TestDrive New MG 5 อีกหนึ่งยนตรกรรมที่ล้ำหน้าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

   108plaza ของเราในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งทริปเล็กๆ ที่จะได้นำเอาเรื่องราวที่ได้ไปทดสอบรถยนต์อีกหนึ่งค่ายจากแบรนด์ MG มาฝากเพื่อนๆ ทุกท่านที่ติดตามเว็บไซต์ของเราเรื่อยมานะครับ ครั้งนี้เราอยู่กับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ครับ New MG 5 เรื่องของรายละเอียดของรถคันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วจะน่าสนใจแค่ไหน ในส่วนของการพรีวิวและการทดสอบขับขี่ ในบทความครั้งนี้จะได้บอกถึงรายละเอียดทั้งหมดกันครับ

   New MG 5 มาพร้อมกับการดีไซน์ด้วยบอดี้ในสไตล์ คูป ดูปราดเปรียวด้วยชุดกระโปรงหน้าแบบ วีเชฟ ด้านบนหลังคายังมี ซันลูฟ ที่เลือกเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า ที่จะเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่และเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารที่เมืองไทยอาจจะเป็นเมืองร้อนก็จริง แต่ผมว่าคนไทยก็ยังต้องการอะไรที่มันดูมีระดับ และ ยังต้องการใช้งานในหลังคา ซันลูฟ นี้อยู่นะครับ ต่อมาก็ยังมาพร้อมกับไฟหน้าแบบเลนส์โปรเจคเตอร์ เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ได้ดีในตอนกลางคืนอีกด้วย แล้วด้านล่างก็ยังมีไฟ Daytime LED มาให้อีกด้วย เมื่อเข้ามาในห้องโดยสารต้องบอกเลยว่า มันดูกว้างขวางและสามารถใช้งานได้อเนกประสงค์เลยทีเดียว มองดูหน้าปัดก็เป็นการออกแบบในสไตล์สปอร์ต เป็นหน้าจอแบบดิจิตอลอัจฉริยะ พร้อมการควบคุมผ่านพวงมาลัยแบบ มัลติฟังก์ชั่น ตรงกลางมีเครื่องเสียงแบบ Touchscreen หน้าจอขนาด 7 นิ้วมาให้ด้วยและยังมาพร้อมกับระบบนำทางแบบ inkanet เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อรถยนต์ MG 5 คันนี้ผ่านตัวสมาร์ทโฟนเพื่อสั่งการแบบไร้สายได้อีกด้วย ยังไม่แค่นั้น New MG 5 ยังมีระบบความปลอดภัยตามาตรฐานยุโรปถึง 9 ระบบในรถคันนี้ด้วยกัน อย่างเช่น เบรก ABS , EBD ระบบกระจายแรงเบรก EBA ระบบเสริมแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ SCS ระบบควบคุมการทรงตัว MSR ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน CBC ระบบควบคุมแรงเบรกขณะเข้าโค้ง TCS ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถลของตัวรถ HAS ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน และสุดท้ายระบบ ITPMS เป็นระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ถูกอันดแน่นมาในรถ MG 5 คันนี้

   ในด้านของเครื่องยนต์เองมี 2 ตัวให้เลือกใช้งานกันนะครับ ตัวแรกจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ที่ให้ชุมพลังมาที่ 106 แรงม้าที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 135 นิวตัน-เมตรที่ 4500 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมันิแบบ 4 speed แล้วก็อีกหนึ่งรุ่น คือเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้ขุมพลังมาที่ 129 แรงม้าที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิด 210 นิวตัน-เมตรที่ 2000-4400 รอบต่อนาที ที่มาพร้อมกับชุดเกียร์ออโต้ 6 speed และสามารถเปลี่ยนให้เป็นโหมด manual ได้เพื่อเพิ่มอารมณ์ในการขับขี่แบบสปอร์ตมากขึ้น

   สำหรับการวางเป้าหมายในตลาดของ New MG 5 คันนี้ต้องบอกว่าอยู่ในตลาดแบบ B segment ที่มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 6.4 แสนบาท แต่เรื่องของความใหญ่ของตัวรถนั้นดูเหมือนว่าจะไปเทียบกับรถในกลุ่ม C segment ได้เลยทีเดียวครับ อีกหนึ่งอย่างที่ดูเหมือนจะตอบโจทย์คนที่อยากจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในทุกตัวเลือกได้นั้น MG 5 จะสามารถเลือกตัวที่เป็นเครื่องยนตะรรมดา และ แบบเครื่องยนต์เทอร์โบเอง ในรุ่นที่เป็นตัวท็อปได้ ใครอยากได้หลังคา ซันลูฟ ก็มีให้เลือกกันในรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดาด้วย รวมไปถึงอุปกรณ์สุดล้ำด้านในตัวรถอย่าง inkanet ซึ่งระบบนี้เจ้าของรถเองสามารถเชื่อมต่อระบบต่างๆ ในตัวรถจากสมาร์ทโฟนของคุณเอง รวมไปถึงส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการที่สามารถตรวจเช็คความผิดปกติของระบบภายในได้ รวมไปถึงสั่งล็อครถผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วย ชุดแอร์เป็นแบบสวิทช์กดเป็นแบบ manual ธรรมดา แต่อีกหนึ่งจุดบกพร่องที่ดูเหมือนว่าจะแก้ไขไม่ได้คือ ผมเองเป็นคนตัวสูงครับ 180 เซน ตำแหน่งเบาะค่อนข้างจะปรับมาสูง แล้วปรับลงไม่ได้ ทำให้พื้นที่ headroom นั้นเหลือน้อยครับ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลเสียต่อการขับขี่แต่อย่างใดครับ แต่ในส่วนของตำแหน่งเบาะหลัง นั่งได้สบายแล้วก็สามารถสอดขาเข้าไปในตำแหน่งเบาะหน้าได้สบายเลย

   มาถึงโหมดของการทดสอบขับขี่รถยนต์ที่เป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้กันครับ ซึ่งผมและทีมงานได้ทำการทดสอบในตัวเครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ใครที่คาดหวังกับเครื่องยนต์เทอร์โบของทาง MG 5 คันนี้ว่าต้องแรง ต้องหลังติดเบาะ คันเร่งตอบสนองได้ดีในช่วงต้น บอกเลยว่าไม่ครับ เป็นเครื่องยนต์ที่ปรับมาให้มีความนุ่มนวลเสียมากกว่า ไม่ได้แบบว่าจะปรุ๊ดปร๊าดอย่างที่หลายๆ คนคิดไว้ แต่ว่าในช่วงแรงปลาย ตั้งแต่ 100-140 อันตราเร่งและชุดเกียร์ทำได้ดีครับ เรียกว่าเป็นรถที่ขับไกลๆ ได้สนุก ไม่รู้สึกเหนื่อย ว่ากันอย่างนั้นแล้วกันนะครับ

iPhone SE เหมาะกับใคร ดีไซน์ก็เหมือนเดิมแต่สเปคแรงกว่า

   ก็เป็นที่ฮือฮากันไปสักช่วงหนึ่งแล้วนะครับ สำหรับการเปิดตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ของทาง Apple ก็คือตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า iPhone SE ถึงแม้ว่าตอนนี้ทาง แอปเปิ้ล เองจะหยุดให้เปิดจองกันไปแล้วก็ตาม แต่กระแสความเป็น ไอโฟน ดูเหมือนว่าจะยังไม่หายไป ซึ่งมาถึงวันนี้เอง ผมก็ถึงได้เชื่อว่า ไอโฟน เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่ใครหลายๆ คนถวิลหาจริงๆ ทางทีมงาน 108plaza ก็เลยจับมารีวิวกันฉบับเต็มๆ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ตอนงานเปิดตัว iPhone SE ที่ผ่านมาเราก็เคยรีวิวกันไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนี้มีคำถามขึ้นมาว่า iPhone SE จริงๆ แล้วมันเหมาะกับใคร

   ถ้าตั้งคำถามว่า iPhone SE เหมาะกับใคร ก็คงต้องย้อนไปดูที่ว่า สมารืทโฟนแบรนด์ Apple นั้น ถึงแม้จะเป็นสมาร์ทโฟนที่ใครๆ ก็อยากจะได้มาใช้งานกันทั่วโลก แต่มองอีกมุมหนึ่งก็คือว่ามันไม่ได้แปลว่าใครหลายๆ คนที่ว่านี้จะเข้าถึงและจับต้องได้ เพราะว่าราคาไอโฟนแต่ละรุ่นที่เปิดตัวมานั้นมีราคาไม่ต่อกว่า 2 หมื่นบาทแน่นอนเลยทีเดียว นั้นก็หมายความว่ามันมีราคาแพง แต่กลยุทธ์ทางการตลาดของไอโฟนที่เปิดตัว iphone SE ขึ้นมานั้นก็เพื่อที่จะกระจายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น โดยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มีราคาต่ำกว่า 2 หมื่น ออกมาวางขาย ซึ่งถามว่ามันเหมาะกับใคร ก็คงตอบได้ว่ามันน่าจะเหมาะกับคนที่ไม่อยากจะซื้อมือถือราคาแพงๆ หรือว่าคนที่มีงบน้อยนั้นเองนะครับ

   ถ้ามองแบบผิวเผินนั้นเรื่องของการดีไซน์ iphone SE ก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับตัว iphone 5S เลย ซึ่งถ้าถามว่ามองไกลๆ จะรู้ไหมว่าเป็นไอโฟนตัวใหม่ แต่จุดที่สังเกตได้นั้น ก็คือจะมีตัวอักษร SE ที่อยู่ด้านหลังของเครื่องนี่แหละ เพราะขนาดหน้าจอก็ 4 นิ้วเท่ากัน แต่ถ้าใครที่อยากจะให้คนอื่นรู้ว่าฉันไม่ได้ใช่ iphone 5s อยู่นะ แต่ฉันใช้ iphone SE แล้วก็ต้องซื้อสีชมพู Rose gold ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ที่ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ประจำ iphone SE เลยก็ว่าได้นะครับ ทีนี้มาดูเรื่องของสเปคตัว iphone SE กันบ้าง จะมาพร้อมกับหน้าจอ 4 นิ้ว ใช้ชิปตัว A9 ตัวหน่วยความจำหรือว่า ROM มีให้เลือกอยู่ 2 รุ่น ก็คือรุ่น 16 GB แล้วก็รุ่น 64 GB แล้วก็ให้ความละเอียดของกล้องหลังมาที่ 12 ล้านพิกเซล กล้องหน้าก็ 1.2 ล้านพิกเซล ซึ่งเมื่อดูสเปคไปแล้วเจาะลึกแล้ว ความต่างของตัว iphone SE กับตัว iphone 5s ที่เหมือนกันแต่ดีไซน์ แต่สเปคนั้นแรงกว่าเห็นๆ เพราะ แอปเปิ้ล บอกว่าชิปที่ใช้ใน iphone SE เป็นตัวเดียวกับทีใช้ใน iphone 6s และ 6s plus ซึ่งมันมีความแรงกว่าถึง 2 เท่าด้วยกัน นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าใครหลายๆ คนอยากจะได้มือถือรุ่นนี้ไปใช้งานก้ได้นะครับ ซึ่งหลังจากที่เราได้ทำการทดสอบ แล้วก็ใช้งานกันมาสักระยะหนึ่ง หลังจากที่ได้ตัวเครื่องมารีวิวในครั้งนี้ ก็ต้องบอกว่ามันก็เร็วและแรงอย่างที่ แอปเปิ้ล ได้บอกเอาไว้เช่นกันนะครับ ในส่วนของหน้าจอ 4 นิ้วของตัว iphone SE เครื่องนี้มีความละเอียดของหน้าจออยู่ที่ 1136*640 พิกเซล ซึ่งจะเทียบกับไอโฟนรุ่นเรือธงไม่ได้ แต่เมื่อได้ใช้งานจริงแล้ว ก็ดูเหมือนว่าไปถามใครต่อใครหลายคนแล้ว หน้าจอความละเอียดเท่านี้ ก็ยังให้ความพึงพอใจในเรื่องของความว่าง ความคมชัด แล้วก็สีสันที่หน้าจอแสดงผลออกมาได้อย่างที่ไม่ผิดเพี้ยน แต่ถามว่าเดี่ยวนี้เทรนด์สมาร์ทโฟนจอใหญ่มันมาแรง เพราะจะได้ดูได้พพิมพ์กันแบบเต็มตามากขึ้น แต่ด้วยขนาดของ iphone SE ที่มาเพียงจอ 4 นิ้ว เท่านั้น ก็ถือว่าไปปหาคู่เปรียบในตลาดมือถือตอนนี้ยาก แล้วก็ทำให้ใครหลายๆ คนที่ชอบจอใหญ่ๆ ก็คงจะไม่เลือกใช้ไอโฟนรุ่นนี้นั้นเองครับ แต่ถ้าสาวๆ ที่ชอบเครื่องเล็กๆ พกพาง่าย อันนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ใช่ของคุณก็ได้

   อีกหนึ่งจุดเด่นของ iphone Se เครื่องนี้ก็คงจะเป็นที่กล้องหลังที่มีความคมชัดเท่ากับ iphone 6s นั้นเอง มีฟี่เจอร์เด็ดๆ มาให้ได้ใช้งานกันอย่างเช่น ความละเอียดของกล้องที่ถ่ายได้สูงสุดถึงระดับ 4k แล้วก็กล้องสวยไม่แพ้ใคร สามารถกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียวก็สามารถถ่ายแบบ lite photo คือสามารถได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวแบบสั้นๆ ทีเราจะได้เห็นโมเม้นท์ก่อนและหลังถ่ายภาพด้วยนั้นเอง

   แต่ก็ดูเหมือนว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง ในเรื่องของกล้องหน้าที่ยังไม่น่าสนใจเท่าไหร่นัก เพราะให้ความละเอียดมาน้อย อาจจะเซลฟี่ไม่ถูกใจสาวๆ หลายๆ คนก็ได้ อย่างไรแล้วก็ลองไปตัดสินใจดูคุณอยากจะซื้อมาใช้งานหรือไม่นะครับ

รีวิว Holga 120 GCFN กล้องถ่ายรูปแบบใส่ฟิล์ม ของเล่นน่ารักๆ ที่ได้ภาพแบบฟรุ้งฟริ้ง

 

   สำหรับในตอนที่ผ่านมา 108plaza ของเราได้ทำการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวหนึ่งไป เป็นกล้องจาก Holga ในรูปแบบกล้องดิจิตอลนั้นเอง แล้วก็มีน้องๆ ถามกันเข้ามามากมายเลยในช่องทาง facebook ของเราว่า กล้อง Holga เองมีกล้องที่เป็นแบบฟิล์มด้วยใช่ไหม อยากจะเห็นรีวิวจัง ทางทีมงานก็เลยจัดให้ตามคำขอของน้องๆ ที่ชอบเล่นกล้องแบบฟิล์ม ที่ได้ภาพที่ดูเหมือนเราย้อนยุคไปในอดีต แต่ได้ภาพที่ร่วมสมัยเลย อะไรแบบนั้น ก็เลยนำเอากล้อง Holga อีกหนึ่งรุ่นตัวนี้มารีวิวกันครับ

   Holga 120 GCFN ตัวนี้เป็นชื่อรุ่นเต็มๆ ของกล้องตัวนี้นะครับ ซึ่งรุ่นนี้จะออกมาให้เลือกใช้งานกันอยู่ 2 รุ่นย่อยด้วยกัน คือรุ่น Holga 120 ธรรมดา ที่ตัวนั้นจะไม่มีแฟลดซ์ในตัว จะต้องไปซื้อแฟลดซ์มาใส่เพิ่มอีก แต่สำหรับตัวที่รีวิวกันนี้ รุ่น 120 GCFN นั้นก็หมายความว่า มีไฟแฟลดซ์ในตัวด้วยนั้นเอง เดี่ยวมาดูกันเลยว่ามันน่าเล่นอย่างไรกันบ้างนะครับ

   มาเริ่มต้นที่ตัวรหัส 120 GCFN กันเลย ที่มาของชื่อรุ่นตัว G คือเลนส์ของกล้องตัวนี้เป็นเลนส์กระจก ถัดมาตัว C ก็คือตัวไฟแฟลดซ์จะสามารถเปลี่ยนสีได้ จะมีด้วยกันคือสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง แล้วก็สีแดง ส่วนตัวกล้องจริงๆ มีออกมาให้เลือกหลายสีเลย ตั้งแต่สีแดง สีเลือง สีขาว แล้วก็สีลายทหาร เยอะเลยให้เลือกกัน มันเป็นกล้องแบบคล้ายๆ กล้องของเล่น ที่สามารถถ่ายได้จริง เด็กๆ จะชอบเอาไปถ่ายเล่นกัน แต่ถ่ายเล่นๆ ในที่นี้ต้องถ่ายแบบจริงๆ ด้วย เพราะมันเป็นกล้องฟิล์ม จะถ่ายได้กี่รูปเดี่ยวบอกกันอีกที แต่ถ้าไม่อยากได้ตัวรุ่นฟิล์ม ไปเอารุ่น ดิจิตอล ที 108plaza เราเคยรีวิวกันไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ ก็ไปย้อนอ่านกันได้ ถัดมาก็มาเริ่มแกะกล่องตัวกล้อง holga 120 gfcn ตัวนี้กันเลย ในกล่องก็จะมีคู่มือการใช้งานมาให้ แล้วก็มีสายคล้องคอมาให้ แล้วก็มีกรอบรูปมาให้ 2 แบบให้เลือกกัน เป็นกรอบรูปที่จะติดฟิล์มมาแบบถ่ายเสร็จ กรอบแรกเรียกว่ากรอบ 12 คือจะเป็นกรอบที่มีขอบสีดำเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส และ อีกหนึ่งแบบคือกรอบ 16 ตัวนี้จะไม่มีขอบสีดำ ก็เลือกใช้กันได้ ส่วนมากจะนิยมกรอบแบบ 12 กันมากกว่านะครับ ส่วนทำไมถึงเรียกว่ากรอบ 12 และกรอบ 16 นั้นก็คือว่า เมื่อเราใส่ฟิล์มแบบ 120 เข้าไป ก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านกล้องทั่วไป แต่กรอบ 12 นั้นก็คือ เมื่อใส่ฟิล์มไปแล้วจะถ่ายได้แค่ 12 ภาพต่อฟิล์มหนึ่งม่วน ส่วนกรอบ 16 ก็คือจะถ่ายได้ 16 ภาพเช่นกันต่อฟิล์มหนึ่งม่วนนะครับ

   ตัวกล้องนั้นไม่มีแบตในตัว ต้องใช้ถ่านขนาด AA จำนวน 2 ก้อน เมื่อใส่ถ่านเข้าไปแล้ว จะมีเสียงดังในตัวเครื่องเบาๆ นั้นแปลว่าพร้อมจะใช้งาน แต่มีข้อแนะนำเล็กน้อย สำหรับการใช้กล้องตัวนี้ คือถ้าเราไม่ได้ใช้งาน ทิ้งไว้นานๆ ไม่ควรเปิดไฟแฟลดซ์ทิ้งไว้ เพราะหลอดจะร้อน แล้วจะขาด คือพังนั้นเอง ถัดมาก็คือการใส่ฟิล์มเข้าไปในตัวกล่อง ในกล่องก็จะแถมฟิล์มมาให้ 1 ม้วน วิธีการใส่ฟิล์มก็แกะฝากล้องด้านหลังเปิดขึ้นมา จากนั้นก็ใส่หลอดฟิล์มเข้าไป หนีบกับขาหนีบที่ตัวกล้อง จากนั้นให้ปิดฝาเข้าที่ แล้วจะมีฟันเฟืองที่ดึงฟิล์มให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่เริ่มต้นจะถ่าย ก็หมุนฟังเฟิองไปเรื่อยๆ จากนั้นให้มองที่กรอบกระจกตรงฝากล้องจะต้องหมุนฟันเฟืองให้ไปอยู่ที่ตำแหน่งเลข 1 แต่เป็นเลข 1 แบบกลับหัวนะครับ ไม่ต้องตกใจ

   จากนั้นเมื่อเราทำการใส่ฟิล์มเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มปรับโหมดต่างๆ ของตัวกล้องกัน ปกติกล้ง lomo แบบนี้จะสามารถปรับระยะห่างของการโฟกัสได้ ก็จะปรับได้ที่ตัวเลนส์ว่าจะเอาระยะ 1 เมตร 3 เมตร หรือไกลกว่า 5 เมตร ก็ปรับตามนั้น แล้วก็ปรับรูรับแสง ถ่ายกลางวันก็ปรับที่รูปพระอาทิตย์ ถ่ายที่มึดแสงน้อยก็ปรับไปที่รูปสายฟ้า

   สำหรับกล้อง lomo ที่เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ของเราในตอนนี้ เมื่อน้องๆ เล่นกล้องแบบนี้ข้อแนะนำอีกหนึ่งอย่างสุดท้ายของการถ่ายภาพ ก็คือ เวลาที่เราถ่ายภาพที่ 1 ไปแล้ว เราก็ต้องหมุนฟันเฟืองไปที่ภาพที่ 2 ด้วย ถ้าเราถ่ายไปแบบไม่หมุนฟิล์มไปที่ภาพที่ 2 ภาพที่ออกมามันก็จะซ้อนทับกันไปเรื่อยๆ ตามที่เรากดชัตเตอร์เลย แต่ใครอยากได้ภาพที่มันซ้อนทับกัน ก็ลองเล่นดูได้นะครับ แต่ว่าลืมว่ามันถ่ายได้แค่ไม่กี่รูปเท่านั้นนะครับ

Review Deepcool Iceedge mini FS Sink ตัวช่วยระบายความร้อนให้กับ CPU ในราคาเบาๆ

 

   ในการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ของเราในครั้งนี้ มาเอาใจคนที่ชอบ D.I.Y เคสคอมพิวเตอร์ของตัวเองในราคาเบาๆ กันบ้างนะครับ หรือ เพื่อนๆ คนไหนที่ชอบเล่นเกมส์จากเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ พีซี แล้วตอนนี้มีปัญหาเรื่องของความร้อนในตัว CPU ที่มันอาจจะร้อนได้มากถึงประมาณ 90 องศาหรือมากกว่านั้น ถ้าใครที่เปิดเครื่องยาวๆ เล่นกันแบบจัดหนัก แบบว่าเป็นคอเกมส์สายโหด อะไรแบบนั้นนะครับ ในครั้งนี้ทางทีมงาน 108plaza ก็ไปเจอตัวระบายความร้อนให้กับเคสคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกกันว่าตัว Hitsink นั้นเอง เป็นตัวระบายความร้อนราคาเบาๆ แล้วก็เป็นตัวเริ่มต้นที่อาจจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องของความร้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่อย่างที่บอกไปว่ามันประหยัดเงิน เพราะราคาถูก ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทางทีมงานของเราเอามารีวิวในครั้งนี้ครับ

   ตัวพัดลมระบายความร้อนให้กับคอมพิวเตอร์พีซีตัวนี้มีชื่อว่า Deepcool Iceedge mini FS Sink นั้นเอง ขอบอกราคาก่อนเลยแล้วกันนะครับ ก่อนที่จะไปรีวิวกันว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ราคาพัดลมระบายความร้อนตัวนี้ก็คิดว่าน่าจะราคาถูกที่สุดแล้วนะครับ ประมาณ 3xx บาทเท่านั้นเอง เรียกว่าคนที่ชอบตกแต่ง ชอบดัดแปลง ชอบยัดโน้น ใส่นี่ไปในเคสพีซี ก็คงจะถูกใจกัน เพราะว่ามันราคาถูก แต่เมื่อแกะกล่องออกมา ก็อย่างที่บอกละครับว่ามันเป็นตัวเริ่มต้น คุณภาพก็อาจจะมได้ดีมากเท่าไหร่ ข้างในกล่องก็จะมีคู่มือมาให้ ส่วนเรื่องของการรับประกันก็คงขึ้นอยู่กับร้านจำหน่ายสินค้าไอทีที่เขาจะรับประกันตัวสินค้า อาจจะ 7 วันหรือ 1 เดือนอะไรแบบนี้ก็ว่ากันไปนะครับ แล้วในกล่องก็จะมีตัวขาตั้งที่เอาไว้ยึดตามเคส พร้อมกับน๊อตยึดมาให้เลย ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะไปใส่เอาไว้ตรงไหน บางคนก็เปลือยเคสกันโล่งๆ เลย เพื่อระบายความร้อนได้ดี อันนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆ แต่ละคนนะครับ

   แต่สำหรับการรีวิวครั้งนี้เราจะทำการทดสอบด้วยการวัดอุณหภูมิของตัวเคสพีซี ที่ทางทีมงานของเราบอกว่า ปกติถ้ามันมีตัวระบายความร้อนตัวเดิมที่ติดมากับคอม มันก็จะร้อนอยู่แล้ว บางทีก็ร้อนไปมากถึง 90 องศาเลย อะไรแบบนี้อย่างที่บอกไป ซึ่งสเปคคอมที่เราจะทดสอบกันเนี่ยนะครับ เป็นตัว intel i5 3750 ซึ่งหลายๆ คนก็บอกว่าซีพียูตัวนี้มันจะร้อนอยู่แล้วเป็นปกติ แต่ถ้ามาร้อนมากๆ มันก็คงไม่ดีต่อการทำงานแน่ๆ ก็เลยจัดการเอาตัวระบายความร้อน deepcool ตัวนี้เข้าไปเพื่อช่วยลดอุณหภูมิลง ก็จะวัดดูว่าอุณหภูมิในตัวเครื่อง ก่อนการใส่ตัวระบายความร้อนเข้าไปจะได้อุณหภูมิในที่เครื่อง full road จริงๆ มันได้ที่เท่าไหร่ แล้วหลังจากที่เราใส่ตัวระบายความร้อนไปแล้ว อุณหภูมิจะลดเหลือเท่าไหร่ เดี่ยวมาติดตามกันครับ

   ก่อนที่เราจะใส่ตัวระบายความร้อน deepcool ตัวนี้ไป CPU ที่ตอนขณะที่เปิดใหม่ในช่วงต้น จะมีความร้อนอยู่ที่ประมาณ 40 องศา แต่เมื่อเราเปิดแล้วก็ใช้งานแบบหนักๆ เล่นเกมส์กันไปเรื่อยๆ อุณหภูมิที่ขึ้นมาจะอยู่ที่ประมาณ 70-75 องศา แต่เราก็ดันให้มัน full road ไปเรื่อยๆ จนความร้อนมันขึ้นมาที่ 90 องศา จากนั้นเราก็จัดการเพิ่มตัว sink ที่เรานำมารีวิวครั้งนี้เข้าไป แล้วก็ให้มันทำงานสักพักหนึ่งประมาณ 10 นาที แต่เราก็ยังคงเล่นเกมส์กันแบบหนักๆ ต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็เช็คความร้อนไปเรื่อยๆ เช่นกัน ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ อุณหภูมิความร้อนจากที่อยู่ราวๆ 80-90 เนี่ย มันสามารถลดลงมาได้อยู่ประมาณ 60-65 องศา เท่านั้นเอง ก็ถือว่าเป็นความร้อนที่ CPU มันไม่ Hit นะครับ ก็ทำให้เราเล่นไดนานขึ้น แล้วก็ไม่ส่งผลเสียต่อ CPU ของเราด้วย ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้ก็เห็นว่า ตัวระบายความร้อนที่เรานำมารีวิวครั้งนี้ ราคาถูก แต่เรื่องของการใช้งาน เรื่องการระบายความร้อนนั้น ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว แล้วก็ต้องบอกอย่างที่เกริ่นไว้ช่วงต้นว่า มันก็ไม่ได้ดีเหมือนกับตัวระบายความร้อนราคาแพงๆ นะครับ ข้อเสียคือมันไม่สามารถที่จะปรับระดับความเร็วพัดลมได้ งานประกอบก็อาจจะไม่ได้แข็งแรง แน่นหนา สักเท่าไหร่ แต่ก็คือว่าเป็นตัวระบายความร้อนที่สามารถแก้ขัดของคนงบน้อยได้อย่างดีเลยทีเดียวครับ

   สำหรับในตอนหน้า เราจะมี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีกนั้น ต้องบอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะเรามีสินค้าใหม่ๆ เทคโนโลยีล้ำๆ แต่คัดสรรเรื่องของคุณภาพดีและราคาเบาๆ มารีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอย่างแน่นอนเลย

Review The Battle oppo F1 plus vs vivo V3 max เครื่องไหนจะน่าใช้กว่ากัน

 

   มีเพื่อนๆ ที่ติดตามเว็บไซต์ 108plaza ของเราได้ถามกันเข้ามาเยอะมากเลย สำหรับสมาร์ทโฟน 2 รุ่นที่เปิดตัวมาพร้อมๆ กัน แล้วก็ชูจุดเด่นเรื่องของการใช้กล้องหน้าที่ถ่ายรูปได้สวยพอๆ กัน แล้วทางทีมงานของเราก็เคยรีวิวสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นนี้ไปแล้วเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้เรานำเอา gadget สินค้าอินเทรนด์ที่ว่านี้มาทำการ vs กันแบบจัดเต็มไปเลย มารีวิวกันว่าจุดเด่นของแต่ละเครื่อง แต่ละรุ่น มันมีอะไรบ้าง แล้วเมื่อ่านจบเพื่อนๆ จะสามารถตัดสินใจได้ว่าอยากจะซื้อเครื่องไหนกันแน่ ตามการใช้งานของแต่ละคนนั้นเองครับ

   แน่นอนครับว่าในวันนี้เราจะอยู่กับสมาร์ทโฟน 2 รุ่นนี้เลย vivo V3 max และ oppo F1 plus นั้นเองนะครับ มาดูกันสิว่า จุดเด่น จุดด้อย ของแต่ละเครื่องมันอยู่ที่ไหน แต่ก่อนที่จะไปดูรายละเอียด มาเปรียบเทียบราคากันก่อน ตัว vivo นี่ราคาอยู่ที่ 12,900 ส่วน oppo อยู่ที่ 15,900 อันนี้ใครมีตามงบก็คงตัดสินใจได้ แต่ใครไม่เกี่ยงเรื่องงบ โฟกัสที่การใช้งานเป็นหลัก อ่านต่อครับ มาดูข้อเสียของ oppo อย่างแรกเลย ที่มันมีราคาแพงกว่า แต่ทำไมได้ตัวชิปประมวลผลที่สเปคเป็น MTK P10 ซึ่งมันน่าจะได้ชิปที่ดีกว่านี้ คือใครที่จะซื้อมาเล่นเกมส์สำหรับ oppo ต้องคิดหน่อยว่าจะทำอย่างไร แต่สำหรับการใช้งานทั่วไป บอกได้เลยว่าหลังจากที่ผมได้ทดสอบ เข้าเว็บ เข้าแอป บางครั้งตัว oppo อาจจะทำได้เร็วกว่า vivo ด้วยซ้ำไป แต่ความเร็วผมให้พอๆ กันเลย แต่อย่างไงผมก็ให้ตัว vivo ที่เป็นชิปของ snapdragon เนี่ยเสถียรกว่าอยู่แล้วนะครับ สรุปตัวสเปคนะครับ ใครที่จะซื้อมาเพื่อเล่นเกมส์ แนะนำไปทาง vivo v3 max ครับ ต่อมา เมื่อถามว่าแล้ว oppo ราคาแพงกว่า มีอะไรบ้างที่ดีกว่า อย่างแรกเลยครับ หน้าจอ ใครที่อยากได้มือถือหน้าจอสวยๆ ไปทาง oppo ได้เลย เพราะใช้เป็นหน้าจอแบบ amoled ที่สีสันต้องบอกว่าถ้าดู youtobe เนี่ยจะเห็นถึงความแตกต่างเลยทีเดียวครับ ซึ่งหน้าจอของ oppo จะออกแนวแบบสีโทนอมเหลือง แต่จอของทาง vivo จะออกโทนอมฟ้า ก็ถามว่าจอแบบไหนดูสบายตาดว่า ก็แน่นอนว่าต้องไปทางโทนอมเหลืองนะครับ ก็ต้องบอกว่าหน้าจอดี สวย ก็ส่งผลให้การถ่ายรูปนั้นก็ดูโอเครตามไปด้วยนะครับ ทีนี้มาดูเรื่องของกล้องหน้ากันบ้างนะครับ สเปคต่างกันครับ oppo ความละเอียดกล้องหน้าอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล ส่วน vivo จะอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล ซึ่งถามผมว่า เชียร์ทางฝั่งไหนในเรื่องของกล้องหน้า บอกได้เลยเต็มปากครับว่าต้องเป็นทาง oppo แน่นอน คือต้องบอกว่ากล้องหน้าดีทั้งคู่นะครับ แต่ถ้าจะเอาแบบเด็ดๆ เลยเลย เรื่องโหมดบิวตี้ดีๆ กล้องสวยๆ ต้องไปทาง oppo เลยครับ ถัดมาครับ ก็ต้องเป็นกล้องหลังกันบ้าง ผมก็เทียบกับการถ่ายรูปจากที่เดียวกัน มุมเดียวกัน มาเทียบกันดู ผมเชียร์ไปทาง vivo นะครับในกล้องหลัง แต่เหนือกว่ากันมากไหม ไม่มาก บอกได้เลย พอมาดูในหน้าจอ กลับคิดว่าหันมาดูดีกว่ากับทาง oppo ด้วยซ้ำไป เพราะหน้าจอที่แสดงผลจากรูปที่ได้นั้น vivo จะได้ภาพที่ไปแนวไอโฟนนะครับ คือจะออกโทนสีฟ้าๆ แต่ oppo เนี่ยจะออกโทนสีส้มๆ ซึ่งมันก็ดูสดดี ไวท์บาลานท์มันทำได้ดีจากตัวหน้าจอของทาง oppo นะครับ ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครชอบภาพที่ได้เป็นโทนสีแบบไหนแล้วละ

   ทีนี้มาดูเรื่องของ่ความอึดกันบ้างนะครับ ความอีดของแบตเตอร์รี่นั้นเอง ถ้าเทียบกับการใช้งานเลยเนี่ยนะครับ บอกได้เลยว่าไม่ต่างกันครับในเรื่องของความอึด ความเร็วของการใช้แบตเตอร์รี่อะไรแบบนี้นะครับ มันสามารถทำได้ดีเหมือนๆกัน แต่ทีนี้ทาง oppo มีระบบชาร์จไว ที่ชนิดที่ว่าชาร์จไวมากครับ ไวจริงๆ อันนี้ยอมรับ เพราะฉะนั้น ความอีด ก็ให้ทาง oppo เป็นผู้ชนะไปในศึกครั้งนี้นะครับ

   เรามาสรุปส่งท้ายสำหรับการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ของทั้ง 2 รุ่นนี้ดีกว่านะครับ ต้องบอกว่าถ้าใครอยากได้กล้องหน้าดีๆ จอสวยๆ เซลฟี่ขั้นเทพ ช้าแบตเร็ว เล่นๆ อยู่ติดโซเชียล แต่ไม่ได้ติดเกมส์ เกมส์เล่นได้บ้างบางเกมส์พื้นๆ แนะนำให้เลือก oppo f1 plus ไปเลยครับ แต่ถ้าอยากจะประหยัดตังค์นิดหนึ่ง ถูกกว่า 3 พันบาท ต้องมอง vivo v3 max ได้ชิปที่มันเสถียร เครื่องแรง เล่นเกมส์ได้สบายๆ ทุกเกมส์ไหลลื่น กล้องหลังดี กล้องหน้าก็ไม่ได้ขี้เหร่ แต่ไม่ได้ขั้นเทพเท่าไหร่ แต่ประหยัดเงินกว่า จัดไปทาง vivo ครับหวังว่าเพื่อนๆ จะเลือกได้แล้วนะครับว่าจะซื้อตัวไหน

รีวิว Wash device beauty UH-0606A เครื่องนวดหน้าแบบมือถือราคาเบาๆ

   108plaza ของเราในครั้งนี้มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ราคาเบาๆ ที่ต้องบอกว่าคุณสาวๆ ที่รักสวยรักงามทุกท่านสามารถจะหาซื้อได้ในราคาหลักร้อยเท่านั้นเอง แต่เราไม่ได้นำมาขายแต่อย่างใดนะครับ แต่เรานำมารีวิวถึงการใช้งานแล้วก็คุณสมบัติของตัวเครื่องเท่านั้นเอง เรามีเครื่องนวดหน้ามือถือเป็นเครื่องนวดหน้าขนาดเล็กที่ใช้ถ่าน ไม่ได้ใช้ไฟฟ้านะครับมารีวิวกัน ก็เรียกสวยกันได้ในราคาประหยัดอะไรทำนองนั้นนะครับ เรื่องราคาจะถูกจริง แต่เรื่องการใช้งานจะดีหรือไม่นั้น ไปรีวิวกันเลยดีกว่าครับ

   สำหรับเครื่องนวดหน้าแบบมือถือเครื่องนี้มีชื่อว่า Wash device beauty หรือว่า BK beauty รุ่น UH-0606A ก็ลองไปหาดูรายละเอียดเรื่องราคาและร้านตัวแทนจำหน่ายกันได้นะครับ ส่วนเรื่องการใช้งานนั้น ซึ่งตามคุณสมบัติที่บอกมาในรายละเอียดของตัวสินค้านั้น จะช่วยทำให้หน้าใส เต่งตึง แล้วก็ช่วยลดริ้วรอยต่างๆ ที่ดูแก่ก่อนวัยหรือแก่ไปตามวัยได้ โดยหลักการทำงานคือเป็นเครื่องนวดหน้าแบบเบาๆ ที่จะช่วยทำให้การใช้ครีมบำรุงหรือเซรั่มต่างๆ รวมไปถึงชั้นผิวหนังชั้นนอกของเราเนี่ยได้กระตุ้นให้มีการทำงานมากขึ้น การทาครีมบำรุงหรือเซรั่มต่างๆ ก็จะช่วยผลักให้มันซืมลึกเข้าไปมากขึ้นกว่าปกตินั้นเองนะครับ นี่คือหลักการตามข้อมูลของตัวสินค้าที่ให้มา

   เริ่มแกะกล่องกันขึ้นมาก็จะมีเครื่องของใบรับประกันตัวสินค้า แล้วก็คู่มือการใช้งานต่างๆ ของตัวเครื่อง ในคู่มือก็จะแนะนำไว้ว่า ใครที่เป็นโรคผิวหนังหรือมีแผลตามใบหน้า ไม่ควรใช้เครื่องนี้ แล้วในขณะที่ไม่ได้ใช้งานเครื่องนี้นานๆ ควรนำถ่านถอดออกไว้ข้างนอก เพื่อช่วยยึดอายุการใช้งานตัวเครื่อง ห้ามนำเครื่องไปใกล้ความร้อน หลังจากใช้แล้วต้องเอาผ้าเช็ดตรงบริเวณตัวเครื่องให้แห้งสนิทก่อนเก็บ แล้วก็ตัวเครื่องจะมีไฟ LED บอกสถานะของแบตเตอร์รี่ ถ้าถ่านอ่อนก็ควรจะเปลี่ยนโดยดูจากไฟที่ไม่ค่อยสว่างนั้นเองครับ เครื่องนวดหน้ามือถือเครื่องนี้เป็นระบบนวดแบบไอออนนิกส์ แล้วก็เป็นการออกแบบตัวเครื่องไมโครเทคโนโลยี ที่จะช่วยในเรื่องการยกกระชับผิว การทำให้ผิวขาวใสได้ถึงเซลล์ผิวชั้นลึก อันนี้เป็นรายละเอียดที่อยู่ในคู่มือการใช้งาน ก็นำมาบอกกันคร่าวๆ แบบนี้แล้วกันนะครับ

   ถัดมาก็จะพามาดูในส่วนของตัวเครื่องกันครับ ว่ามันมีการใช้งานอย่างไรบ้าง เริ่มต้นการใส่ถ่นที่แถมาให้ในตัวกล่องอยู่แล้ว จากนั้นก็จะมีปุ่มเปิดเครื่องอยู่ที่ตรงบริเวณด้ามจับนะครับ จากนั้นจะมีปุ่มที่เป็นเครื่องหมาย + อยู่ตรงบริเวณด้ามจับเช่นกัน เมื่อเรากดปุ่มนี้ไปหนึ่งครั้ง ตัวเครื่องจะมีการสั่นแบบเบาๆ พอให้เรารู้สึกได้เวลาที่ถืออยู่ ซึ่งการใช้งานในโหมดนี้เองเนี่ยนะครับ มันก็จะช่วยในกรณีที่คุณสาวๆ หรือคุณหนุ่มๆ เองที่ชอบดูแลตัวเอง อยากให้หน้าขาใสเนี่ยนะครับ หลังจากการทาครีมบำรุงผิวหน้าไปแล้ว จากนั้นก็เอาเครื่องนวดหน้าตัวนี้นี่แหละครับ เอามานวดให้ทั่วใบหน้าและลำคอแบบเบาๆ ให้เรามันมีการกระตุ้นผิวชั้นนอกไปเรื่อยๆ จะช่วยให้มีการผลักเนื้อครีมหรือเซรั่มต่างๆ เข้าไปให้มันลึกสู่ผิวชั้นใน ก็จะช่วยให้การทำงานของเนื้อครีมนั้นซืมทราบเข้าไปลึกสู่เซลล์ผิวจริงๆ นั้นเองครับ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการทำให้เนื้อครีมนั้นซืมเข้าไปได้ดีกว่าปกติที่เราทาเฉยๆ แล้วเราก็ไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นนะครับ ซึ่งการใช้เครื่องนวดหน้าตัวนี้ก็มีข้อแนะนำที่เขียนติดเอาไว้ในคู่มือว่า ไม่ควรใช้หลังจากการทาครีมกันแดดนั้นเองครับ จำเอาไว้เลยนะครับสาวๆ เนื่องจากว่าในระบบเครื่องนวดตัวนี้มันทำงานในระบบไอออนนิกส์ มันจะมีความร้อนอยู่นิดๆ จากนั้นไปกระตุ้นมกับครีมกันแดดแล้ว มันจะทำให้หน้าเรามันขึ้นทันทีเลย เพราะฉะนั้น เครื่องนวดหน้าเครื่องนี้มันไม่เหมาะกับการใช้งานในตอนกลางวัน แต่มันเหมาะกับการใช้งานในตอนกลางคืนที่หลังอาบน้ำ ทาครีมแล้วก็นอนมากกว่านั้นเองนะครับ

   อีกหนึ่งโหมดที่มีอยู่ใน gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ก็คือปุ่ม จะมีไฟสีแดงโชว์ขึ้นมา ในโหมดนี้จะใช้ในการทำความสะอาดใบหน้าหลังการล้างเครื่องสำอางในระหว่างวัน ซึ่งแนะนำให้ว่าให้ใช้น้ำนมล้างหน้าอรือออยส์ล้างหน้าแบบเจล ก็ทาให้ทั่วใบหน้า แล้วก็ใช้เครื่องนวดตัวนี้นวดไปทั่วหน้าเบาๆ จนทั่วบริเวณ จากนั้นก็ล้างน้ำเปล่า ก็จะช่วยให้การล้างหน้าได้ลึกและสะอาดยิ่งขึ้น ไม่มีการอุดดัน ลดสิว นั้นเองครับ ใครสนใจก็ลองไปหาซื้อกันได้

Review Lenovo Yoga Tab 3 Pro Projector Tablet ที่เหมาะกับงานประชุมและพรีเซ้นท์งาน พร้อมครบครันทางด้านความบันเทิง ตัวใหม่ล่าสุดจาก เลอโนโว่

   สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่รักและหลงใหลสินค้าอทางด้านไอที แล้วก็ชอบที่จะสรรหาอุปกรณ์ไอทีตัวใหม่ๆ ที่จะมาช่วยให้คุณนั้นทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แล้วก็รวดเร็วขึ้นนั้นเองครับ ในครั้งนี้เราก็มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์มารีวิวกันครับ แน่นอนว่า 108plaza ของเราต้องจัดหนัก จัดเต็มกันทุกๆ ตอนอยู่แล้วและจะเป็นอุปรกรณ์ไอทีตัวไหนอย่างไร ไปดูกันเลย

   Gadget ที่เราจะรีวิวกันในวันนี้คือ Lenovo Yoga Tab 3 Pro รุ่นที่ต่อยอดมาจาก yoga tab 2 นั้นเองครับ ก็ได้มีการเปิดตัวกันไปไม่นานมานี้ เรียกว่าเราได้ตัวเครื่องมารีวิวกันสดๆ ร้อนๆ ก่อนใครเพื่อนอีกแล้วนะครับ ต้องบอกว่า 108plaza ของเรานี่เป็นผู้ที่รีวิวกันเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยทีเดียว ใครที่พลาดอ่านไปแม้แต่ตอนเดียว ต้องกลายเป็นคนที่ตกเทรนด์ไปเลยทีเดียวนะครับ

   มาดูความสดใหม่ของแท็ปเล็ดตัวนี้กันดีกว่าครับ แน่นอนว่ามันมาพร้อมกับรู ที่ด้านหลัง มันจะสามารถทำอะไรได้บ้างนั้น เดี่ยวรู้ครับ ความพิเศษในด้านการใช้งานอย่างแรกของแท้ปเล็ดตัวนี้นะครับ ก็คือการพับขาตั้งเอาไว้ติดกับตัวเครือ่ง แล้วก็ถือใช้งานปกติ ก็ใช้งานได้สะดวกกับการพกพานั้นเองครับ ความพิเศษอย่างที่สอง เราก็กางขาตั้งออกมา สามารถตั้งแท็ปเล็ดเอาไว้บนโต๊ะทำงานหรือว่าวางไว้ตามพื้นที่ต่างๆ ได้ด้วย อย่างที่สาม ใครที่ชอบเล่นโซเชียลบนเตียง เล่นเกมส์บนเตียงหรือดูหนังบนเตียง เล่นกันแบบสบายๆ เลยเนี่ยก็กางขาตั้งออกมาอีกเล้กน้อย ก็ทำมุมจอเป็นแนวแบนราบไปเลย ก็สะดวกสบายไปอีกแบบนะครับ ก็เรียกว่าขาตั้งของแท็ปเล้ดตัวนี้ตอบสนองทุกท่าทางการใช้งานได้อย่างดีเลยทีเดียว แล้วสุดท้าย แท็ปเล็ดตัวนี้มีรูอยู่ด้านหลังตัวเครื่อง เอาไว้ทำไม ก็เอาไว้ให้เราไปเลือกแขนตามฝาผนังต่างๆ แนะนำว่าในห้องครัว ใครที่จะทำอาหารต้องดูสูตร ดูคลิปสอนทำอาหาร รูตรงนี้เหมาะเลยทีเดียวครับ

   จุดเด่นใหญ่ๆ อย่างต่อมาของ yoga tab 3 pro เครื่องนี้ก็คือ มันมี projector ติดมาให้ด้วยที่ด้านข้าง การใช้งานก็ไม่ได้ยากอะไร ก็แค่กดปุ่มเปิดค้างเอาไว้ จากนั้นก็ฉายเข้ากับฝาผนังหนือพื้นขาวต่างๆ ได้เลย เหมาะมากกับคนที่ต้องมีการพรีเซ้นท์งาน มีการประชุม มีการแนะนำสินค้ากับคนกลุ่มใหญ่ หรือ การใช้งานทางด้านความบันเทิง อยากจะเปลี่ยนห้องนอนเป็นโรงหนัง ก็ฉายหนังเข้ากับผนังในห้องนอน ดูหนัง ดู MV อะไรแบบนี้ได้เลย ง่ายๆ นะครับ โดย projector ที่ฉายออกมานั้น ก็จะมีระบบปรับขนาดของจอภาพแบบอัตโนมัติ ให้เป็นภาพที่แสดงมาเหมือนกับหน้าจอแท็ปเล็ดได้เลย ก็ถือว่าใช้งานง่ายครับ

   ขนาดของแท็ปเล้ดเครื่องนี้ก็ไม่ได้ใหญ่มากนะครับ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 10.1 นิ้ว ก็พกพาง่าย หน้าจอมีความคมชัดในระดับ Quad HD เป็นหน้าจอแบบ IPS ก็ถือว่ามีความคมชัดเลยทีเดียว สีค่อนข้างสด ดูสบายตา จอคุณภาพดีครับ การแสดงผลออกมาได้ไม่ผิดเพี้ยน มีลำโพงให้มาด้านล่าง 1 ตัว เสียงก็ไม่ถึงกับดังมาก อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเครื่องสามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ ใส่ micro sd card ได้ ใส่ซิมที่รองรับการใช้งาน 4G ได้ด้วย ด้านหลังตัวเครื่องก็ทำมาจากหนังดูสวยงามหรูหราดีครับ ตัวแท็ปเล็ดเองก็ให้กล้องมาทั้งด้านหน้าแล้วก็ด้านหลัง กล้องด้านหลังมีความละเอียดที่ 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้าความละเอียดที่ 5 ล้านพิกเซล ถัดมาก็มาดูสเปคของตัวเครื่องกันบ้างนะครับ มาพร้อมกับชิปประมวลผลด้านในเป็น intel atom x5-Z8500 ความเร็วอยู่ที่ 1.44 GHz มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ android 5.1 lollipop ภายในก็จะถูกครอบมาด้วยตัว Vibe UI อีกทีหนึ่ง ใครที่ใช้เลอโนโว่มาก็จะคุ้นๆ กับกราฟฟิกหรือว่าไอคอนส์ต่างๆ นะครับ ให้ RAM 2 GB ROM 32 GB สามารถเพิ่มหน่วยความจำสำรองได้สูงสุดที่ 128 GB แล้วก็อัดแน่นมาด้วยความจุของแบตเตอร์รี่ที่มากพอกับการใช้งานยาวๆ เลย 12000 mAh กันเลยทีเดียวครับ

   เป็นอย่างไรกันบ้างละครับ ดูการใช้งาน ดูสเปค ดูฟังก์ชั่นที่ให้มากับแท็ปเล็ดตัวนี้แล้ว พอที่จะเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่คุณอยากจะได้เป็นเจ้าของหรือไม่ ซึ่งผมก็ถือว่ามันเป็นอีกหนึ่งสินค้าไอทีที่มีจุดขาย แล้วก็ใช้งานได้ดีนะครับ เรื่องราคาก็อาจจะแพงนิดหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ 22,xxx บาท เลยทีเดียว สำหรับใครที่สนใจก็ลองไปมองหาเครื่องจริงกันได้ที่ศูนย์บริการของทาง Lenovo ได้เลยนะครับ

Review Samsung Evo Plus 256GB Micro SD Card ตัวใหม่ล่าสุด จุได้เยอะกว่าเดิม รองรับการใช้งานในสมาร์ทโฟนที่หน่วยความจำไม่พอ

   เดี่ยวนี้ต้องบอกว่าเรื่องของการพัฒนาทางด้านความละเอียดของกล้องที่ไปเป็นระดับ 4k กันค่อนข้างเยอะแล้วเนี่ยนะครับ เรื่องของไฟล์ภาพต่างๆ รวมไปถึงไฟล์วีดีโอต่างๆ มันก็ต้องมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพราะความคมชัดมากขึ้น ความละเอียดมากขึ้น แล้วใครที่ใช้สมาร์ทโฟนแล้วชอบถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ในมือถือเยอะแยะเลย ส่งผลให้ปัจจุบันนี้เรื่องของหน่วยความจำในตัวเครื่อง รวมไปถึงหน่วยความจำสำรองหรือที่เรียกว่า micro sd card เนี่ยนะครับ มันไม่พอใช้งาน ล่าสุดครับ Samsung ได้เปิดตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ออกมาล่าสุด

   สำหรับตัวนี้เป็น Micro sd card ที่ชื่อว่า Evo plus 256GB จากทาง samsuong นั้นเองครับ ซึ่งต้องบอกว่า micro sd slot ตัวนี้ซัมซุงเองผลิตขึ้นมาให้มีการใช้งานกับอุปกรณ์ระดับ ไฮ เอนต์ ต่างๆ อย่างเช่น สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ด กล้อง action cam โดรนต่างๆ กล้องถ่ายรูประดับความคมชัดสูง แล้วก็อุปกรณ์ไอทีอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องการความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลที่รวดเร็วนั้นเอง ซึ่งทาง ซัมซุง เองก็ได้ทำการทดลองตัว micro sd card รุ่นนี้กับทางผลิตภํณฑ์ของทาง ซัมซุง เองอย่างเช่นตัว กล้อง 360 องศา อย่าง Samsung gear เอง ซึ่งตัว micro sd card evo plus 256 GB ตัวนี้เป็นการ์ด class 10 ซึ่งมีความเร็วในการอ่านข้อมูลอยู่ที่ 95 Mb/s และสามารถใช้ความไวในการเขียนข้อมูลได้ความเร็วสูงสุดที่ 90 Mb/s นั้นเอง ถือว่ารวดเร็วมากนะครับ นอกจากการทดสอบที่ว่ามานี้แล้ว ทาง ซัมซุง เองยังทำการทดสอบแล้วว่า micro sd card ตัวนี้เมื่อนำไปใช้กับกล้องถ่ายวีดีโอแล้ว จะสามารถบันทึกภาพที่มีความคมชัดระดับ 4k ได้นานถึง 12 ชั่วโมงติดต่อกัน แล้วก็สามารถบันทึกวิดีโอที่มีความคมชัดระดับ Full HD ได้นานติดต่อกันถึง 33 ชั่วโมงเลยทีเดียว แล้วใครที่ชอบฟังเพลงนะครับ แล้วก็เก็บไฟล์นามสกุลเป็น mp3 นั้น ตัว micro sd card ตัวนี้สามารถเก็บไฟล์ได้เยอะถึง 23,500 ไฟล์เลยทีเดียว เรียกว่าใครที่เอา micro sd card ตัวนี้ไปเก็บเพลงโดยเฉพาะเลยเนี่ยนะครับ เชื่อว่าได้เยอะเลยทีเดียว

   คุณสมบัติของตัว mrcro sd card ตัวนี้ยังไม่หมดนะครับ นอกจากนี้ยังสามารถยังสามารถกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IPx 7 แล้วก็กันอุณหภูมิที่ต่ำสุดจนถึงสูงสุดได้ที่ -25 ถึง 80 องศาเซลเซียส กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถกันคลื่นแม่เหล็ก กันแม่เหล็กและรังสีเอ็กซเรย์ได้ด้วย แต่เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจ อยากจะซื้อมาใช้งานเลย เพราะเห็นว่ามันดีขนาดนี้ ชอบเลย อยากจะได้มาเก็บข้อมูล ต้องบอกว่าใจเย็นๆ ครับ เพราะตอนนี้ทาง ซัมซุง เองยังไม่มีการประกาศว่าจะวางจำหน่ายในตอนนี้ แต่จะประกาศวางจำหน่ายใน 50 ประเทศทั่วโลกในช่วงเดือนมิถุนายนนี้แน่นอน ก็อีกไม่นานเกินรอครับ คาดว่าน่าจะวางขายในช่วงกลางๆ เดือน มิถุนายน นี้ แต่อย่างไรแล้ว จะเข้ามาในประเทศไทยเลยหรือไม่ ต้องติดตามทาง ซัมซุง ประเทศไทยว่าจะนำเข้ามาหรือไม่นะครับ แต่ในส่วนของเรื่องราคานั้น เปิดเผยจากทาง ซัมซุง บริษัทแม่มาว่า จะวางขายในราคาประมาณ 249.99 เหรียญ หรือราคาราวๆ 8,xxx บาท กันเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเราเห็นราคาแบบนี้แล้ว บางคนอาจจะยอม เอาข้อมูลต่างๆ โอนย้ายไปอยู่ในคอมพิวเตอร์แทนก็ได้ เพราะว่าราคาเท่านี้เนี่ย เหมือนกับเราได้มือถือเครื่องใหม่อีกเครื่องหนึ่งเลย ในราคาไม่ถึงหมื่นแล้วตอนนี้คุณภาพดีๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ แต่ถ้าใครที่คิดว่า มันจำเป็นจริงๆ ต้องใช้ micro sd card ที่มีสเปคเท่านี้เลย ความจุเท่านี้เลย แล้วก็สามารถอ่าน เขียนข้อมูลได้เร็วเท่านี้เลย แล้วก็ต้องเป็น คราส 10 ด้วยเนี่ย อย่างไรแล้วก็ถือว่าคุ้มครับ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่มันก้าวล้ำไปแล้ว มันเป็นเรื่องปกติที่ในช่วงแรกๆ ของเทคโนโลยีนั้นๆ มันก้จะมีราคาแพงเสมอๆ นะครับ เพื่อเป็นการสร้างความน่าตื่นเต้นและสร้างความน่าสนใจที่หลายคนมีเงินก็คงซื้อ แต่หลายคนไม่ได้มีเงินเยอะที่ต้องซื้อ card ราคา 8 พันเกือบๆ 9 พันบาท อันนี้ก็คงไม่จำเป็นนะครับ

   สำหรับในครั้งหน้านั้น เราจะมี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีกนั้น ต้องคอยติดตามกันด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่นำมาอัพเดทในวงการสมาร์ทโฟน gadget ต่างๆ รวมไปถึง wearable ที่เปิดตัวมาให้ต่างๆ เราจะไม่พลาดที่จะได้มาอัพเดทให้เพือ่นๆ นั้นไม่ตกเทรนด์อย่างแน่นอน แล้วใครที่ยังไม่ได้เข้ามากด like กับ facebook ของเรา 108plaza นะครับ สามารถเข้ามาติดตามเราได้ แล้วก็เขามาพูดคุย แนะนำข้อมูลต่างๆ ที่จะให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวกัน ก็สามารถติดต่อเราได้ผ่านทางช่องทาง facebook นี่แหละนะครบ

Preview BMW i8 สุดยอดยนตรกรรมของ BMW ที่รวบรวมเอาเทคโนโลยีมาไว้ในรถคันนี้

 

   ในการพรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสสุดยอดยนตรกรรมจากค่าย BMW ครับ ในครั้งนี้ 108plaza ของเราอยู่กับรถยนต์ BMW i8 นั้นเอง ซึ่งหลายๆ คนอาจจะเคยได้เห็นรูปโฉมและเทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์คันนี้มาแล้วบ้างในโลกออนไลน์ แต่ครั้งนี้เนี่ย เราจะมาพรีวิวกันเป็นทริปเล็กๆ ที่จะได้ทดสอบการขับขี่บ้างบางส่วน รวมไปถึงดูรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่อัดแน่นมาในรถคันนี้ ไม่รอช้าครับ ไปกันเลยดีกว่า

   เรียกได้ว่า BMW รอบนี้มาแรงครับ ได้พัฒนาเรื่องของการนำเทคโนโลยีแบบ ไฮบริจ มาปรับแต่งและพัฒนาให้สอดคล่องไปกับการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัวมากขึ้น ก็ต้องบอกว่า BMW นั้นพลิกหน้าประวัติศาสตร์ที่ว่า รถสปอร์ต นั้นต้องแรง ต้องเร็วเอาไว้ก่อน แต่รถสปอร์ตคันนี้มันมาพร้อมกับความประหยัดด้วยเครื่องยนต์แบบ Plugin Hybrid โดยการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 131 แรงม้า ที่ล้อหน้า ขณะเดียวกันที่ล้อหลังก็จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบ ขนาดความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 1500 ซีซี ให้กำลังสูงสุดที่ 231 แรงม้า ที่ 5800 รอบต่อนาที เมื่อรวมพละกำลังกันทั้ง 4 ล้อแล้วจะได้แรงม้าที่มากถึง 362 แรงม้า ด้วยความแรงแบบนี้ก็ทำให้อัตราเร่งที่ทำได้จาก 0-100 อยู่ที่เวลาเพียง 4.4 วินาทีเท่านั้นเองนะครับ แล้วก็สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ได้ 256 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อดูสเปคเครื่องยนต์ไปแล้ว ถอยห่างมาอีกนิด มามองดูรอบๆ รถกันบ้าง ด้วยการออกแบบตัวรถที่ล้ำสมัยด้วยไฟหน้าแบบ LED แล้วก็ไฟเลเซอร์ที่ล้ำสมัย โดยทุกส่วนของตัวรถอย่างที่เพือ่นๆ เห็นในภาพนะครับ จะถูกออกแบบให้เป็นไปตามหลัก แอร์โร่ไดนามิก ทั้งคันเลยทีเดียว ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีบนรถสปอร์ตแบบนี้เอาไว้เป็นตัวแรกๆ ที่จะนำสมัย ในเรื่องของความประหยัดและความแรงได้ดีเลยทีเดียวครับ

   เดินๆ ดูอยู่รอบรถอยู่นานครับ ไม่รอช้า เปิดประตูเข้าไปดูภายในกันบ้างครับ แน่นอนว่ารถคันนี้เนี่ยต้องเปิดประตูแบบสวิงขึ้นเหมือนกับปีกนกนะครับ ด้วยการออกแบบประตูทำให้น้ำหนักการเปิดปิดมีน้ำหนักเบาครับ แต่การเข้านั่งในตัวรถต้องบอกว่าต้องกะท่าทางการเข้านั่งนิดหนึ่งครับในช่วงแรกๆ แต่ถ้าใช้ทุกๆ วันก็อาจจะชินไปเอง ภายในตกแต่งด้วยโทนสีที่เป็นสปอร์ตด้วยคาร์บอน์เทปลาร์ครับ เมื่อมองตรงดูด้านหน้าครับ เรือนไมค์ต่างๆ ในตัวรถเป็นแบบดิจิตอลทั้งหมดเลย จะสามารถปรับเปลี่ยนไปตามโหมดของการขับขี่แบบอัตโนมัติด้วย ตำแหน่งในการนั่งของเบาะนั้นสามารถปรับยกสูงขึ้นได้ แต่ด้วยตัวผมเองที่สูงประมาณ 175 เนี่ยต้องปรับต่ำลงครับ เมื่อยกขึ้นสูงจะรู้สึกว่าตำแหน่งเสาร์เอด้านหน้าเนี่ยมันจะบังไปนิด แต่พอปรับต่ำลงก็รู้สึกว่านั่งติดกับพื้นรถไปเลยทีเดียว ก็ให้อารมณ์สปอร์ตได้อย่างดีเลยนะครับ ในส่วนของการตกแต่งภายใน จากแผงคอนโซนราดยาวไปจนถึงช่องแอร์ แล้วก็แผงประตู ให้อารมณ์ที่ล้ำสมัยดีเลยทีเดียว แต่ใครที่เป็นแฟนพันธ์แท้ BMW มาในหลายๆ รุ่นก่อนหน้านี้จะรู้สึกว่ามันก็ตกแต่งภายในได้คล้ายๆ กันนะ อะไรแบบนั้น อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวนะครับ แต่ผมกลับมองว่าการตกแต่งภายในมันยังไม่หรูหราสมกับเป็นรถสปอร์ตมากเท่าไหร่ ด้วยตัวแผงของหลังคารุ่นอื่นๆ เป็น อคันทาลาร์ แต่คันนี้ยังเป็นผ้าแบบธรรมดาอยู่ ตัวม่านบังแดดก้เป็นกระจกฟิล์มเลื่อนออกมาเพียงเท่านั้นเอง ในส่วนของคอนโซนกลางถูกวางไว้ด้วยแบตเตอร์รี่แบบรีเที่ยมที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัมเลยที่เดียว แล้วก็ถามผมว่ารถสปอร์ตแบบนี้มีมุมอับเยอะไหมในการขับขี่ บอกเลยว่าเยอะครับ ด้วยตัวถังด้านหน้าค่อนข้างยาว แล้วตำแหน่งการนั่งอยู่ต่ำด้วย การจอดในที่แคบ หรือเนินสูง และการถอยจอดนั้นมีมุมอับแน่นอน แต่ด้วยเทคโนโลยีกล้องรอบคันมีมาให้ กล้องด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ก็ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายขึ้นครับ

   สำหรับพื้นที่ทางเบาะด้านหลังนะครับ ใครที่ตัวสูงเนี่ยไม่แนะนำให้ไปนั่งนะครับ น่าจะเอาไว้เก้บสำภาระมากกว่าที่จะนั่ง เพราะลองเข้าไปนั่งแล้วต้องเอียงคอ นั่งไม่ได้ครับ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กนั่งได้สบายครับ ในส่วนของการทดสอบขับขี่รถสปอร์ตที่เป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เราได้พรีวิวกันในวันนี้นะครับ ต้องบอกว่าถ้าใช้ในเมืองจะให้อารมณ์ประหยัดมากเลยทีเดียว ด้วยการทำงานของเครื่องยนตืไฮบริจ ที่ได้ความเร็วถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง พอเร่งความเร็วมากกว่านั้นเครื่องยนต์ด้านหลังจะทำงานทันทีครับ เรียกว่าอัตราเร่งนั้นหลังติดเบาะได้ง่ายๆ ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริจครับ ใครที่อยากสัมผัสตัวจริงของ BMW i8 คันนี้ก็ลองไปทดสอบกันได้ตาศูนย์บริการทั่วไปได้แล้ววันนี้

ReviewBattle 2 สมาร์ทโฟนกล้องคู่ กับ Huawei P9 vs LG G5 สมาร์ทโฟนเรือธงที่ใครจะเจ๋งกว่าใคร มาดูกัน

 

   สำหรับการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ของทาง 108plaza ของเราในครั้งนี้ เราอยู่กับอะไรที่มันเป็นคู่ๆ ใครที่กำลังขาดคู่ มาทางนี้เลย เราอยู่กับสมาร์ทโฟนทางฝั่ง Android 2 ค่ายด้วยกัน ที่เปิดตัวมาในระยะใกล้เคียงกัน แล้วก็มีอะไรที่มันเหมือนๆ กัน เราก็เลยจัดการมาประชันหรือมาทำการ battle กันในครั้งนี้ครับ

   แต่ต้องบอกว่าเทคโนโลยีกล้องคู่นั้น มันไม่ได้พึงมีมาในสมาร์ทโฟน 2 รุ่นนี้นะครับ มันมีมานานแล้ว ทาง LG เองก็เคยผลิตกล้องคู่มาเพื่อใช้งานทางด้านการถ่ายแบบ 3 มิติ หรือว่า การเล่นเกมส์ต่างๆ ก็นานมากแล้ว แต่มันก็ไม่ได้รับความสนใจสักเท่าไหร่ในช่วงนั้น หรือจะเป็นในฝั่งของค่าย HTC ก็มีผลิตขึนมาในเรื่องของกล้องคู่ ที่สามารถถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ วัดระยะความชัดลึก ชัดตื่นได้ หรือจะเป็นทางค่าย ZTE ก็มีผลิตกล้องคู่ขึ้นมาเหมือนกันในก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดครับ แต่ดูเหมือนว่าการปรับเปลี่ยน และ การพัฒนาของเทคโนโลยีกล้องคู่ในทั้ง 2 รุ่นที่เราจะรีวิวกันในครั้งนี้นะครับ มันมีการพัฒนาไปคนละด้าน อย่างเช่น ถ้าเป็นในเรื่องของตัว LG G5 เองก็เอาเทคโนโลยีกล้องคู่มาไว้ในกล้องหลัง แต่จุดเด่นก็คือ จะสามารถใช้กล้องคู่นี้ถ่ายภาพได้มุมมองที่กว้างมากขึ้น เรียกว่าเราจะได้ภาพที่มุมกว้างกว่าสายตาของเราที่มองเห็นด้วยซ้ำไป ส่วนทาง Huawei P9 นั้นจะชูจุดเด่นตรงที่ว่า นำเอาเทคโนโลยีกล้องคู่นี้มาในแบบกล้องสีและกล้องขาวดำ แล้วนำภาพที่ได้นั้นมารวมเข้าด้วยกัน จะทำให้ภาพที่ได้นั้นมันมีสีสันที่สวยงามมากขึ้น เป็นธรรมชาติมากขึ้นนั้นเอง แล้วดูเหมือนว่า Huawei P9 นั้นจะมีอีกหนึ่งจุดเด่นก็คือว่า ตัวเซนเซอร์ของกล้องคู่ที่นำมาใช้นั้น ได้ไปร่วมมือกันกับผู้ผลิตเซนเซอร์กล้องชื่อดังอย่าง ไรก้า ที่ฝรั่งเศส ที่นักเล่นกล้องส่วนใหญ่จะรู้กันดีกว่า แบรนด์ ไรก้า นั้นเป็นผู้ผลิตเซนเซอร์กล้องที่มีคุณภาพ แล้วก็มีราคาแพงเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว แต่ทาง Huawei เองก็กล้าไปจับมือแล้วก็นำเซนเซอร์ที่ว่านั้นมาใส่ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วยนั้นเอง ซึ่งก็แน่นอนว่าเรื่องคุณภาพและสีสันข้องกล้องหลังที่ถ่ายออกมานั้น มันมีความคมชัดมากเลยทีเดียว หลังจากที่ทีมงานเองก้ได้ทดสอบการใช้งาน ถ่ายในที่มึด ถ่ายในที่แสงน้ยอ หรือถ่ายแบบย้อนแสง ก็สามารถเก็บสีสันแล้วก็รายละเอียดของภาพได้ดีเลยทีเดียวสำหรับตัว Huawei P9

   กลับมาที่การทำงานของ LG G5 กันบ้าง กล้องคู่ของมือถือรุ่นนี้มีความละเอียดที่ 8 ล้าน กับ 16 ล้านพิกเซล แล้วกล้องทั้ง 2 ตัวนี้มันจะเก็บมุมกว้างที่ต่างกัน ซึ่งกล้องตัว 16 ล้านจะถ่ายได้มุมกว้างที่ 78 องศา ส่วนกล้องตัว 8 ล้านจะถ่ายได้มุมกว้างที่ 135 องศา ซึ่งเมื่อกล้องสองตัวนี้มารวมภาพกันแล้ว จะได้มุมกว้างมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปมากถึง 1.7 เท่า แล้วก็สามารถถ่ายได้มุมกว้างกว่าสายตาคนปกติเห็นได้ถึง 15 องศา เลยทีเดียว แล้วนอกจากจุดเด่นที่ถ่ายภาพได้กว้างมากแล้วนั้น ยังมีลูกเล่นในตัวโหมดกล้องให้ได้เล่นอีกหลายฟี่เจอร์ด้วยกัน อย่างเช่น สามารถใช้กล้องทั้ง 3 ตัว คือกล้องหลังคู่ แล้วก็กล้องหน้าอีกหนึ่งตัว ถ่ายภาพที่ช๊อดเดียว ได้มารูปเดียวแบบทำมุม 360 องศา ก็ได้เช่นกัน อีกหนึ่งฟี่เจอร์คือ สามารถแยกถ่ายจากกล้องคู่ด้านหลัง ถ่ายมาคนละช็อดแล้วก็เอาภาพที่ได้มารวมแล้วมาทับซ้อนกันในองศาที่เราอยากจะทำให้มันเป็น ก็จะได้ภาพที่มันดูแปลกๆ แล้วก็ไม่เหมือนใครในกล้องคู่ตัวนี้นั้นเองนะครับ

   จากนั้นมาดูที่ Huawei P9 กันบ้าง สำหรับใครที่ชอบถ่ายภาพแนวอาร์ทๆ แนวแบบศิลปะที่เป็นภาพขาวดำ มันจะได้ภาพที่สีสันของขาว ดำ แล้วก็เทา ติดมาด้วย แล้วจะได้ภาพที่มันชัดขึ้นด้วยนั้นเอง แล้วอีกหนึ่ฟี่เจอร์ที่จะเด็ดไม่แพ้ใคร นั้นก็คือการจับระยะโฟกัส ที่สามารถนำไปถ่ายภาพแบบว่า หน้าชัดหลังเบลอ หรือ หน้าเบลอหลังชัด อันนี้เรียกว่าแจ่มเลยทีเดียวครับ

   

   นี่ก็เป็นการ battle กันในเรื่องของกล้องคู่สำหรับ 2 gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมาฝากเพื่อนๆ เอาไว้ให้ได้ตัดสินใจกันว่า จะเลือกซื้อสมาร์ทโฟนกล้องคู่ตัวไหนดี ที่คิดว่ามันเหมาะกับการใช้งานของคุณมากที่สุดนั้นเองครับ ส่วนครั้งหน้าเราจะมีอะไรมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันอีกนั้น ก็สามารถกด like ที่ facebook//108plaza ของเราได้เพื่อจะได้ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของเรานะครับ