รีวิวลำโพงไร้สาย JBL Xtreme Splashproof Bluetooth กันน้ำสาดกระเซน พร้อมฟังก์ชั่นอัดแน่นและพลังเสียงจัดเต็มรูปแบบลำโพงพกพาใช้งานได้ยาวนาน

 

   108plaza ของเราในตอนนี้ก็มีอีกหนึ่ง gadget ที่น่าสนใจจากแบรนด์ JBL มาฝากเพื่อนๆ ที่รักในการฟังเพลงมาให้ได้อ่านกันอีกแล้ว ซึ่งแอดมินก็ได้เตรียมเอาลำโพงไร้สายรุ่น JBL Xtreme มารีวิวกันแบบจัดเต็ม จัดหนัก เจาะลึกในทุกๆ ฟังก์ชั่นการใช้งาน ไม่รอช้าไปติดตามกันได้เลย

   บอกได้เลยว่านี่คือลำโพงบลูทูธสำหรับขาลุย ชอบไปเที่ยวทะเล ไปเที่ยวน้ำตก และ สถานที่ต่างๆ สามารถพกพาไปฟังเพลงได้ยาวๆ หรือ ใครที่ชอบฟังเพลงในห้องน้ำ ลำโพงรุ่นนี้กันน้ำสาดกระเซนตามมาตรฐาน IPx5 ได้ด้วย อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องก็จะมีสายคล้องตัวลำโพง จะห้อยหรือจะหิ้วได้หมดเลย พร้อมกับมีสายชาร์จและหัวชาร์จมาให้ด้วย ใช้แบบตรงรุ่น ตรงกระแสไฟกันได้เลย ก็มีเท่านี้เองสำหรับอุปกรณ์เสริม ถัดมาก็จะเป็นตัวลำโพงที่มีรูปทรงตามรูปตัวอย่างสิ้นค้าด้านบน ก็จะเป็นทรงกระบอก ถือง่าย ไม่หนักมาก เปิดตัวมาให้เลือกใช้งานด้วยกัน 3 สี ก็จะมีสีแดง สีน้ำเงิน สีดำ ส่วนแอดมินเองคิดว่าสีแดงสวยสุดเลย ภายในตัวลำโพงเอง จะประกอบไปด้วยดอกลำโพงแบบ woofer จำนวน 2 ดอกอยู่โซนล่าง พร้อมกับดอกลำโพง twitter อีกจำนวน 2 ดอก ที่ให้เสียงแหลม พร้อมกับช่องเพิ่มมิติเสียงเบสแบบ passive radiator อีกจำนวน 2 ตัวอยู่ด้านขาวทั้งสองฝั่ง โดยตัวลำโพงจะให้เสียงแบบ สเตอริโอ แยกเสียงซ้าย-ขวา

   ในส่วนของฟี่เจอร์การใช้งานแบบไร้สายนั้น แน่นอนว่าสามารถที่จะเชื่อมต่อผ่านทางบลูทูธได้ เป็นบลูทูธเวอร์ชั่น 4.1 แล้วด้วย ก็ถือว่ามีความเสถียรในการเชื่อมต่อ ก็รองรับสมาร์ทโฟนทุกค่ายทุกฝั่ง ที่มีบลูทูธ พร้อมกับเครื่องเล่นเพลงทุกชนิดที่มีบลูทูธเช่นเดียวกัน แต่ถ้าใครที่ไม่สะดวกต่อบลูทูธ ก็จะมีโหมด AUX input แบบสายแจ็ค 3.5 มาให้เลือกใช้งานกันด้วย แต่ที่เด่นไปกว่านั้นสำหรับฟี่เจอร์เชื่อมต่อบลูทูธ เป็นเทคโนโลยีของ JBL ที่พัฒนาขึ้นมาเรียกว่า social mode ก็คือ จะสามารถรองรับการเชื่อมต่อบลูทูธได้ 3 devices หรือ 3 เครื่องพร้อมกัน แต่จะเปิดเพลงได้ทีละเครื่องที่สั่งเปิดหลังสุด เพลงในเครื่องก่อนหน้านั้นก็จะถูกตัดออกไป เหมาะสำหรับการปาร์ตี้กันหลายๆ คน หลายๆ เครื่อง ฟังเพลงหลายๆ แนว แต่อาจจะแย่งกันเปิดได้ด้วยเช่นเดียวกัน ตรงนี้ต้องจัดการดีๆ ด้วย

   อีกหนึ่งสเปคที่จุใจของลำโพงบลูทูธ JBL Xtreme รุ่นนี้ก็คือ ใส่แบตเตอร์รี่ความจุ 10,000 mAh มาให้เลย สามารถที่จะเปิดฟังเพลงกันยาวๆ ประมาณ 15 ชั่วโมง และ สามารถที่จะชาร์จแบตจาก 0 เปอรเซ็นต์จนเต็มภายในเวลาเพียง 3.5 ชั่วโมง เท่านั้นเอง เนื่องด้วยมีแบตเยอะ ก็เลยใส่พอร์ด USB มาถึง 2 พอร์ดด้วยกัน เป็นพอร์ดที่เอาไว้เป็นเพาเวอร์แบงค์เท่านั้น โดยจ่ายไฟแบบขนาดที่ 2A ถ้าอยากให้ชาร์จสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ดเต็มเร็วๆ ก็ให้เสียบชาร์จแค่เครื่องเดียว ถ้าเสียบทั้ง 2 เครื่องพร้อมกันจะจ่ายไฟที่ 1A เท่านั้น แบตก็จะเต็มช้าลง และ จะสามารถชาร์จได้แบบฉุกเฉินเท่านั้น เพราะแบตตัวลำโพงก็จะหมดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็แนะนำว่าพอร์ดเชื่อมต่อต่างๆ จะมีตัวยางซีนปิดอยู่ทุกช่องเสียบ ถ้าใช้แล้วอย่าลืมปิดให้แน่น เพื่อป้องกันน้ำเข้าในภายหลัง ป้องกันตัวลำโพงเสียหายด้วย ถ้าไม่ปิดน้ำอาจจะเข้าได้ ถัดมาอีกหนึ่งฟี่เจอร์คือ ตัวลำโพงมีไมค์โครโฟนด้วย สามารถกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้เลย พร้อมกับมีระบบป้องกันเสียงรบกวน และ เสียงสะท้อนกลับด้วย เพื่อให้การพูดคุยได้ยินชัดเจนขึ้นนั่นเอง ในส่วนถัดมาเรื่องของการกันน้ำนั้น บอดี้ของลำโพงรุ่นนี้ JBL ค่อนข้างที่จะใส่ใจรายละเอียดมาดีมากเลย บอดี้เป็นลัฟเบอร์อย่างดี กันรอยขุดขีดได้ เนื้อผ้าที่หุ้มมานั้นถูกเคลือบสารกันน้ำมาแล้วด้วย น้ำไม่สามารถไหลผ่านเข้าไปข้างในตัวลำโพงได้ แน่แนะนำว่ามันกันน้ำกระเซนได้เท่านั้น ใครที่ทำตกน้ำต้องรีบเก็บขึ้นมา ลำโพงจะไม่พังเสียหาย แต่ถ้าเอาไปแช่น้ำ ลำโพงจะพังแน่นอน อีกหนึ่งฟี่เจอร์ส่งท้ายก็คือมีระบบ JBL connect จะสามารถเชื่อมต่อกับลำโพงในแบรนด์ JBL ทุกรุ่นที่มีระบบนี้ จะสามารถทำเป็นลำโพงสเตอริโอได้ เชื่อมต่อกันแบบไร้สาย 2 ตัวเข้าด้วยกัน

   ลำโพงบลูทูธจาก JBL รุ่น Xtreme ตัวนี้ก็ต้องบอกว่าพลังเสียงนั้นไม่ธรรมดา เน้นพลังเสียงเบสที่โดดเด่น ใครที่ชอบฟังเพลงสไตล์เอามันส์เข้าว่า เอาความสะใจเข้าไว้ก่อน แบบนั้นค่อนข้างที่จะตอบโจทย์เป็นอย่างดีเลย แถมมีฟี่เจอร์ที่ครบครันก็ลองไปหาทดสอบใช้งานกันได้

รีวิว หูฟังบลูทูธที่มาพร้อมกับพลังเสียเบสแน่นๆ จาก JBL E25BT รุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2017

 

   108plaza ในตอนนี้มีอีกหนึ่ง gadget ใหม่ล่าสุดเลยจากแบรนด์ JBL อีกหนึ่งชิ้น หนึ่งซีรีส์ที่เปิดตัวตามๆ กันมาในช่วงต้นปี 2017 แบบนี้ แน่นอนว่าถ้าเป็นแบรนด์ JBL ก็คงต้องอยู่ในกลุ่มของชุดเครื่องเสียง ลำโพงหลายๆ รุ่น ลำโพงบลูทูธ และที่นำมาในตอนนี้ก็เป็นหูฟังบลูทูธนั่นเอง จะเป็นรุ่นไหนอย่างไร ไปติดตามรีวิวกันได้เลย

   นี่คือหูฟังบลูทูธจาก JBL มีชื่อรุ่นว่า E25BT ซึ่งก็เป็นรุ่นที่ถือว่าเป็นรุ่นพี่ของ E15 ที่เป็นหูฟังที่แบบเสียบสายปกติ แต่ทั้งสองรุ่นนี้ก็ถือว่าค่อนข้างจะผิดแปลกไปจากกลุ่มหูฟังของ JBL หลายๆ รุ่นที่มักจะผลิตหูฟังออกมาที่เน้นความเป็น Hi-end ที่มีแนวเสียงไปในทิศทางที่ฟังเพราะๆ สบายๆ เน้นรายละเอียดของเสียง ความเป็นธรรมชาติของเสียง แต่หูฟังทั้งในรุ่น E25BT ที่เป็นหูฟังบลูทูธตัวนี้และตัว E15 จะเน้นไปในแนวเสียงแบบวัยรุ่นๆ ที่ชื่นชอบความมันส์ สะใจในเรื่องของพลังเสียงเบส ความจัดจ้านของเสียงแหลม ความโดดเด่นของเสียงกลางพุ่งๆ เน้นความมันส์ของเสียงดนตรีว่ากันแบบนั้น

   สำหรับหูฟังบลูทูธ JBL E25BT รุ่นนี้เปิดตัวมาให้เลือกอยู่ด้วยกัน 5 สี ได้แก่ สีขาว สีดำ สีน้ำเงิน สีเขียว และก็สีแดง ซึ่งหูฟังรุ่นนี้ถ้าใครที่ชื่นชอบ ชื่นชมและเป็นแฟนพันธ์เครื่องเสียง ลำโพง หรือ สินค้าทุกๆ ชิ้นของ JBL เองนั้น หูฟังบลูทูธรุ่นนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งที่น่าสะสมอีกหนึ่งชิ้น เพราะการันตีว่าเป็น JBL signature sound อีกหนึ่งรุ่นเหมือนกัน ก็ถือว่าเป็นลายเซ้นต์ของเสียงในแบบฉบับ JBL ว่ากันแบบนั้น ใครที่หูเทพ หูทอง ทั้งหลายที่แยกบุคลิกเสียงของลำโพงหรือหูฟังของแต่ละแบรนด์ออกก็ลองไปหาทดสอบฟังกันได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไปได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนๆ คนไหนที่ชื่นชอบการฟังเพลงแนว EDM sound หรือซาวต์ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย แนว hippop อะไรแบบนั้น ค่อนข้างที่จะเหมาะกว่าหูฟังทุกๆ รุ่นของ JBL ที่เปิดตัวมาก่อนหน้านี้อย่างยิ่งเลย แล้วที่พิเศษไปกว่านั้น หูฟังรุ่นนี้เป็นหูฟังบลูทูธ ดังนั้น ภายในก็จะมีแบตเตอร์รี่ในตัว มีภาคขยายในตัว กำลังขับก็มีในตัวเช่นเดียวกัน สิ่งที่ตามมาก็คือ เรื่องของความอิ่มของเสียง เรื่องอิมแพคของเสียง มิติของเสียง ไม่ต้องไปพึ่งกำลังขับจากตัวสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นเพลงพกพาใดๆ เหมือนกับหูฟังแบบเสียบสาย ตรงนี้ก็คือว่าดีกว่าและสะดวกกว่าด้วย ไม่ต้องไปพบเจอกับปัญหาสายพันกัน หรือ สายขาด หรือ สายรุงรังน่ารำคาญ ก็ถือว่าเทรนด์หูฟังบลูทูธน่าจะมาแรงเลยทีเดียวในปี 2017 นี้

   ในส่วนของสเปคตัวหูฟังบลูทูธรุ่นนี้ JBL E25BT ก็มาพร้อมกับบลูทูธเวอร์ชั่น 4.1 ก็ถือว่ามีความเสถียรในการเชื่อมต่ออย่างดีเลยในเวอร์ชั่นที่ถือว่าใหม่ล่าสุดที่นำมาใช้ในกลุ่มหูฟังแล้ว ระยะการเชื่มอต่อก็อยู่ที่ 15-20 เมตรที่เปรียบเทียบในการใช้งานจริงๆ ก็ถือว่าใช้งานได้สบาย แต่สเปคที่ให้มาในคู่มือนั้นได้ไกลกว่านั้นมา แต่โดยทั่วไปก็ไม่น่าจะมีใครใช้งานในระยะไกลเกินกว่านั้นอีกแล้ว ถัดมาในส่วนของการใช้งานกับแบตเตอร์รี่นั้น สามารถที่จะใช้งานได้ต่อเนื่องกัน 8 ชั่วโมง ภายในเป็นแบตเตอร์รี่แบบริเที่ยมไอออน มีความจุ 120 mAh ก็สามารถที่จะใช้ในการพูดคุยโทรศัพท์ได้ด้วย เพราะมีไมค์โครโฟนมาให้ พร้อมกับการฟังเพลงไปด้วยก็ถือว่ายาวนาน โดยใช้เวลาในการชาร์จแบตจาก 0 จนเต็มก็เพียงแต่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง แล้วที่เป็นจุดเด่นไปกว่านั้น ที่ JBL อัดสเปคมาให้ ก็คือสามารถที่จะเชื่อมต่อบลูทูธกับ Device ต่างหรือหรือสมาร์ทโฟนได้พร้อมๆ กันถึง 2 เครื่อง ก็สามารถซื้อมาคู่เดียว ใช้ร่วมกับแฟนได้เลย ประหยัดดี แต่ก็ต้องแย่งกันเปิดเพลงสักนิดหนึ่ง ต้องตกลงว่าจะฟังเพลงจากเครื่องไหน เพราะเปิดได้ทีละเครื่องเท่านั้น แต่หลายท่านอาจจะสงสัยว่าหูฟังบลูทูธรุ่นนี้กันน้ำหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่กันน้ำ ไม่ใช่หูฟังที่เน้นการลุยๆ หรือการออกกำลังกาย แต่เน้นการฟังเพลงและการพูดคุยโทรศัพท์เท่านั้น

   ตรงบริเวณปุ่มคอนโทรลของหูฟังบลูทูธรุ่นนี้ ก็สามารถที่จะกดรับสาย เพิ่ม-ลดเสียง และ เลื่อนเพลงได้เลย ในกล่องก็จะให้ตัวคริปหนีบเสื้อและสายชาร์จมาให้ครบ สำหรับสเปคภายในเป็น dynamic driver ขนาดข้างละ 8 มิลลิเมตร ตอบสนองความถี่ได้ตั้งแต่ 20Hz-20kHz เลยทีเดียว ค่าความด้านทานที่ 16 ohm บอดี้เป็นพลาสติก ผิวมัน สายเป็นสายถัก ป้องกันสายพันกันได้ด้วย ความไวเสียงอยู่ที่ 102 dB น้ำหนักหูฟังอยู่ที่ 16.5 กรัม ราคา 2,4xx บาท ใครที่สนใจอ่านสเปคแล้วชอบ อ่านแนวเสียงแล้วชอบ ก็ลองไปหาทดสอบฟังเสียงกันได้เลย

รีวิว Nubia Z11 mini สมาร์ทโฟนราคา 7,000 บาทมีทอน จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกัน

 

   เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะคุ้นเคยกับสมาร์ทโฟนแบรนด์ Nubia กันมาบ้างแล้วในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ในต้นปีแบบนี้ 108plaza ก็มีสมาร์ทโฟนจาก Nubia อีกหนึ่งรุ่น ที่มีราคาประมาณ 7,000 บาทมีทอน มีชื่อรุ่นว่า Nubia Z11 mini ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่น่าสนใจไม่น้อย แต่จะมีจุดไหนที่น่าสนใจนั้นไปติดตามรีวิวกันเลย

   ก่อนอื่นมาเริ่มแกะกล่องดูอุปกรณ์ที่ให้มาภายในกล่องก่อนเลย ก็จะมีตั้งแต่ คู่มือการใช้งาน ใบรับประกันตัวสินค้าที่สามารถส่งศูนย์ที่เมืองไทยได้เลย มีเข็มจิ่มซิม สายชาร์จ ที่ได้เปลี่ยนมาเป็น USB Type C แล้วด้วย พร้อมกับหัวชาร์จที่รองรับ Fast Charge ด้วย จากนั้นก็มีตัวเครื่อง เมื่อหยิบขึ้นมาจะรู้สึกว่าตัวเครื่องมันเบามากเลยทีเดียว มีน้ำหนักเพียงแค่ 138 กรัมเท่านั้นเอง มาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว ความละเอียดของหน้าจอระดับ Full HD Displuy จุดเด่นน่าจะอยู่ที่ความละเอียดจอมากถึง 441ppi. เลยทีเดียว ซึ่งถือว่ามีความละเอียดมากเลย ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่นาสนใจในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ด้านข้างตัวเครื่องนั้นรองรับ 2 ซิม พร้อมากับเลือกที่จะใส่เมมโมรี่ได้ด้วย ส่วนด้านบนตัวเครื่องก็ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 อยู่ ยังไม่ตัดออก

   เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาพร้อมกับปลดล็อคด้วยปุ่มสแกนลายนิ้วมือ ก็พบว่าสแกนได้รวดเร็วดี แต่สิ่งที่แปลกหูแปลกตาไปจากมือถือ android ทั่วไป ก็คงเป็นเรื่องของ nubia UI นั่นเอง แรกๆ อาจจะต้องเรียนรู้กับการใช้งานและการตั้งค่ากันสักนิดหนึ่ง พร้อมกับการใช้ในโหมดภาษาไทยเอง การแปลความหมายก็จะอ่านดูงงๆ สักนิดหนึ่ง แต่ก็พอเข้าใจได้ แต่จุดที่ค้นพบว่ามันน่าจะใช้งานได้ดีและมีมาให้เหมือนกับสมาร์ทโฟนเรือธงหลายๆ รุ่นก็คือ การใช้งานแบบแคปหน้าจอ โดยใช้วิธีการกดปุ่มลดเสียงและปุ่มเพาเวอร์พร้อมกัน หรือ แตะที่ปุ่มสแกนลายนิ้วมือค้างไว้ ก็จะแคปหน้าจอได้ แต่ความพิเศษไปกว่านั้น สามารถแคปแบบ long screen shot ได้ แบบแคปทั้งหน้าเพจ หรือ แคปเป็นรูปต่างๆ ที่เราวาดเอาเองบนหน้าจอก็ได้ พร้อมทั้งการทำแคปแบบวีดีโอสั้นๆ ก็ทำได้ แบบจะแคสเกม หรือ สอนวิธีการตั้งค่าต่างๆ ให้เพื่อนๆ หรือคุณพ่อ คุณแม่ดู ก็จะถูกบันทึกเป็นวีดีโอไปอยู่ในแกลอรี่ให้เลือกส่งต่อได้เลย ก็ถือว่าง่ายดีและไม่ค่อยมีฟี่เจอร์นี้ในมือถือรุ่นกลางๆ แบบนี้มากสักเท่าไหร่ อีกหนึ่งฟี่เจอร์เด่นๆ เลยที่ Nubia ทำมาในมือถือรุ่นนี้ด้วย นั่นก็คือ การเล่นกับขอบจอทั้งสองด้าน ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องแรกๆ เลยก็ว่าได้ที่ทำฟี่เจอร์นี้ขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น ปาดขอบจอขึ้นก็จะให้เข้าโหมดกล้อง ปาดขอบจอลง ให้เข้าแอปแกลอรี่ หรือ รูดขึ้นรูดลงสั่งให้ล้างแอปที่เปิดทิ้งไว้ ก็ทำได้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของเราว่าจะตั้งไว้ที่ขอบจอข้างไหน ท่าทางใด ก็เป็นลูกเล่นที่ดูน่ารักและใช้งานง่ายดีเลยทีเดียว

 

   อีกหนึ่งจุดเด่นอย่างต่อมาใน Nubia Z11 mini เครื่องนี้ ก็คือ น่าจะเป็นกล้องหลังที่ใส่กล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว พร้อมกับใช้เซนเซอร์ของทาง sony อีกด้วยเป็น IMX 298 Opical ทั้งหมด 6 ชิ้นเลนส์ f/2.0 ซึ่งตรงจุดนี้หลังจากที่แอดมินเองได้ทดสอบใช้งานมาแล้วก่อนหน้านี้ ก็พบว่าจริงๆ แล้วกล้องเองไม่ได้ชัดว้าวเหมือนมือถือเรือธงแน่นอน แต่ก็ยังได้ความคมชัดที่ดีอยู่ แต่จุดเด่นที่มากกว่านั้น ก็คือ โหมดการใช้งานที่ไม่ใช่การใช้งานในเชิงช่างกล้องมืออาชีพมากนัก โหมดโปรก็มีให้เลือกตั้งค่าแบบทั่วไป แต่จะเหมาะกับคนที่ใช้กล้องทั่วๆ ไป ใช้โหมดออโต้และจะดีมากเลยสำหรับคนที่ชอบเล่นลูกเล่นต่างๆ สามารถรังสรรค์ลูกเล่นการถ่ายภาพได้ค่อนข้างเยอะ ใครมีไอเดียร์อะไรในการถ่ายภาพ ถือว่ามือถือรุ่นนี้ตอบโจทย์อย่างมากในกล้องหลัง พร้อมกับการถ่ายวีดีโอสูงสุดที่ 1080p แต่พอได้ใช้งานไปแล้วก็ไม่ได้เร็วมาก กลางๆ แต่ก็ไม่ได้ช้า

   อีกหนึ่งสิ่งสำคัญเลยที่ต้องรีวิวในสินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ ก็คือ กล้องหน้าใน Nubia Z11 mini ให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล ต้องบอกเลยว่ามันเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่สาวๆ หลายคนน่าจะชอบเลยทีเดียว มีโหมดบิวตี้มาให้เลือกปรับ 10 ระดับ แต่ภาพที่ได้จะไม่ได้ดูเวอร์เกินไป แต่จะออกแนววิ้งค์ๆ พร้อมกับมีโหมดยิ้มแล้วถ่าย แบบไม่ต้องกดชัตเตอร์ก็ได้ พร้อมกับกล้องเป็นเลนส์ wide ด้วย ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจไม่น้อยพร้อมกับการใช้งานที่ลื่นไหลได้เป็นปกติ

วิว dbx goRack Professional Audio อุปกรณ์เชื่อมต่ออเนกประสงค์ขนาดเล็กสำหรับงาน Sound and Audio

รี

   108plaza มีอีกหนึ่ง gadget ใหม่ๆ จากทาง dbx ผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มเครื่องเสียง ลำโพง และอุปกรร์อิเล็กทรอนิกส์ทางด้าน Audio รายใหญ่อีกหนึ่งชิ้นมารีวิวกัน ซึ่งมีชื่อว่า dbx goRack แล้วหลายท่านอาจจะถามว่า มันคืออะไร เมื่อดูจากรูปด้านล่างนี้แล้วเดาไม่ออกว่าคืออะไร คำตอบก็คือ มันคือ Processing อีกหนึ่งตัวที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างได้ครบครัน ทั้งไมค์โครโฟน ทั้งเครื่องดนตรี ทั้ง Devices ต่างๆ ที่เป็นเครื่องเล่นเพลง สมาร์ทโฟน และอื่นๆ แล้วถามว่ามันเหมาะกับคนที่ใช้งานทางด้านไหนบ้าง ก็บอกได้ง่ายๆ อีกเช่นเดียวกันว่า คนที่ทำงานเป็น DJ หรือคนที่ออกมางาน Event ตามบูธต่างๆ ที่ต้องมีเครื่องเสียงขนาดเล็กๆ เพื่อจัดงานทางด้านเสียงก็ได้ รวมไปถึงนักดนตรีที่เล่นกันเป็นวงเล็กๆ เป็น Music Band ก็ได้เช่นเดียวกัน หรือ ในกลุ่มงานแบบ Studio ก็ใช้งาน JBL goRack ตัวนี้ได้เช่นเดียวกัน เริ่มน่าสนใจแล้วใช่ไหมละครับ ไม่รอช้าไปรีวิวรายละเอียดพร้อมๆ กันเลย

   สิ่งแรกเลยที่ตัว JBL goRack ทำได้แบบในตัวเดียว ก็คือ สามารถที่จะเสียบต่อไมค์โครโฟนได้เลย สามารถที่จะเสียบได้ทั้งแบบ XLR Jacks LEFT/RIGHT หรือจะเป็นไมค์แบบแจ็คโฟนธรรมดาที่เป็น ¼ inch input jacks ก็ได้ ก็จะสามารถเสียบได้มากถึง 2 input หรือว่า 2 channel ซึ่งก็จะสามารถใช้ไมค์ได้ 2 ตัว หรือ จะใช้ไมค์หนึ่งตัว และ เครื่องดนตรีอีกหนึ่งชนิด ก็ใช้งานได้ ถัดมาก็ยังจะมีช่อง input AUX 3.5 มาให้อีก 2 ช่องเสียบหรือว่า 2 channel เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้เราก็สามารถที่จะเสียบเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องเล่นเพลงต่างๆ หรือ สมาร์ทโฟนทุกค่าย ทุกฝั่งเชื่อมต่อได้หมดเลยผ่านทางช่องเสียบหูฟัง รวมไปถึงจะเชื่อมต่อมาจากลำโพงบลูทูธที่มีช่องเสียบ AUX output อีกทีก็ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะเหมาะมากเลยสำรหับนักดนตรี ที่ไม่ต้องหอบเครื่องเสียงไปเยอะ ต้องมีทั้งมิกเซอร์ มี EQ หรือมี crossover อีกมากมาย ในตัวนี้ JBL goRack เป็น driverRack ขนาดเล็กที่มีในตัวเดียวก็จบเลย สามารถใช้งานได้ ในส่วนถัดมาก็คือช่อง Output ที่จะออกไปเป็นแบบ สเตอริโอ แบบ 2 ช่อง XLR Balance เพื่อที่จะส่งสัญญาณเข้าไปหาเพาเวอร์แอปม์แล้วไปออกลำโพงอีกทีหนึ่ง หรือ ง่ายกว่านั้น ก็จะมีตัวลำโพงของทาง JBL เองที่มีเพาเวอร์แอมป์ในตัวออกมาหลายๆ รุ่น แล้วทางทีมงานและแอดมินของเรา 108plaza ก็เคยเอามาเขียนรีวิวให้แล้ว ก็มีอยุ่หลายๆ รุ่นเช่นเดียวกัน ก็สามารถใช้ร่วมกับตัว JBL goRack ตัวนี้ได้ พูดง่ายๆว่า ใครที่ไม่เข้าใจว่า Processing คืออะไร แต่ตัวนี้มันก็ทำหน้าที่คล้ายกับ มิกเซอร์ ตัวเล็กๆ ที่มีช่อง input อยู่ 4 ช่องหลักๆ มาให้ได้ใช้งานกันนั้นเอง แต่จะเหนือกว่ามิกเซอร์ก็คือมีตัวประมวลผลของเสียงมาให้เลยในตัว

   เราพูดถึงการใช้งานของ JBL goRack ในฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อบริเวณด้านหลังไปกันแล้วในช่วงต้น ถัดมาก็จะมีการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ทางด้านหน้ากันบ้าง ปุ่มแรกเลยก็จะใช้ในการปรับ gain input knobs ก็คือจะเป็นคล้ายๆ master ที่จะคอยควบคุมความดังเบาของเสียงทั้งหมดเลย ถัดมาก็จะเป็นไฟ LED บอกสถานการณ์ใช้งานต่างๆ หรือ การเลือกโหมดการเชื่อมต่อต่างๆ ให้เราเห็นว่ามีปุ่มไหน โหมดใดทำงานอยู่บ้าง ก็ดูได้จากทางด้านหน้าเลย

   อีกหนึ่งส่วนความง่ายและความสะดวกในการใช้ JBL goRack ตัวนี้กัน นอกจากจะมีฟังก์ชั่นที่คล้ายกับมิกเซอร์ขนาดเล็กมาให้ได้เชื่อมต่อกันแล้ว ภายในก็ยังมีทั้งตัว EQ ที่จะคอยปรับแต่งเสียงในย่านต่างๆ ตั้งแต่ในย่านความถี่ต่ำไปจนถึงย่านความถี่สูงที่มีตามมาตรฐานก็คือ รองรับตั้งแต่ 20Hz ไปจนถึง 20kHz กันเลยทีเดียว เราก็จะสามารถบูธขึ้นมาได้ว่าจะเลือกเอาความถี่เสียงต่ำ เสียงกลาง หรือเสียงแหลมเพิ่มขึ้นมาให้มีมิติที่ดีขึ้นกว่าเดิม ตรงนี้จะเหมาะมากเลยสำหรับคนที่ทำงานเป็น DJ เปิดเพลงตามสถานที่ต่างๆ ที่ไม่ยากใช้เครื่องเสียงเยอะๆ ใช้ตัวนี้ตัวเดียวจบเลย มีให้ครบ รวมไปถึงอีกหนึ่งโหมดก็จะมีตัว Processer ด้วย เป็นตัวที่จะคอยป้องกันเสียงในความถี่ที่เกินหรือ peak อย่างเช่นการเสียบไมค์แล้วมีอาการหอนหรือเสียงดังเกินไป ก็สามารถป้องกันได้ภายในตัวเครื่องเลย

   ก็จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง Device ที่ค่อนข้างสะดวกสบาย พร้อมกับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้สะดวก สามารถเชื่อมต่อกับมิกเซอร์ก็ได้ พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมป์ต่างๆ เพื่อให้ไปที่ลำโพง รวมไปถึงสมาร์ทโฟน ลำโพงบลูทูธ และอื่นๆ ก็สามารถปรับประยุกต์ใช้งานได้มากมายขึ้นอยู่กับประเภทของงานนั่นเอง

พรีวิว BlackPhone 2 สมาร์ทโฟนที่เน้นความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง

 

   สำหรับสินค้าอินเทรนด์ที่นำมาพรีวิวแบบแกะกล่องและพูดถึงความสามารถในการใช้งานกันเบื้องต้นในตอนนี้ก็คือ สมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมกันในฝั่งอเมริกา และ ได้รับความนิยมสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน Androin ที่อยากได้ความปลอดภัยในการใช้งานแบบสูงสุด เรากำลังพูดถึงสมาร์ทโฟนที่มีชื่อว่า BlackPhone 2 เครื่องนี้เลย

   สำหรับเมืองไทยของเรานั้น มีตัวแทนจำหน่ายที่นำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมกับการรับประกันตัวเครื่องให้เป็นเวลา 1 ปีเต็ม สามารถที่จะเปลี่ยนเครืองใหม่ได้ทันทีถ้าหากอยู่ในระยะประกัน โดยตัวเครื่องนั้นภายในกล่องจะให้ตัวหัวชาร์จที่เป็นหัวชาร์จแบบแบนที่ใช้สำหรับในประเทศไทยแยกมาให้ต่างหาก รองรับการชาร์จไวด้วย พร้อมกับเคส แต่ภายในกล่องอีกหนึ่งชิ้นก็คือจะมีหัวชาร์จแบบกลม ที่สามารถใช้งานได้ทั่วโลก ก็มีแถมมาให้ ก็ถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนแบบ universal กันเลยทีเดียว

   BlackPhone 2 ในบ้านเราจริงๆ แล้วอาจจะยังไม่รู้จักกันสักเท่าไหร่ แต่มีการพัฒนามาให้ใช้งานกันถึงรุ่นที่ 2 แล้ว ถ้าหากเข้าไป search ใน google แล้วเช็คว่าสมาร์ทโฟน android ตัวไหนที่มีความปลอดภัยมากที่สุด ก็จะมีชื่อของ BlackPhone มาติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของบรรดาสมาร์ทโฟน Android ที่มีอยู่เลยทีเดียว แต่ต้องบอกก่อนเลยว่า สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เน้นไปที่การป้องกันความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นหลัก เหมาะกับนักธุรกิจ เหมาะกับคนค้าขายออนไลน์ เพราะสามารถที่จะแบ่งการใช้งานได้เป็น 4 account เลยทีเดียวใน 1 เครื่อง อย่างเช่น มี facebook, line ที่จำเป็นต้องใช้งานทั่วไป ใช้งานส่วนตัว ใช้งานทางธุรกิจ ใช้งานแบบสาธารณะ แบบนี้ได้ถึง 4 บัญชีเลยในเครื่องเดียว แต่มันไม่ได้เน้นที่สเปคต้องแรง ไม่ได้เน้นการใช้งานกล้องที่สวย ไม่ได้เน้นการเล่นเกมส์ต้องดีไหลลื่น ภาพสวยๆ กราฟฟิกดีๆ แบบนั้นไม่ใช่ ย้ำว่าเน้นเรื่องของการป้องกันความปลอดภัย ซึ่งข้อแตกต่างของการใช้สมาร์ทโฟน android ทั่วไปนั้น ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราเดินทางไปไหน ข้อมูลของเราก็จะถูกบันทึกไว้ใน google ทั้งหมดเลย ซึ่งบางทีอาจจะกลายเป็นข้อมูลสาธารณะมากเกินไป ไม่เป็นส่วนตัวสักเท่าไหร่ แต่สมาร์ทโฟน BlackPhone 2 เครื่องนี้จะป้องกันได้ดีกว่านั่นเอง

   ภายในกล่องเองก็มีอุปกรณ์เสริมในการใช้งานมาให้ครบครัน ทั้งฟิล์มกันรอย หูฟัง และเคสอย่างที่กล่าวไปในช่วงต้น ตัวเครื่องนั้นมีสเปคที่อยู่ในระดับกลางๆ ภายในตัวเครื่องนั้นเป็น ชิปประมวลผล snapdragon 615 วิ่งด้วยความเร็ว 1.7GHz แบบ 8 แกนสมอง Octa-core ให้ RAM 3 GB หน่วยความจำภายในให้มาที่ 32 GB รองรับการใช้งาน 4G LTE ด้วย ใช้เป็นแบบ นาโนซิม ความละเอียดของจออยู่ที่ระดับ Full HD ขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ส่วนความละเอียดของกล้องนั้นให้มาที่ 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้าให้มาที่ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ก็เป็นสเปคทั่วๆ ไปของตัวเครื่องที่ให้มา แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากทราบรายละเอียดของสเปคจริงๆ ของเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของทาง BlackPhone กันได้ แต่อย่างที่บอกไปด้วยเช่นเดียวกันว่า ในบทความตอนนี้แอดมินเองก็จะพรีวิวแบบแกะกล่องจะมาชูจุดเด่นของตัวเครื่องกันแบบเบื้องต้น แต่หลังจากนี้จะมีรีวิวฉบับเต็มกันต่อเนื่องมา ก็ต้องไปทดลองใช้งานกันแบบจัดเต็มว่าการแบ่งพื้นที่ได้ถึง 4 พื้นที่การใช้งานภายในเครื่องเดียวนั้น จะให้ความสะดวกและปลอดภัยมากแค่ไหน

   สำหรับตัวเครื่องและงานประกอบภายนอกนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่งานประกอบดี แต่ดีไซน์เองอาจจะดูเรียบๆ เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมไปสักนิดหนึ่ง บางท่านก็อาจจะชอบ แต่บางท่านก็อาจจะไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวเช่นเดียวกัน แต่พอได้เปิดเครื่องเข้าไปศึกษาดูภายในแล้ว ถือว่าสัมผัสแรกเบื้องต้นนั้น ให้ความรู้สึกว่ามันน่าสนใจ มันมีอะไรที่มากกว่าสมาร์ทโฟน android ทั่วๆ ไปซ่อนอยู่เหมือนกัน พร้อมกับมีเมนูภาษาไทยรองรับอีกด้วย แต่ก็ต้องติดตามกันในรีวิวฉบับเต็มๆ อย่างที่บอกไปอีกครั้งหนึ่งว่าภายในเครื่องนั้น มีอะไรที่กลายเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าใช้อย่างมากหรือไม่กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นองค์กรก็ดี นักธุรกิจก็ตาม และคนที่อยากได้ความปลอดภัยสูงสุดในสมาร์ทโฟน android

   ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ใหม่ๆ ในกลุ่มสมาร์ทโฟนปี 2017 นี้ ที่จะมีการพัฒนาให้มากกว่าความคุ้มค่าในการใช้งาน แต่ใส่ใจรายละเอียดของผู้ใช้งานด้วย เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายนั่นเอง เพื่อนๆ สามารถอ่านรีวิว gadget ใหม่ๆ ได้ที่นี่ 108plaza แหล่งรวบรวมทุกรีวิวและร้านค้าออนไลน์ที่ทันสมัยและสะดวกสบายที่สุดแบบนี้ได้ทุกๆ ช่วงตลอด 24 ชั่วโมง

REVIEW เครื่องทำวาฟเฟิลฮอตด็อกFry King สำหรับคนรักการทำขนม

   ทุกวันนี้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูงมากทั้งเรื่องอาชีพและการศึกษาจึงทำให้มีธุรกิจใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ตัวอย่างเช่นธุรกิจกิจเกี่ยวกับการทำเบอเกอรี่ ซึ่งมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยร้านเบอเกอรี่และร้านกาแฟอาจจะเป็นเพราะคนไทยได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศมากเกินไปจึงทำให้มีการใช้ชีวิตคล้ายกับต่างชาติ คือ ตอนเช้าต้องมีการรับประทานกาแฟพร้อมกับเบอเกอรี่ ตอนเที่ยงก็เช่นเดียวกันและไม่ใช่เฉพาะวัยทำงานเท่านั้น นักเรียน นักศึกษาก็เช่นเดียวกัน จึงพูดได้เลยว่าธุรกิจร้านเบอเกอรี่และร้านกาแฟกำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ แต่สำหรับคนที่กำลังมองหาธุรกิจเล็กๆเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ไม่อยากจะลงทุนในจำนวนเงินที่สูงจนเกินไปหรือกำลังมองหาอาชีพเสริมทำหลังจากเลิกงาน เราจึงแนะนำการทำเกี่ยวกับอาหารทานเล่นเพาะในทุกๆวันคนเราต้องมีการกินอาหารว่างอยู่แล้วแน่นอนนั่นคือ การทำวาฟเฟิลฮอตด็อก และไม่จำเป็นต้องทำเป็นธุรกิจอย่างเดียวเท่านั้นคุณพ่อบ้านแม่บ้านที่อยากทำขนมให้ลูกๆทานหรือการจัดปาร์ตี้เล็กๆก็ทำได้ เพราะใช้เวลาไม่นาน ขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก แต่การทำวาฟเฟิลนั้นที่สำคัญเราก็จะต้องมีเครื่องทำวาฟเฟิลเป็นอันดับแรก วันนี้เราจึงมาแนะนำสินค้าอินเทรนด์ที่เป็นตัวช่วยในการทำวาฟเฟิลให้ง่ายขึ้นนั่นคือเครื่องทำวาฟเฟิลฮอตด็อกFry King

 

คุณสมบัติของเครื่องทำวาฟเฟิลฮอตด็อกFry King คือ

ตัวเครื่องทำจากวัสดุที่แข็งแรงทนทาน ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก ปลอดภัยเด็กๆสามารถทำได้แต่ก็ควรอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง รูปทรงของเครื่องถูกออกแบบมาให้ทันสมัยด้วยสีขาวที่ดูหรูหรา

สามารถทำวาฟเฟิลได้ 6ชิ้นต่อ1ครั้ง แต่ละชิ้นก็จะมีขนาดที่ใหญ่พอดี ไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป

กำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 640 วัตต์ สามารถจับตัวเครื่องจากข้างนอกได้ขณะที่เครื่องทำงานอยู่เพราะความร้อนไม่ได้ออกมาข้างนอก ประหยัดไฟ มีการรับประกัน 1ปี

ถาดพิมพ์เป็นแบบ Non-Stickที่ถูกเคลือบมาอย่างดี จึงทำให้แป้งไม่ติดถาดพิมพ์และทำความสะอาดง่าย มีลวดลายทำให้วาฟเฟิลดูน่ากินยิ่งขึ้น

มีน้ำหนักเบาเพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ขนาดนั้นเครื่องไม่ใหญ่มากจัดเก็บและวางได้สะดวกไม่ใช้เนื้อที่เยอะ

สามารถทำวาฟเฟิลได้หลากหลายไส้ทั้งของหวานและของคาว เช่น ไส้ฮอตด็อก ข้าวโพด ไส้ครีม ไส้สังขยา ไส้ผักต่างๆ

ใช้เวลาทำเพียง 5 นาทีก็จะได้วาฟเฟิลที่น่ากินและอร่อย

วิธีการใช้งานมีดังนี้ คือ เราต้องเตรียมส่วนผสมทั้งหมดให้พร้อม คือ แป้งที่ผสมแล้วสำหรับทำวาฟเฟิลฮอตด็อก ส่วนผสมอื่นๆที่เราจะใส่ลงไปเป็นไส้ของวาฟเฟิล เช่น ข้าวโพด สังขยาเป็นต้น เมื่อเราเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เราก็เสียบปลั๊กเครื่องทำวาฟเฟิลได้เลยเมื่อเราเสียบปลั๊กเครื่องก็พร้อมที่จะทำงานทันที หลังจากนั้นเราก็เทแป้งลงไปบนถาดพิมพ์แล้วใส่ฮอตด็อกหรือไส้อื่นๆลงไป หลังจากนั้นก็ปิดฝาเครื่องลงมาทิ้งไว้ 5 นาที เราก็จะได้วาฟเฟิลที่หอมน่ากินและอร่อย วิธีการทำความสะอาดก็สามารถทำได้เหมือนทั่วไปไม่ต้องเปลืองแรงขัดเครื่องเพราะแป้งจะไม่ติดถาดพิมพ์บนเครื่องเลยแม้แต่น้อย มันจึงทำให้เราทำความสะอาดได้ง่าย

 

 

   เพื่อนๆคงจะเห็นแล้วว่าการทำวาฟเฟิลจากสินค้าอินเทรนด์ที่ชื่อว่าเครื่องทำวาฟเฟิลฮอตด็อกFry King นี้ไม่ได้ยุ่งยากเลยมันจึงเหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆลงทุนไม่มากหรือคนที่อยากหาอาชีพเสริมทำหลังจากที่ทำงานหลักมาแล้วและไม่ต้องให้ลูกค้ารอนานจนเกิดอาการหงุดหงิดเพราะใช้เวลาเพียงแค่ห้านาทีในการทำแต่ละครั้งหรือพ่อบ้านแม่บ้านที่ชอบทำขนมให้ลูกๆทานและมันเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วยเพราะเด็กๆสามารถมาช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำขนมได้ ซึ่งมันเป็นเครื่องที่ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนสามารถกินได้ทุกเพศทุกวัยแต่มันจะมีข้อเสียคือสามารถทำวาฟเฟิลได้เพียงแค่รูปทรงเดียวคือวาฟเฟิลฮอตด็อกแต่ด้วยเครื่องนี้มันใช้เวลาในการทำวาฟเฟิลไม่นานเพียงห้านาทีจึงทำให้หลายๆคนติดใจและด้วยน้ำหนักมี่เบาเราก็สามารถพกพาไปต่างจังหวัดหรือจัดปาร์ตี้ในที่ต่างๆได้แต่ที่นั้นๆต้องมีไฟฟ้านะคะเพราะเครื่องนี้มันจะขาดไฟฟ้าไม่ได้เลย หากเพื่อนๆคนไหนที่สนใจจะหันมาทำขนมสร้างเป็นธุรกิจของตัวเองไม่ต้องไปเป็ฯลูกน้องใครก็สามารถหาซื้อเจ้าเครื่องนี้มาทดลองใช้กันได้ในราคาเพียง 1,xxxบาทค่ะ เพราะมันจะทำให้เราสนุกกับการทำขนมมากขึ้น