ เมื่อมีการแข่งขับได้ด้วย จะบอกหมดเลยเมื่อคุณไปทำการเวิร์คช็อปกอ่นที่จะมีการแข่งขันไตรกีฬาอะไรพวกนี้ แล้วก็จะมีการจับกราฟฟิกแล้วมารวบรวมเป็นแผ่นที่ให้คุณได้เดินตามเส้นทางที่บอกขึ้นมาบนสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย แล้วตัวนาฬิกาเนี่ย มันก็ยังช่วยคำนวณเรื่องความเร็วในการวิ่ง ในการปั่นจักรยาน ในการว่ายน้ำ อะไรแบบนี้ให้ทั้งหมดเลย รวมไปถึงเมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขันแล้ว มันก็จะคำนวนร่างกายของตัวนักกีฬาเองว่าจะต้องพักฟื้นร่างกายจำนวนกี่ชั่วโมงถึงจะเหมาะสมต่อการแข่งขับครั้งต่อไปได้ คือต้องบอกว่ามันเหมาะสมกับคนที่ออกกำลังกายแบบไตรกีฬามากๆ เลย เมื่อตอนที่ปั่นจักรยานอยู่มันจะสร้างแผนที่มาบอกไปตามสเนทางนั้นบนหน้าจอของนาฬิกา เมื่อนักกีฬาลงน้ำก็กดเปลี่ยนโหมดเป็นลงน้ำ ก็จะสร้างการคำนวณความเร็วต่างๆ ขึ้นมาช่วยนักกีฬาเองได้อีกด้วย แล้วก็ไปวิ่งก็เปลี่ยนโหมดไปวิ่ง ก็จะสร้างแผนที่นำทางไว้ให้ด้วย เรียกว่าไม่หลงทิศอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้หลายคนถามมาว่า แล้วมันได้แค่ไตรกีฬาหรอออกกำลังกายแบบ อินดอร์ ออกกำลังกายในร่มในมั้ย คำตอบคือได้ครับ ก็มีโหมดการคำนวณแคลลอรี่การออกกำลังกายในร่มได้ด้วยเช่นกัน

 

   คนที่ชอบออกกำลังกายแบบไตรกีฬาก็คงจะชอบกันแล้วใช่มั้ยละครับ เรื่องราคาในสินค้าอินเทรนด์ตัวที่เราเอามารีวิวกันในครั้งนี้อยู่ที่ 15,xxx บาท เท่านั้นเองครับ ถือว่า gadget ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายแบบไตรกีฬา ในราคานี้ถือว่าเป็นรุ่นที่ราคาเบาๆ ที่สุดแล้วนะครับ ใครสนใจก็ลองไปเล่นดูกันได้ตามตัวแทนจำหน่ายทั่วไป

นาฬิกาอัจฉริยะมาตรญานใหม่ใช้แบบ Multi Sport GPS รุ่น Garmim Fenix 3

นาฬิกาอัจฉริยะมาตรญานใหม่ใช้แบบ Multi Sport GPS รุ่น Garmim Fenix 3 สวยหรู มีสไตล์ของคนชอบออกกำลังกายและเล่นกีฬา

   สวัสดีครับ ก็มาพบกันอีกเช่นเคยกับเรา 108plaza นะครับ ซึ่งทุกครั้งที่เรามีการอัพเดทความเคลื่อนไหวทางวงการไอทีและ gadget ใหม่ๆ เข้ามา เราก็ต้องรีบเอาสินค้าอินเทรนด์เหล่านั้นมาทำการรีวิวให้ทุกท่านได้ชมกันอย่างด่วยจี๋ที่สุดเลยนะครับ ก็เมื่อเราได้ทำการรีวิวไปเรียบร้ยอแล้วก็จะบอกว่าสินค้านั้นๆ ที่ออกมาวางจำหน่ายในเมืองไทยของเรามันดีหรือไม่ดี ถ้าดีก็บอกว่าดีสมราคา แต่ไม่ดีก็บอกเลยว่าขายแพงไป ไม่น่าซื้อ เพราะของเราไม่มีเจ้าของสินค้าใดๆ มาให้การสนับสนุนเราเป็นเบื้องหลังอยุ่แล้ว สินค้าทุกอย่างที่นำมารีวิวนั้นก็จะซื้อมาเองแทบทั้งสิ้นนะครับ แล้ววันนี้ก็เช่นกัน เป็นนาฬิกาครับ ทุกครั้งที่เรารีวิวนาฬิกาแบบ smart watch กันไปนั้นเราก็จะมีทั้งแบบที่เป็นแนว sport แล้วก็แนวแบบเป็นฟีเจอร์ใหม่ๆ แต่ตอนนี้เราก็จะได้นำเอานาฬิกาที่เป็นแนว sport อีกหนึ่งเรือนมาทำการรีวิวกันครับ ก็จะเป็นรุ่น Garmim Fenix 3 นั้นเอง จะเป็นอย่างไร เดี่ยวเรามาทำการรีวิวกันเลยครับ

   เป็นอย่างไรบ้างครับ เมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาตัวนาฬิกากันไปแล้ว ที่เห็นเป็นเข็มชี้ที่เป็นอานาล็อคนั้นมันสามารถเปลี่ยนเป็นหน้าจอดีจิดอลได้นะครับ ก็แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน เป็นนาฬิกากึ่งๆ อานาล็อคกับดิจิดอลครับ ซึ่งการทำงานโดยหลักๆ เลยนั้นก็จะมีให้เลือกทั่วไปในเรื่องของตัวนาฬิกาบอกเวลา มีนาฬิกาปลุก มีการเปลี่ยนหน้าจอต่างๆ ได้นะครับ แต่เรื่องที่เน้นๆ เลยเนี่ย จะเป็นเรื่องของการใช้นาฬิกาตัวนี้ช่วยในเรื่องของการออกกำลังกายนั้นเอง คือมันจะเป็นตัวช่วยบอกว่าเมื่อเราไปออกกำลังกายมาแล้วจะต้องพักกี่นาที กี่ชั่วโมง แล้วแต่ความหนักเบาของการออกกำลังกาย แล้วที่จุดเด่นของนาฬิการุ่นนี้เลยก็คือเรื่องของการวัดค่าออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกายของคนที่ออกกำลังกายมาใหม่ๆ ว่าควรจะหายใจเข้าไปมากน้ยอเพียงใด ค่าออกซิเจนที่เมื่อเราหายใจเข้าออกนั้นเพียงพอหรือยังกับความสมดุลในร่างกายตอนนั้นๆ อยู่ อะไรประมาณนี้ครับ ซึ่งตัวหน้าจอของนาฬิกาก็จะบอกค่าต่างๆ ที่แสดงขึ้นมาในแต่ละบุคคลที่ไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งหลักๆ เลยในนาฬิกาตัวนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือมันสามารถเชื่อมต่อให้เข้ากับสมาร์ทโฟนทั้งฝั่ง Android และ IOS ได้นะครับ ไม่เลือกค่าย ก็ไปโหลดแอพพลีเคชั่นของทาง Garmim มา ซึ่งเดี่ยวเราจะพาไปดูว่าเมื่อเชื่อมต่อแล้วเนี่ยตัวนาฬิการุ่นนี้จะมีฟังก์ชั่นอะไรให้เราเล่นได้บ้างนอกจากที่ยกตัวอย่างมาเมื่อสักครู่แล้วนะครับ

      เราก็มาดูกันในฟังก์ชั่นที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายเลยก็แล้วกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง การเดิน การว่ายน้ำ ได้หมดเลยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรากำลังจะไปออกกำลังกายด้วยการวิ่งแบบวิ่งในสนามทั่วไปที่ไม่ต้องใช้ GPS นำทางวิ่งแบบรอบระยะสั้นๆ ก้เลือกเข้าไปที่โหมด run indoor แล้วตัวนาฬิกาก็จะจับลักษณะการย้ำเท้าและการแกว่งมือ การวัดอัตราการเต้นของหัวใจเราไปด้วย แล้วก็ประมวลผลออกมาเป็นระยะทางต่างๆ ว่าเราวิ่งไปได้เท่าไหร่แล้ว เบิร์นแคลลอรี่ไปได้เท่าไหร่แล้ว แล้วค่าออกซิเจนในตัวมีอยู่เท่าไหร่ จะเสี่ยงต่อการเป็นลมหรือไม่ อะไรแบบนี้เป็นต้นนะครับ ทั้งหมดนี้ก็จะแสดงมาที่หน้าจอด้วย

   อีกหนึ่งตัวที่เป็นจุดเดนของนาฬิการุ่นนี้ก็คือโหมดการว่ายน้ำ ซึ่งในที่นี่เนี่ย เราจะต้องเลือกว่าจะว่ายน้ำแค่ในสระน้ำอย่างเดียวหรือว่าตอนนี้เรากำลังว่ายน้ำในการแข่งขันที่ต้องใช้ GPS ที่นำทางเราอย่างเช่นว่ายน้ำในทะเลอะไรแบบนี้ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับ GPS ได้ แต่ข้อเสียของมันก็คือว่า เมื่อเราเปิด GPS ในเวลาที่เราว่ายน้ำอยู่เนี่ย มันจะจับสัญญานตอนที่นาฬิกาอยู่ใต้น้ำไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ความแม่นยำในการนำทางหรือจับสัญญานนั้นลดลงไปด้วย แล้วมันก็จะจับสัญญาน GPS ได้ก็ต่อเมื่อเราว่ายน้ำแล้วแขนโผล่ขึ้นผิวน้ำ ก็จะจับสัญญานเป็นช่วงๆ ไปนั้นเอง แต่ถ้าเราว่ายน้ำในสระอะไรแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ก็แค่เข้าไปตั้งค่าในตัวนาฬิกาเลยว่าสระว่ายน้ำที่เรากำลังจะลงไปว่ายนั้นกว้างเท่าไหร่ ยาวเท่าไหร่ แล้วตัวนาฬิกาก็จะวัดได้ว่าเราว่ายน้ำไปกลับ กี่รอบแล้ว แล้วก็เฉลี่ยหรือประมวลผลออกมาเป็นการแสดงผลค่าต่างๆ ได้นั้นเองครับ

   แล้วนอกจากนี้ด้วยความที่นาฬิกามี GPS ได้ด้วยก็จะเหมาะกับการออกกำลังกายแบบ ไตรกีฬา ได้ด้วย ก็ใครที่สนใจสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ แล้วคิดว่าน่าจะเหมาะกับการออกกำลังกายของตัวเองก็ลองไปเล่นๆ กันดูได้เลย ส่วนตัวคิดว่าการคำนวณค่าแคลลอรี่ต่างๆ ในการออกกำลังกายที่ประมวลผลออกมาแล้วนั้นมันค่อนข้างน้อยไปหน่อย ซึ่งคิดๆ ดูแล้วมันจะไม่ตรงกับการออกกำลังกายจริงๆ ของผมไปสักเท่าไหร่ ยังสู้ตัวอื่นๆ ที่ผมได้ทำการรีวิวไปแล้วในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ ก็ลองไปเล่นดูครับ

Update สมาร์ทโฟนใหม่ล่าสุดเดิอน กันยายน 2015 กับ I-mobile IQ Z Bright

Update สมาร์ทโฟนใหม่ล่าสุดเดิอน กันยายน 2015 กับ I-mobile IQ Z Bright มือถือสเปคแรงในราคาไม่ถึงหมื่น มีมาให้ได้เลือกซื้อกันในช่วงปลายปีแบบนี้

   สวัสดีครับ ก็พบกันอีกเช่นเคยกับเรา 108plaza ะครับ ที่จะได้นำเอาข่าวสารในวงการสมาร์ทโฟนก็ดี เรื่องของ gadget ใหม่ๆ ก็ดี มานำเสนอให้ทุกท่านได้ชมกันเป็นสินค้าอินเทรนด์ในช่วงเดือนต่างๆ กันตลอดทั้งปีเลยนะครับ แล้ววันนี้ก็เช่นเคยครับ หลังจากที่ทางค่ายมือถือของไทยเรานั้นได้เปิดตัวมือถือสมาร์ทโฟนมาอีกหนึ่งตัวในช่วงวันที่ 24 กันยายน 2015 นี้มาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ กับเจ้านี่เลย I-mobile IQ Z Bright ตัวเครื่องจะมีความสวยงามแค่ไหน แล้วสเปคเครื่องนั้นจะแรงเพียงใด ที่สำคัญต้องบอกว่าเรื่องราคานั้นไม่ถึงหมื่นครับ

   ก็ต้องบอกว่าตัวเครื่องนั้นก็ค่อนข้างที่จะดูดีมีระดับนะครับ แต่ก็ยังไม่ใช่โลหะทั้งตัวเครื่อง ก็คงเป็นที่ราคามากกว่า ในระดับที่ไม่ถึงหมื่น แต่เรื่องของสเปคนั้นต้องบอกว่าดูแล้วนี่สเปคไปถึงราคาระดับหมื่นได้สบายๆ เลย เดี่ยวก่อนที่จะไปดูรายละเอียดในส่วนตัวเครื่องกันนั้น เรามาดูเรื่องของสเปคคร่าวๆ กันก่อนดีกว่าครับ

   ด้านตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับขนาดหน้าจอที่ 5 นิ้ว ความละเอียดอยู่ที่ 720 พิกเซล ก็เป็นแค่ระดับ HD อยู่ super bright amoled. แล้วก็เรื่องของหน่วยประมวลผลก้ให้มาที่ qualcomm snapdragon 615 ที่ 64 bit แบบ 8 แกนสมองที่เรียกว่า octa-core 1.5 GHz แล้วก็เป็นระบบปฏิบัติการแบบ Android ที่ใหม่ล่าสุด 5.1.1 lollipop ให้แรมมามากถึง 3 GB แล้วก็ให้รอมมาที่ 32 GB แล้วก็สามารถรองรับหน่วยความจำสำรอง micro sd card ได้ถึง 64 GB แล้วที่สำคัญก็ให้กล้องหลังที่มีความละเอียดมากถึง 18 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ AF+Flash+PDAF ยังไม่แค่นั้นนะครับ ก็ยังให้กล้องหน้าที่มีความละเอียดมามากพอถึง 5 ล้านพิกเซล แล้วก็ไฟแฟลช LED ด้านหน้าอีกด้วย รองรับ 3g,4g LTE ได้ทุกค่าย ทุกคลื่นความถี่ ตัวแบตเตอร์รี่อาจจะให้มาน้อยสักนิดหนึ่ง แต่ก็พอดีกับการใช้งานได้ทั้งวัน ให้ความจุมาที่ 2600 mAh นี่ก็เป็นเพียงสเปคคร่าวๆ ที่ดูแล้วค่อนข้างจะตื่นเต้นมากเลย แต่เมื่อผมเองได้ทดลองใช้งานทั้งเรื่องของตัวกล้องหน้า และ กล้องหลังดูแล้ว ที่ทาง I-mobile เค้าชูโรงมาว่า สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เนี่ย สามารถจับโฟกัสได้ไวมากเลย แล้วจะจริงอย่างที่ทางค่าย i-mobile บอกมาหรือเปล่า เดี่ยวเรามาดูรีวิวกันต่อไปครับผม

   เมื่อได้ดูตัวเครื่องรอบๆ แล้วเนี่ยนะคับ ก็ตัวเครื่องมีขนาดหน้าจอที่ 5 นิ้ว ก็ถือว่าไม่ใหญ่แล้วนะครับ สำหรับสมาร์ทโฟนยุคปัจจุบันนี้ เพราะค่ายอื่นก็ทะลุไปกันที่ 6 นิ้วกันแล้วนะครับ เสียดายว่าหน้าจอมีความละเอียดที่ HD เท่านั้นเองนะครับ ตัวขอบเครื่องก็จะเป็นโลหะนะครับ แต่ด้านหลังไม่ใช่โลหะนะครับ เป็นแค่พลาสติก ก็ให้ความรู้สึกแข็งแรงในระดับหนึ่งครับ ด้านล่างก็จะมีลำโพงจุดเดียว พร้อมกับ micro USB ที่เอาไว้ชาร์จแบต ด้านบนก็จะมีช่องเสียบแจ็ค 3.5 เป็นหูฟังนั้นเองครับ ส่วนตัวซิมและหน่วยความจำสำรองก็จะอยุ่ทางด้านขวาพร้อมกับปุ่ม เปิด ปิด นะครับ ด้านซ้ายก็จะมีปุ่มเร่งเสียง ลดเสียงปกตินะครับ เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาดูสีสันของหน้าจอนี่ค่อนข้างให้ความสวยงามไม่แพ้ Full HD เลยนะครับ อาจจะเพราะหน้าจอที่ไม่ใหญ่มากนักนะครับ

   ไปดูในเรื่องของการใช้แอพพลีเคชั่นที่ว่ากันว่า กินแรมที่สุดเลยในตอนนี้ นั้นก็คือ facebook นั้นเองครับ เมื่อเปิดเฟสบุ๊คขึ้นมานั้นก็พ่บว่าไหลลื่นดีครับ เล่นเกมส์คาสิโนออนไลน์ก็สบาย ด้วยการที่ให้แรมมามากถึง 3 GB นั้นก็เพียงพอกับการใช้งานเลยทีเดียวครับ แม้ว่าจะเลื่อนลงไปดูอะไรโน้น นั้น นี่ไปเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นถึงความกระตุกเลย อาจจะมีบางช่วงที่ดูอึดไปสักนิดหนึ่งเพราะว่าอยู่ที่ความแรงของอินเตอร์เน็ตด้วยก็ได้นะครับ การใช้งานดีครับ เรื่องของการเปิดแอพต่างๆ

   เรื่องของกล้องกันบ้างครับ ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังนั้นทาง i-moblite ก็บอกมาว่าเร่งการจับโฟกัสได้เร็วถึง 0.3 วินาทีกันเลยทีเดียวในตัวนี้นะครับ ก็เร็วจริงครับ ในตัวกล้องนั้นก็สามารถตั้งค่าต่างๆ ได้ตามตระกูล Z ที่ผ่านๆ มาเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ISO เรื่องของการลดตาแดง เรื่องของความคมชัดต่างๆ ก็มีให้ปรับเลือกได้ แต่ตัวโหมดที่ผมค่อนข้างชอบเลยในกล้องตัวนี้เนี่ยนะครับ ก็คือโหมด รีโฟกัส ครับ ถือเราถ่ายรูปไว้แล้วแล้วก็ค่อยมาโฟกัสรูปทีหลังได้อีกนะครับ ไม่ว่จะเอาหน้าชัด หลังเบลอ หลังเบลอ หน้าชัด อะไรแบบนี้เนี่ยนะครับ ส่วนใครที่ชอบเซลฟี่ ต้องบอกเลยว่าถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีครับ เพราะว่ามีแฟลชด้านหน้ามาให้ด้วย

   ส่วนเรื่องราคานั้นต้องบอกว่าคุ้มค่ามากเลยครับเมื่อผมได้เห็นการเปิดตัวราคาในสินค้าอินเทรนด์ตัวที่เราเอามาทำการรีวิวกันในวันนี้ ราคาไม่ถึงหมื่นจริงๆ ครับ ก็เปิดตัวมาที่ 8,990 บาทเท่านั้นเอง ใครสนใจก็ลองไปทดลองเล่นกล้องกันได้เลย ต้องบอกว่าไม่แพ้กล้องระดับหมื่นบาทเลยทีเดียวครับ

Review suzuki swift RX CVT 2015

Review suzuki swift RX CVT 2015 อีโค้คาร์สไตล์สปอร์ต 5 ประตูที่ถูกใจวัยรุ่นยุคใหม่ แต่งสวย เท่ห์ มีระดับ

   สวัสดีครับชาว 108plaza ทุกคน วันนี้เรามาทำการทดสอบหรือว่ารีวิวสินค้าอินเทรนด์ตัวหนึ่งที่ดูเหมือนว่าในปีนี้ยอดขายโดยรวมจะไม่ค่อยจะคึกคักสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับปีที่แล้ว ผมกำลังจะหมายถึงเรื่องของรถยนต์ครับ แล้วก็เป็นรถยนต์ 5 ประตู แบบอีโค้คาร์ เครื่องเล็ก บอดี้เล็ก เหมาะสำหรับคนที่ใช้ในเมืองเป็นหลัก วัยรุ่น นักศึกษา ใช้กันเยอะ แล้วผมกำลังหมายถึง รถยนต์อีค้คาร์ของค่าย ซูซุกิ ครับ ที่เปิดตัวรุ่นนี้มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่การตลาดของรถยนต์เมื่อเปิดตัวมาได้เป็นระยะหนึ่งก็ต้องทำการตลาด ปรับปรุง นุ้น นี่ นั้น มาเพื่อสร้างกระแสกันสักนิดหน่อย ก็ทำให้ผมต้องหันไปจับรถยนต์คันที่ว่านี้นำมารีวิวให้ทุกท่านได้ทราบกันว่าในปี 2015 นี้ ตัวรถยนต์ อีโค้คาร์ Suzuki swift RX นั้นมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง รูปโฉมจะมีอะไรสวยงามขึ้นกว่าเดิมหรือไม่นั้น ต้องมาดูกันครับ

   ก็ต้องขอขอบคุณภาพจากทาง Suzuki ด้วยนะครับ ก็ต้องบอกว่าเมื่อได้เห็นตัวจริงแล้วในเวอร์ชั่น 2015 นี้เป็นรุ่น swift RX นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ก็ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย ถ้าดูแวบแรกจากภายนอกด้านหน้าเนี่ย จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนโคมไฟที่เป็นแบบโปรเจคเตอร์เพื่อให้ดูสปอร์ตขึ้น ส่วนการตกแต่งภายในนั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าคุ้นตาอยู่ การตกแต่งภายในก็จะเป็นโทนสีดำ เพื่อให้ดูสปอร์ต ซึ่งตัวที่ผมนำมารีวิวกันในวันนี้เนี่ย ก็จะเป็นตัวท๊อปเลย ก็จะมีการควบคุมด้วยไฟฟ้าทั้งหมดนะครับ ตัวแผงประตูทางด้านคนขับนี่ก็สามารถควบคุมด้วยกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บาน มีปุ่มปรับองศาของกระจกมองข้าง เรื่องที่ผมเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นก็จะมีเรื่องของปุ่ม สมาร์ท เอนจ้น สตาร์ท ก็คือว่าไม่ต้องใช้กุญแจ เป็นแบบคีย์ พกติดตัวเอาไว้เวลาที่จะสตาร์ทรถะหรือดับรถก็สามารถกดปุ่มได้ที่ปุ่มเดียวเลย ก็ทำให้ดูมีระดับมากขึ้นด้วย แล้วอีกหนึ่งเรื่องที่ผมว่ามันดูมีระดับขึ้นก็ตรงที่มีลูกเล่นมากขึ้นเกี่ยวกับเกียร์ที่สามารถปรับระดับ ปรับ speed ได้เองที่ด้านหลังพวงมาลัย ถึงแม้ว่าจะเป็นเกียร์ CVT ออโตเมติกส์ ก็ตาม ก็สามารถเล่นเกียร์ขึ้นลงได้เองแบบ 7 speed ด้วยกัน ก็ถือว่าเพิ่มลูกเล่นตรงนี้มา ถ้าอยากจะดึงเกียร์ให้ต่ำลงในจังหวะเร่งแซงก็ดึงเกียร์ทางซ้ายลง ด้านขวาก็ดึงเกียร์ให้สูงขึ้น แบบนั้นนะครับ ก็มีให้มาในหลายๆ รุ่นที่เป็นรถยนต์ราคาสูงๆ หน่อย แต่มักจะไม่ค่อยเห็นในอีโค้คาร์สักเท่าไหร่ นอกนั้นตัวตกแต่งภายในก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากนักครับ

   ส่วนตัวเครื่องยนต์ก็เป็นเครื่องรหัส k 128 เบนซิน 4 สูบ 4 วาล์ว ความจุเครื่องก็ 1.244 ซีซี สามารถใช้น้ำมันได้ถึง E20 ก็เลือกกันเอาครับ ว่าจะใช้นำมันอะไร จะเป็นแก๊สโซฮอลก็ได้ เบนซินเพียวๆ ก็ได้นะครับ ถ้าอยากจะประหยัดหน่อยก็เติม E20 ไปเลย ระบบเบรกด้านหน้าก็เป็นระบบดิสเบรค ด้านหลังก็เป็นพรัมเบรกอยู่ ตัวถุงน้ำมันจุได้ 42 ลิตรครับ

   เดี่ยวเรามาดูเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์กับตัวรถกันบ้างดีกว่าครับ เมื่อผมได้ทดลองขับเอาไว้แล้วก็จะมาเล่าความรู้สึกในตอนนั้นให้ฟังกัน ต้องบอกเลยว่าเครื่องยนต์ของทาง ซูซุกิ นั้นตอบสนองต่ออัตราเร่งได้ดีครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องอีโค้คาร์ 1.2 ลิตร เท่านั้น แล้วก็แบกรับตัวถังในน้ำหนักประมาณ 1 ตัน เนี่ยนะครับ ที่ต้องชมอีกหนึ่งเรื่องเลยสำหรับตัว สวิฟ คันนี้ก็คือเรื่องของน้ำหนักพวงมาลัยเมื่อวิ่งอยู่ในความเร็ว 120 กม./ชม. ขึ้นไปแล้ว ให้ความรู้สึกมั่นใจดีครับ ไม่เบาเกินไป ไม่หนักเกินไป ขับสนุกครับ แน่นอนละครับเมื่อพวงมาลัยให้น้ำหนักที่ดีแบบนี้ ก็ต้องรวมไปถึงเรื่องของช่วงล่างด้วย ที่ให้ความมั่นใจเมื่อมีการเข้าโค้ง การโยนตัวขึ้นในพื้นที่เป็นลักษณะของคอสะพานททำได้ดีครับ ให้ความมั่นใจได้เต็มที่เลยทีเดียว จะติดอยู่ก็แค่เรื่องเสียงลมในห้องโดยสารที่มาปะทะกับกระจกบังลมด้านหน้าเท่านั้น ที่ให้แนวโค้งที่ดูเหมือนจะต่านลมไปสักนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ถึงกับว่าดังมากเกินไปครับ

   จะว่าไปแล้วเมื่อได้ทดลองขับเจ้าตัวสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้แล้วนั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการตลาดมากกว่าครับ เพราะดูเหมือนว่าจะปรับแต่งรูปโฉมให้ดูทันสมัยมากขึ้น เพิ่มออฟชั่นต่างๆ เข้ามาเพื่อสร้างสีสันและการเคลือนไหวทางการตลาดมากขึ้นเท่านั้น ส่วนเรื่องระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์ต่างๆ ก็ยังดีอยู่เหมือนเดิมครับ ยังไม่แตกต่างจากรุ่นที่เปิดตัวมาในรุ่นอีโค้คาร์ที่ผ่านมา ส่วนใครที่กำลังมองๆ รถยนต์แบบนี้ มีของเล่นให้แต่งรถค่อนข้างเยอะครับในรุ่นนี้ ก็คงจะตัดสินใจได้ไม่ยาก โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชอบรถแต่งซิ่ง