Category Archives: ยานพาหนะ

รีวิว YAMAHA NMAX 155cc 2 ล้อดีไซน์สปอร์ต เครื่องยนต์แบบใหม่พร้อมกับระบบเบรกที่ให้ความมั่นใจในทุกการขับขี่

 

   108plaza รีวิวสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ เราอยู่กับมอเตอร์ไซต์ดีไซน์สวย สำหรับคนที่รักในการขับขี่ 2 ล้อคู่ใจ กับเครื่องยนต์ที่เป็นเอกสิทธิ์ของทางยามาฮ่าเอง พร้อมกับระบบเบรกที่ให้ความมั่นใจในการหยุดรถได้ดีมากขึ้น เรียกว่ามีความน่าสนใจในมอเตอร์ไซต์ในรุ่น NMAX 155cc ที่แอดมินจะพาไปรีวิวกันแบบเจาะลึกทุกส่วนของตัวรถกันเลย

   ในช่วงแรกนี้แอดมินจะพาไปดูว่า YAMAHA NMAX 155cc คันนี้มีรายละเอียดเบื้องต้นอะบ้าง แล้วจุดไหนบ้างที่เป็นจุดเด่นที่เหนือกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในตลาดบ้านเราตอนนี้ ในส่วนแรกเลยก็คงจะเป็นเรื่องของดีไซน์ของตัวรถ ด้านหน้านั้นมาพร้อมกับไฟแบบ Full LED คือจะมีทั้งไฟต่ำและไฟสูงที่ให้ความสว่างในเวลากลางคืนได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว ถัดมาก็จะมีไฟรี่มาให้ในส่วนบนของโคมไฟด้านหน้า ไฟเลี้ยวก็จะอยู่ที่แฟริ่งด้นข้าง ก็ดีไซน์ออกมาได้ค่อนข้างที่จะลงตัวเลยทีเดียว แล้วที่แอดมินมองว่าเป็นจุดเด่นของรถคันนี้คือเรื่องของระบบเบรกที่ล้อด้านหน้า จะเป็นระบบเบรกแบบ ABS ซึ่งจะทำให้การหยุดรถในระยะสั้นเนี่ยทำได้ดีขึ้น มั่นใจขึ้น แล้วก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นด้วยนั้นเอง ตัวจานเบรกนั้นจะมีการดีไซน์ให้เป็นร่องเล็กๆ แล้วก็เป็นหลุมเล็กๆ อยู่ทั่วจานเบรกด้านหน้า ตรงนี้เองเนี่ยมันเป็นการออกแบบมาใหม่ทำให้การตรวจจับของตัวเซนเซอร์ ABS นั้นตรวจให้รู้ว่าเมื่อเวลามีอาการล้อล็อค ระบบเบรก ABS ก็จะทำงานทันที ซึ่งตรงนี้ทีมงาน 108plaza เองก็ได้ทำการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็พบว่าระบบเบรกมีความมั่นใจขึ้นอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้นจริงๆ การทรงตัวเวลาที่แบรกแรงๆ กะทันหันก็ทรงตัวได้ดีอีกด้วย ค่อนข้างประทับใจในระบบเบรกของรถคันนี้เลย สำหรับตัวเลือกที่มีให้คนที่ชอบรถรุ่นนี้ ก็จะมีเปิดตัวกันมาด้วยกัน 4 สี 4 แบบด้วยกัน ได้แก่สีแดง-เทา สีดำ-เทา สีขาว-เทา และสีน้ำตาล-เทา ก็เลือกกันตามใจชอบเลย ส่วนตัวแอดมินเองค่อนข้างที่จะชอบสีแดง-เทามากเลยทีเดียว

   อีกหนึ่งจุดเด่นที่มีในรถ YAMAHA NMAX 155cc คันนี้ก็คงจะอยู่ทีเรื่องของเครื่องยนต์ที่ค่อน้างล้ำหน้าและก็รีดสมรรถนะออกมาได้ดีขึ้น ด้วยเทคโนโลยีแบบ บลูคอล การออกแบบลูกสูบ เสื้อสูบ แบบ diasil แล้วก็การออกแบบข้อเหวี่ยงในกระบอกสูบ ก็ออกแบบมาใหม่ให้มีองศาที่เยื้องกัน เพื่อที่จะลดแรงเสียดทานในกระบอกสูบในเครื่องยนต์ ทำให้ตรงนี้เครื่องยนต์ก็มีกำลังที่สูงขึ้น แล้วก็มีการประหยัดเชื้อเพลิงได้มากขึ้นด้วยนั้นเองนะครับ ซึ่งตามคู่มือการใช้งานก็บอกไว้ว่า เครื่องยนต์เป็นแบบวาล์วแปรผัน VVA ที่หลังจากที่ทีมงานได้ทำการทดสอบทั้งตัวแรงต้นและแรงปลายของการขับขี่นั้น ก็รู้สึกได้เลยว่าแรงฉุดในรอบเครื่องต่ำๆ คือแรงต้นมาค่อนข้างเต็มที่ รู้สึกว่าตัวรถมันพุ่งและกระชากไปข้างหน้าได้อย่างดีเลยทีเดียว จุดเด่นของรถคันนี้ก็น่าจะอยู่ที่แรงต้นที่มาเต็ม แต่แรงปลายในช่วงความเร็ว 110 กม./ชม. ขึ้นไปเนี่ยนะครับ ก็รู้สึกว่ายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยังพอรู้สึกว่ารถมีแรงกระชากอยู่บ้าง แต่ไม่เหมือนกับรถมอเตอร์ไซต์รุ่นใหญ่ๆ กว่านี้ ถัดมาในส่วนของช่วงล่างของรถรุ่นนี้ ด้านหน้าเป็นแบบเทเลสควอปิกส์ ส่วนด้านหลังเป็นแบบโช๊คคู่ ทางทีมงานก็ได้ทดสอบนั่งซ้อนกันสองคน ด้วยน้ำหนักเฉลี่ยก็อยู่ที่ 70 กก. ต่อคนนะครับ ก็ให้ความรู้สึกว่าระบบกันสั่นสะเทือนของรถรุ่นนี้ทำให้มาได้ค่อนข้างนุ่มดีครับ ขับขี่ในระยะทางไกลๆ ก็นั่งได้สบาย แต่ว่าขับไกลๆ แนะนำว่าให้พักประมาณสักระยะ 150 กม. ก็ควรจะพักเพราะว่าท่านั่งของตำแหน่งคนซ้อนค่อนข้างที่จะนั่งได้ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นักนะครับ ส่วนขนาดขอบล้อที่ให้มาก็เป็นล้อขนาด 13 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

   ก็ต้องของสรุปการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้เอาไว้ว่า รถมอเตอร์ไซต์ YAMAHA NMAX 155cc คันนี้เป็นรถมอเตอร์ไซต์ที่ขับขี่ในเมืองได้ดีเลยทีเดียว วงเลี้ยวสามารถซอกซอนในที่แคบๆ ได้ แล้วทางตรงก็สามารถเร่งความเร็วได้ติดมือดีมากในช่วงแรงต้น ท่านั่งในการขับขี่ในระยะทางไม่ไกลมากก็ค่อนข้างนั่งสบายดีเลย ส่วนราคาอยู่ 78,xxx บาทครับ ใครสนใจแล้วก็วางงบไว้ประมาณนี้ก็ลองไปทดสอบขับด้วยเองกันได้เลยที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ

Review Lexus NX300h รถยนต์ Sport Cross Over ที่ดูหรูๆ แบบลุยๆ

   Lexus NX300h รถยนต์แบบ compact suv ที่ตอนนี้ได้รับความนิยมกันทั่วโลก รถยนต์ที่ขับขี่ได้ทั้งในเมือง นอกเมือง ไปแบบทางเรียบได้ ทางลุยก็ไม่หวั่น ของแค่ใจเราไปถึง ว่ากันอย่างนั้นสำหรับรถยนต์ที่เว็บไซต์ 108plaza ของเราจะมารีวิว ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ในช่วงนี้เลยก็ว่าได้สำหรับในวงการยานยนต์ที่เป็นรถยนต์นำเข้าในบ้านเรา

   สำหรับการวางตำแหน่งทางการตลาดระดับโลกของรถคันนี้ต้องบอกว่าอยู่ในกลุ่ม premium compact suv ที่ทัดเทียมกับค่ายรถในหลายค่ายทั่วโลกโดยเฉพาะในค่ายรถทางฝั่งเยอรมันได้อย่างสบายๆ เลย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจในหลายๆ จุดเลยทีเดียว ด้วยจุดเด่นอย่างแรกเลยเมื่อดูรอบๆ คันแล้วการออกแบบจะดูล้ำอนาคตมาก ผสมผสานกับการออกแบบภายในที่ดูแล้วก็ยิ่งอยากจะได้มาครอบครองจริงๆ สำหรับด้านของขุมพลังนั้น Lexus NX300h คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2500 ซีซี ขับเคลื่อน 4 ล้อและมาพร้อมกับระบบไฮบริดจ ที่สามารถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าผสานกับเครื่องยนต์ได้ลงตัวทั้งล้อหน้าและล้อหลัง โดยเครื่องยนต์นั้นให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 197 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT 6speed รถคันนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 180 กม./ชม. และสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ทำได้ภายในเวลา 9.3 วินาที นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยมากมาย มีเซนเซอร์รอบคัน มีกล้องรอบคันที่ช่วยในระบบช่วยจอด ระบบตรวจจับสิ่งกิดขวางในขณะถอยโดยใช้สัญญาณเรดาร์ ระบบเตือนมาออกนอกเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติสามารถหยุดรถได้เองในขณะที่ขับตามรถด้านหน้า เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ในเวลากลางคืนด้วยระบบไฟหน้า LED สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นแม้ว่าจะเป็นทางโค้งก็ตาม นี่เป็นเพียงบางส่วนที่พุดมาในระบบความปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดจริงๆ สามารถติดตาได้ในเว็บไซต์ของ Lexus ได้

   เมื่อดูเรื่องของดีไซน์รอบๆ ตัวรถแล้ว จะเห็นว่าตัวกระจังหน้านั้นจะเป็นเอกลักษณ์ของทาง lexus เลยทีเดียว สไตล์ก็จะคล้ายๆ กับสายฟ้าฟาด ก็ดูโฉบเฉี่ยวน่าจะถูกใจใครหลายๆ คน ในส่วนของไฟหน้าดูเล็กลงแต่อัดแน่นด้วยไฟโปรเจคเตอร์ถึง 3 ชุดด้วยกัน สามารถปรับแสงสว่างทั้งในมุมตรง มุมหักเลี้ยว แล้วก็ทางโค้ง ไฟหน้าชุดนี้จะทำงานแบบอัตโนมัติทั้งหมด เพื่อให้ทัศวิสัยในการมองทางในเวลากลางคืนได้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดมุมอับที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ถัดมาก็มาดูมิติทางตัวรถด้านท้ายกันบ้าง จะสังเกตเห็นว่าตรงไฟท้ายนั้นจะถูกออกแบบมาให้ยื่นออกทางด้านข้างเล็กน้อย ทำให้ดูดุดันขึ้น รวมไปถึงการออกแบบให้เป็นไปตามหลักอากาศกลศาสตร์ด้วย เปิดประตูท้ายขึ้นมา จะเห็นว่ามีพื้นที่ใส่สัมภาระได้เยอะเลยทีเดียว กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบยังใส่ได้เลยครับแล้วก็มีเครื่องมือช่างรวมไปถึงยางอะไหล่มาให้ไว้เปลี่ยนด้วยในพท้นที่ด้านท้าย สำหรับราคาในรุ่นเริ่มต้นจะอยู่ที่ 2.7 ล้านบาท แต่ในรุ่นท๊อปก็จะมีประตูฝาท้ายที่เป็นแบบเซนเซอร์ไฟฟ้า สามารถเปิดปิดด้วยไฟฟ้าและระบบป้องกันประตูหนีบ ประตูชนพื้นที่สิ่งกีดขวางด้านบน ก็มีมาให้ครบเลย

   เมื่อเข้ามาดูที่ด้านในตัวรถ ไมว่าจะนั่งอยู่ในตำแหน่งของคนขับหรือผู้โดยสารก็ตามแต่ จะรู้สึกทันทีเลยว่าเป็นรถยนต์ที่พรีเมี่ยมมากๆ มีการแบ่งโซนด้านหน้าแยกชัดเจน ระหว่างความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เป็นการปรับโหมดเกียร์แบะควบคุมรถจะอยู่ทางโซนด้านล่าง สามารถปรับเกียร์ในโหมด eco , manual , sport plus ได้หมดเลย ส่วนโซนด้านบนก็จะมีหน้าจอขนาด 7 นิ้วที่ให้ความคมชัดมากเลยทีเดียว พร้อมกับระบบเครื่องเสียงรอบคันและชุดแอร์แบบออโต้แยกฝั่ง ในส่วนของพื้นที่ห้องโดยสารนั้นไม่ต้องห่วงเลย กว้างขวางสะดวกสบายทั้งเบาะที่นั่งแถวแรกและแถวที่สอง พืนที่เหนือศรีษะหรือพื้นที่ตรงบริเวณเข่า ก็มีเหลือให้นั่งได้สบายๆ สามารถเดินทางไกลได้อย่างดีเลยทีเดียวในรถคันนี้ครับ

   ในส่วนของการขับขี่นั้น ต้องบอกเลยว่าถ้าอยู่ในช่วงความเร็วต่ำ แล้วตัวมอเตอร์ไฟฟ้ายังมีแบตเตอร์รี่อยู่ จะสามารถใช้กำลังขับเคลื่อนแบบมอเตอร์ไฟฟ้าได้เต็มกำลังในช่วงความเร็วต่ำ ประมาณ 30-35 กม./ชม. แต่ถ้าเลยในช่วง 60 กม./ชม. ไปแล้ว เครื่องยนต์จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า แล้วจะขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อในเวลาที่จำเป็นและต้องการแรงกระชากที่มากพอในช่วงกดคันเร่งขึ้นไปได้ รู้สึกว่าขุมพลังเกือบๆ 200 แรงม้าในรถคันนี้ทำได้ดีเลยทีเดียว แต่จะบอกว่ารถคันนี้เป็นรถที่แรงใช่ไหม ตอบเลยว่าไม่ใช่ ถ้าขับในโหมดอีโค้ การตอบสนองคันเร่งถือว่าช้าและรถค่อนเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ แต่พอปรับมาโหมดสปอร์ต จะรู้สึกแตกต่างทันทีเลย มีอาการหลังติดเบาะ แต่ก็ยังคงทำงานควบคุมกับมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ ก็ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadged สินค้าอินเทรนด์ที่ใครหลายๆ คนสนใจและเป็นรถยนต์แบบรักโลกอีกหนึ่งคันเลยก็ว่าได้ครับ

TestDrive New MG 5 อีกหนึ่งยนตรกรรมที่ล้ำหน้าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

   108plaza ของเราในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งทริปเล็กๆ ที่จะได้นำเอาเรื่องราวที่ได้ไปทดสอบรถยนต์อีกหนึ่งค่ายจากแบรนด์ MG มาฝากเพื่อนๆ ทุกท่านที่ติดตามเว็บไซต์ของเราเรื่อยมานะครับ ครั้งนี้เราอยู่กับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ครับ New MG 5 เรื่องของรายละเอียดของรถคันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง แล้วจะน่าสนใจแค่ไหน ในส่วนของการพรีวิวและการทดสอบขับขี่ ในบทความครั้งนี้จะได้บอกถึงรายละเอียดทั้งหมดกันครับ

   New MG 5 มาพร้อมกับการดีไซน์ด้วยบอดี้ในสไตล์ คูป ดูปราดเปรียวด้วยชุดกระโปรงหน้าแบบ วีเชฟ ด้านบนหลังคายังมี ซันลูฟ ที่เลือกเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า ที่จะเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่และเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารที่เมืองไทยอาจจะเป็นเมืองร้อนก็จริง แต่ผมว่าคนไทยก็ยังต้องการอะไรที่มันดูมีระดับ และ ยังต้องการใช้งานในหลังคา ซันลูฟ นี้อยู่นะครับ ต่อมาก็ยังมาพร้อมกับไฟหน้าแบบเลนส์โปรเจคเตอร์ เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ได้ดีในตอนกลางคืนอีกด้วย แล้วด้านล่างก็ยังมีไฟ Daytime LED มาให้อีกด้วย เมื่อเข้ามาในห้องโดยสารต้องบอกเลยว่า มันดูกว้างขวางและสามารถใช้งานได้อเนกประสงค์เลยทีเดียว มองดูหน้าปัดก็เป็นการออกแบบในสไตล์สปอร์ต เป็นหน้าจอแบบดิจิตอลอัจฉริยะ พร้อมการควบคุมผ่านพวงมาลัยแบบ มัลติฟังก์ชั่น ตรงกลางมีเครื่องเสียงแบบ Touchscreen หน้าจอขนาด 7 นิ้วมาให้ด้วยและยังมาพร้อมกับระบบนำทางแบบ inkanet เป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อรถยนต์ MG 5 คันนี้ผ่านตัวสมาร์ทโฟนเพื่อสั่งการแบบไร้สายได้อีกด้วย ยังไม่แค่นั้น New MG 5 ยังมีระบบความปลอดภัยตามาตรฐานยุโรปถึง 9 ระบบในรถคันนี้ด้วยกัน อย่างเช่น เบรก ABS , EBD ระบบกระจายแรงเบรก EBA ระบบเสริมแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ SCS ระบบควบคุมการทรงตัว MSR ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน CBC ระบบควบคุมแรงเบรกขณะเข้าโค้ง TCS ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถลของตัวรถ HAS ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน และสุดท้ายระบบ ITPMS เป็นระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ถูกอันดแน่นมาในรถ MG 5 คันนี้

   ในด้านของเครื่องยนต์เองมี 2 ตัวให้เลือกใช้งานกันนะครับ ตัวแรกจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ที่ให้ชุมพลังมาที่ 106 แรงม้าที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 135 นิวตัน-เมตรที่ 4500 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมันิแบบ 4 speed แล้วก็อีกหนึ่งรุ่น คือเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้ขุมพลังมาที่ 129 แรงม้าที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิด 210 นิวตัน-เมตรที่ 2000-4400 รอบต่อนาที ที่มาพร้อมกับชุดเกียร์ออโต้ 6 speed และสามารถเปลี่ยนให้เป็นโหมด manual ได้เพื่อเพิ่มอารมณ์ในการขับขี่แบบสปอร์ตมากขึ้น

   สำหรับการวางเป้าหมายในตลาดของ New MG 5 คันนี้ต้องบอกว่าอยู่ในตลาดแบบ B segment ที่มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 6.4 แสนบาท แต่เรื่องของความใหญ่ของตัวรถนั้นดูเหมือนว่าจะไปเทียบกับรถในกลุ่ม C segment ได้เลยทีเดียวครับ อีกหนึ่งอย่างที่ดูเหมือนจะตอบโจทย์คนที่อยากจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในทุกตัวเลือกได้นั้น MG 5 จะสามารถเลือกตัวที่เป็นเครื่องยนตะรรมดา และ แบบเครื่องยนต์เทอร์โบเอง ในรุ่นที่เป็นตัวท็อปได้ ใครอยากได้หลังคา ซันลูฟ ก็มีให้เลือกกันในรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดาด้วย รวมไปถึงอุปกรณ์สุดล้ำด้านในตัวรถอย่าง inkanet ซึ่งระบบนี้เจ้าของรถเองสามารถเชื่อมต่อระบบต่างๆ ในตัวรถจากสมาร์ทโฟนของคุณเอง รวมไปถึงส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการที่สามารถตรวจเช็คความผิดปกติของระบบภายในได้ รวมไปถึงสั่งล็อครถผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วย ชุดแอร์เป็นแบบสวิทช์กดเป็นแบบ manual ธรรมดา แต่อีกหนึ่งจุดบกพร่องที่ดูเหมือนว่าจะแก้ไขไม่ได้คือ ผมเองเป็นคนตัวสูงครับ 180 เซน ตำแหน่งเบาะค่อนข้างจะปรับมาสูง แล้วปรับลงไม่ได้ ทำให้พื้นที่ headroom นั้นเหลือน้อยครับ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลเสียต่อการขับขี่แต่อย่างใดครับ แต่ในส่วนของตำแหน่งเบาะหลัง นั่งได้สบายแล้วก็สามารถสอดขาเข้าไปในตำแหน่งเบาะหน้าได้สบายเลย

   มาถึงโหมดของการทดสอบขับขี่รถยนต์ที่เป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้กันครับ ซึ่งผมและทีมงานได้ทำการทดสอบในตัวเครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ใครที่คาดหวังกับเครื่องยนต์เทอร์โบของทาง MG 5 คันนี้ว่าต้องแรง ต้องหลังติดเบาะ คันเร่งตอบสนองได้ดีในช่วงต้น บอกเลยว่าไม่ครับ เป็นเครื่องยนต์ที่ปรับมาให้มีความนุ่มนวลเสียมากกว่า ไม่ได้แบบว่าจะปรุ๊ดปร๊าดอย่างที่หลายๆ คนคิดไว้ แต่ว่าในช่วงแรงปลาย ตั้งแต่ 100-140 อันตราเร่งและชุดเกียร์ทำได้ดีครับ เรียกว่าเป็นรถที่ขับไกลๆ ได้สนุก ไม่รู้สึกเหนื่อย ว่ากันอย่างนั้นแล้วกันนะครับ

Preview BMW i8 สุดยอดยนตรกรรมของ BMW ที่รวบรวมเอาเทคโนโลยีมาไว้ในรถคันนี้

 

   ในการพรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสสุดยอดยนตรกรรมจากค่าย BMW ครับ ในครั้งนี้ 108plaza ของเราอยู่กับรถยนต์ BMW i8 นั้นเอง ซึ่งหลายๆ คนอาจจะเคยได้เห็นรูปโฉมและเทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์คันนี้มาแล้วบ้างในโลกออนไลน์ แต่ครั้งนี้เนี่ย เราจะมาพรีวิวกันเป็นทริปเล็กๆ ที่จะได้ทดสอบการขับขี่บ้างบางส่วน รวมไปถึงดูรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่อัดแน่นมาในรถคันนี้ ไม่รอช้าครับ ไปกันเลยดีกว่า

   เรียกได้ว่า BMW รอบนี้มาแรงครับ ได้พัฒนาเรื่องของการนำเทคโนโลยีแบบ ไฮบริจ มาปรับแต่งและพัฒนาให้สอดคล่องไปกับการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัวมากขึ้น ก็ต้องบอกว่า BMW นั้นพลิกหน้าประวัติศาสตร์ที่ว่า รถสปอร์ต นั้นต้องแรง ต้องเร็วเอาไว้ก่อน แต่รถสปอร์ตคันนี้มันมาพร้อมกับความประหยัดด้วยเครื่องยนต์แบบ Plugin Hybrid โดยการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 131 แรงม้า ที่ล้อหน้า ขณะเดียวกันที่ล้อหลังก็จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบ ขนาดความจุเครื่องยนต์อยู่ที่ 1500 ซีซี ให้กำลังสูงสุดที่ 231 แรงม้า ที่ 5800 รอบต่อนาที เมื่อรวมพละกำลังกันทั้ง 4 ล้อแล้วจะได้แรงม้าที่มากถึง 362 แรงม้า ด้วยความแรงแบบนี้ก็ทำให้อัตราเร่งที่ทำได้จาก 0-100 อยู่ที่เวลาเพียง 4.4 วินาทีเท่านั้นเองนะครับ แล้วก็สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ได้ 256 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อดูสเปคเครื่องยนต์ไปแล้ว ถอยห่างมาอีกนิด มามองดูรอบๆ รถกันบ้าง ด้วยการออกแบบตัวรถที่ล้ำสมัยด้วยไฟหน้าแบบ LED แล้วก็ไฟเลเซอร์ที่ล้ำสมัย โดยทุกส่วนของตัวรถอย่างที่เพือ่นๆ เห็นในภาพนะครับ จะถูกออกแบบให้เป็นไปตามหลัก แอร์โร่ไดนามิก ทั้งคันเลยทีเดียว ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีบนรถสปอร์ตแบบนี้เอาไว้เป็นตัวแรกๆ ที่จะนำสมัย ในเรื่องของความประหยัดและความแรงได้ดีเลยทีเดียวครับ

   เดินๆ ดูอยู่รอบรถอยู่นานครับ ไม่รอช้า เปิดประตูเข้าไปดูภายในกันบ้างครับ แน่นอนว่ารถคันนี้เนี่ยต้องเปิดประตูแบบสวิงขึ้นเหมือนกับปีกนกนะครับ ด้วยการออกแบบประตูทำให้น้ำหนักการเปิดปิดมีน้ำหนักเบาครับ แต่การเข้านั่งในตัวรถต้องบอกว่าต้องกะท่าทางการเข้านั่งนิดหนึ่งครับในช่วงแรกๆ แต่ถ้าใช้ทุกๆ วันก็อาจจะชินไปเอง ภายในตกแต่งด้วยโทนสีที่เป็นสปอร์ตด้วยคาร์บอน์เทปลาร์ครับ เมื่อมองตรงดูด้านหน้าครับ เรือนไมค์ต่างๆ ในตัวรถเป็นแบบดิจิตอลทั้งหมดเลย จะสามารถปรับเปลี่ยนไปตามโหมดของการขับขี่แบบอัตโนมัติด้วย ตำแหน่งในการนั่งของเบาะนั้นสามารถปรับยกสูงขึ้นได้ แต่ด้วยตัวผมเองที่สูงประมาณ 175 เนี่ยต้องปรับต่ำลงครับ เมื่อยกขึ้นสูงจะรู้สึกว่าตำแหน่งเสาร์เอด้านหน้าเนี่ยมันจะบังไปนิด แต่พอปรับต่ำลงก็รู้สึกว่านั่งติดกับพื้นรถไปเลยทีเดียว ก็ให้อารมณ์สปอร์ตได้อย่างดีเลยนะครับ ในส่วนของการตกแต่งภายใน จากแผงคอนโซนราดยาวไปจนถึงช่องแอร์ แล้วก็แผงประตู ให้อารมณ์ที่ล้ำสมัยดีเลยทีเดียว แต่ใครที่เป็นแฟนพันธ์แท้ BMW มาในหลายๆ รุ่นก่อนหน้านี้จะรู้สึกว่ามันก็ตกแต่งภายในได้คล้ายๆ กันนะ อะไรแบบนั้น อันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวนะครับ แต่ผมกลับมองว่าการตกแต่งภายในมันยังไม่หรูหราสมกับเป็นรถสปอร์ตมากเท่าไหร่ ด้วยตัวแผงของหลังคารุ่นอื่นๆ เป็น อคันทาลาร์ แต่คันนี้ยังเป็นผ้าแบบธรรมดาอยู่ ตัวม่านบังแดดก้เป็นกระจกฟิล์มเลื่อนออกมาเพียงเท่านั้นเอง ในส่วนของคอนโซนกลางถูกวางไว้ด้วยแบตเตอร์รี่แบบรีเที่ยมที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัมเลยที่เดียว แล้วก็ถามผมว่ารถสปอร์ตแบบนี้มีมุมอับเยอะไหมในการขับขี่ บอกเลยว่าเยอะครับ ด้วยตัวถังด้านหน้าค่อนข้างยาว แล้วตำแหน่งการนั่งอยู่ต่ำด้วย การจอดในที่แคบ หรือเนินสูง และการถอยจอดนั้นมีมุมอับแน่นอน แต่ด้วยเทคโนโลยีกล้องรอบคันมีมาให้ กล้องด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ก็ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายขึ้นครับ

   สำหรับพื้นที่ทางเบาะด้านหลังนะครับ ใครที่ตัวสูงเนี่ยไม่แนะนำให้ไปนั่งนะครับ น่าจะเอาไว้เก้บสำภาระมากกว่าที่จะนั่ง เพราะลองเข้าไปนั่งแล้วต้องเอียงคอ นั่งไม่ได้ครับ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กนั่งได้สบายครับ ในส่วนของการทดสอบขับขี่รถสปอร์ตที่เป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เราได้พรีวิวกันในวันนี้นะครับ ต้องบอกว่าถ้าใช้ในเมืองจะให้อารมณ์ประหยัดมากเลยทีเดียว ด้วยการทำงานของเครื่องยนตืไฮบริจ ที่ได้ความเร็วถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง พอเร่งความเร็วมากกว่านั้นเครื่องยนต์ด้านหลังจะทำงานทันทีครับ เรียกว่าอัตราเร่งนั้นหลังติดเบาะได้ง่ายๆ ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริจครับ ใครที่อยากสัมผัสตัวจริงของ BMW i8 คันนี้ก็ลองไปทดสอบกันได้ตาศูนย์บริการทั่วไปได้แล้ววันนี้

Review สกู๊ตเตอร์ Scomadi Turismo Leggera TL-125


   108plaza มีรถมอเตอร์ไซต์คันเล็กๆ ที่เรียกว่า สกู๊ตเตอร์ อีกหนึ่งรุ่นมาเป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ที่จะนำมารีวิวกันในครั้งนี้นะครับ ซึ่งก็คงคิดว่าน่าจะถูกใจคนที่ชอบขับมอเตอร์ไซต์ไปเที่ยวในระยะทางใกล้ๆ ที่เส้นทางบรรยากาศดีๆ กินลมชมวิว หรือไม่ก็ใครที่อยู่ในเมือง ที่พื้นที่การจราจรติดขัดมากๆ การที่เราใช้รถมอเตอร์ไซต์หรือสกุ๊ตเตอร์คันเล็กๆ ที่จะเข้าซอก เข้าซอย ก็อาจจะเป็ฯอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางที่รวดเร็วกว่ารถยนต์ก็เป็นได้นะครับ แล้วในครั้งนี้ผมก็มีสกู๊ตเตอร์คันนี้มารีวิวกันครับ ไปดูกันเลย

   นี่แหละครับสกู๊ตเตอร์ที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ในรูปด้านบนนี้แหละครับ ที่เราจะมารีวิวกัน มีชื่อรุ่นว่า Scomadi Turismo Leggera TL-125 ครับ ชื่อเรียกอาจจะยาวนิดหนึ่ง แต่ถ้าเรียกสั้นๆ ก็จะเรียกว่า Scomadi TL-125 สำหรับรถสกู๊ตเตอร์คันนี้นะครับ ก็เป็นรถสันชาติอังกฤษ แต่ตอนนี้เองก็ย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศจีนแล้วนะครับ เดี่ยวเราจะเริ่มต้นรีวิวกันด้วยตัวสเปคของเครื่องยนต์กันก่อนเลยครับ ซึ่งเครื่องยนต์ก็จะเป็นแบบเครื่องยนต์ออโตเมติกส์ ขนาดความจุอยู่ที่ 125 ซีซี ให้ขุมพลังของเครื่องยนต์มาที่9.86 แรงม้า ตัวระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยังเป็นแบบเก่าอยู่ ก็คือระบบคาบูเรเตอร์ ตัวรถรุ่นนี้จะยังไม่มีระบบหัวฉีดนิยมใช้กันในทุกวันนี้นะครับ เมื่อดูการดีไซน์รอบๆ ตัวรถไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ สำหรับความคิดเห้นของตัวผมเอง คิดว่ามันคล้ายกับรถสกู๊ตเตอร์ในหลายๆ รุ่นที่มาขายในบ้านเรานะครับ อย่างเช่น ตัวแรมโบ้ 125 แล้วก็ตัวอื่นๆ ทั้งในเรื่องของการวางตำแหน่งเครื่อง การวางปั้มเบรกและส่วนต่างๆ นะครับ

   ซึ่งการรีวิวของเราในครั้งนี้นะครับ ก็ได้มีโอกาสที่จะได้ทดสอบการขับขี่ในช่วงระยะสั้นๆ นะครับ ซึ่งผมเองก็รู้สึกว่าในช่วงแรงต้นจนถึงแรงกลาง ที่ในความเร็วประมาณ 60 ไปจนถึง 90 กิโลเมตรเนี่ย สามารถทำงานได้ดีบนเครื่องยนต์ขนาดเล็กแบบนี้นะครับ แล้วในช่วงทางที่โล่งๆ เนี่ยนะครับ ก็ได้ได้ทำความเร็วไปจนถึงความเร็วสูงสุดที่รถจะทำได้ก็อยู่ที่ประมาณ 100 ฏิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยนะครับ ถือว่าในช่วงตั้งแต่ 90-100 เนี่ยนะครับ จะค่อยๆ มา ต้องอาศัยความเร็วรอบที่เครื่องยนต์จะทำได้ แต่ก็ถือว่าใช้งานได้ดีนะครับ รถสกู๊ตเตอร์คันเล็กๆ แบบนี้ แล้วสามารถทำความเร็วได้ 90 กิโลเมตรแบบนิ่งๆ ขับได้สบายๆ เนี่ยผมว่าโอเครเลยครับ สำหรับตัวบอดี้โดยรวมด้านนอกเนี่ย จะเป็นพลาสติกแบบ ABS ที่ให้ความเบาแต่ก็แข็งแรงครับ แต่เมื่อนำรถไปวิ่งอยู่บนถนนที่เป็นทางหลุมหรือทางขรขระ หรืว่าวิ่งอยู่บนลูกนะนาดเนี่ย จะได้ยินเสียงของพลาสติกที่สั่นได้ชัดเจนดีทีเดียวครับ ส่วนตัวหน้าปัดแสดงผลของตัวรถนั้น ก็เป็นแนวที่ออกแบบมาผสมผสานกันด้วยมตรวัดแบบดิจิตอลผสมกับตัวมาตรวัดแบบเข็มที่เป็นแนวคราสสิกนิดๆ ก็ทำได้ลงตัวดีครับ มีทั้งตัววัดรอบเครื่อง มีทั้งบอกความเร็วขณะวิ่ง มาตรวัดระดับน้ำมัน สำหรับตัวระบบป้องกันการสั่นสะเทือนของตัวรถนั้น ด้านหน้าจะเป็นแบบโช๊คคู่หน้า ด้านหลังก็จะเป็นโช๊คเหมือนกัน จากการได้ทดสอบขับขี่ทั้งทางเรียบ แล้วก็ทางขรุขระนั้น จากความรู้สึกที่ได้นั้น ผมว่ามันค่อนข้างหนึดไปนิดหนึ่งครับ เวลาที่ลงหลุมก็จะรู้สึกว่ามันแข็งไปนิด ก็สามารถปรับแต่งเรื่องของโช๊คได้นะครับ ก็จะเลือกว่าจะเอาแบบนุ่มนวลหรือว่าจะเอาแบบหนึดๆ แต่ผมเองถ้าเป็นรถแนวคันแล็กๆ แบบนี้ เป็นรถสกู๊ตเตอร์แบบนี้ มันใช้ความเร็วไม่ได้เยอะ ก็จะใช้ความเร็วระดับกลาๆง แค่ 60-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น เรื่องของเความนุ่มนวลผมว่าสำคัญครับ เพราะว่ามันจะทำให้การขับขี่นั้นสะดวกสบายขึ้นนั้นเอง ในส่วนของระบบเบรกนะครับ ก็จะเป็นระบบเบรกแบบจานดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ก็ทำให้การเบรกในระยะสั้นเนี่ยได้ความมั่นใจพอสมควรครับ แต่รถคันเล็กๆ แบบนี้ถ้าเบรกแรงๆ ก็อาจจะทำให้เสียการทรงตัวได้ ก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ในช่วงแรกๆ ทีบางท่านอาจจะไม่เคยขับขี่รถแบบนี้มาก่อนนะครับ

   ใครที่ชอบรถสกุ๊ตเตอร์แบบนี้นะครับ เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่สามารถวิ่งในระยะทางไกลๆ ได้นะครับ ความจุถังน้ำมันที่ให้มาอยู่ที่ 11 ลิตร อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันจะอยู่ที่ 33 กิโลเมตรต่อลิตร ก็วิ่งกันยาวๆ 300 กิโลเมตรต่อถังได้เลยนะครับ ก็ถือว่าเป็นรถสกู๊ตเตอร์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจครับครับ

Review Benelli TNT 25 มอเตอร์ไซต์ความจุ 250cc แต่ราคาไม่ถึงแสน

 

   สวัสดีเพื่อนๆ ชาว 108plaza ทุกท่านนะครับ แล้วก็เพื่อนๆ นักบิด 2 ล้อ ทุกท่านด้วย ในตอนนี้ผมก็มีมอเตอร์ไซต์ที่อยู่ในกระแสตอนนี้อีกหนึ่งคัน ที่เรียกได้ว่าเป็นมอเตอร์ไซต์ที่ดีไซน์ได้ถูกใจใครหลายๆ คนที่ชอบขับขี่ 2 ล้อ ที่ราคาก็ไม่แพงด้วยนะครับ เชื่อว่าวัยรุ่นหลายๆ คนที่อยากจะมีมอเตอร์ไซต์คันเก่งเป็นของตัวเองสักคันหนึ่ง แต่งบไม่พอที่จะซื้อราคาแพงๆ ผมว่ารถมอเตอร์ไซต์รุ่นที่เราจะทำการรีวิวในครั้งนี้เนี่ยนะครับ จะอยู่ในความสนใจของทุกท่านอย่างแน่นอน

   สำหรับมอเตอร์ไซต์คันที่อยู่ด้านบนนี้คือ Benelli รุ่น TNT 25 ครับ เป็นมอเตอร์ไซต์ความจุเครื่องยนต์ที่ 250 ซีซี เรียกว่าความแรงก็พอที่จะซิ่งได้แหละครับ แล้วความที่รถรุ่นนี้กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้นะครับ ก็เพราะว่าในเรื่องของราคาที่ไม่แพงมากนักนะครับ บอกราคากันก่อนเลยแล้วกัน เผื่อว่าจะมีใครสนใจจะได้อ่านต่อไปจนจบนะครับ ราคาของรถรุ่นนี้อยู่ที่ 95,000 บาท ยังมีทอนครับ สำหรับเรื่องของการดีไซน์ตัวรุ่นนั้นถ้าใครที่เป็นแฟนของ benelli แล้วก็เห็นรุ่นพี่อย่าง TNT 300 มาแล้ว จะรู้ว่าตัว TNT 25 ตัวนี้ก็มีการออกแบบที่คล้ายคลึงกับรุ่นพี่มาบ้างนะครับ เป็นรถมอเตอร์ไซต์ที่ออกแบบมาสไตล์แน็กเก็จครับ ในส่วนของล้อด้านหน้าจะแตกต่างจากตัว TNT 300 ก็ตรงที่มีจานดิสก์เบรกเพียงจานเดียว ไม่ใช่จานดิสก์คู่เหมือนรุ่นพี่ ส่วนเฟรมด้านท้ายนั้นเป็นเฟรมแบบถักก็ดูสวยงามดี ตัวเบาะก็เป็นแบบ 2 ชั้น แยกอิสระนะครับ แล้วตัวเบาะในด้านท้ายนั้นก็เป็นเบาะที่สามารถเปิดได้ ด้านล่างก็จะมีพื้นที่ว่างให้เก็บเครื่องมือการซ่อมอะไรเล้กๆ น้อยๆ ได้ แต่ข้อเสียที่ผมเห็นอีกนิดหนึ่งในรถคันนี้อย่างแรกเลย ตัวสวิงอาร์มที่เป็นเหล็กจะดูเล็กไปนิดหนึ่ง ดูไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่ ถัดมาตัวไฟหน้าเป็นแบบฮาโรเจน ไฟเลี้ยวทั้งหน้าและหลังและไฟท้ายก็เป็นแบบ LED ส่วนหน้าจอแสดงการควบคุมรถต่างๆ นั้นก็เป็นแบบ ผสมกันระหว่างมาตรวัดแบบดิจิตอล และ อานาร็อก ซึ่งตัวมาตรวัดต่างๆ ก็จะเป็นแบบดิจิตอล แต่ตัววัดรอบเครื่องก็จะเป็นอานาร็อกมาให้ ส่วนตัวล้อแม็กเนี่ยก็ดูออกทันทีเลยว่าเป็นสไตล์ของ benelli เค้า ให้มาขนาดขอบ 17 นิ้ว ยางหน้าขนาด 110/70 ยางหลังมีขนาด 140/70 ก็ให้ยางที่ใหญ่มาเลยนะครับ ความจุของถังน้ำมันรถคันนี้อยู่ที่ 16.5 ลิตร ก็เยอะพอสมควรเลยครับ เรียกว่าเติมเต้มถังเนี่ยก็เดินทางกันได้ระยะทางไกลๆ ได้เลยทีเดียว ขนาดของเครื่องยนต์กันบ้างครับ มีความจุ 250 ซีซี 1 สูบ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ ระบบจ่ายน้ำมันเป็นแบบหัวฉีด รถคันนี้มีแรงม้าอยู่ที่ 24.2 แรงม้าที่ 9000 รอบต่อนาที แล้วก็มีแรงบิดอยู่ที่ 21 นิ้วตัน-เมตรที่ 7000 รอบต่อนาที ก็ถือว่าสเปคของเครื่องยนต์ขนาดนี้เนี่ย ก็ทำได้ดีเลยทีเดียวครับ ระบบเกียร์ที่ใช้ในรถรุ่นนี้ก็เป็นเกียร์แบบ 6 speed

   ความรู้สึกเมื่อได้ลองคร่อมรถคันนี้แล้ว รู้สึกว่าให้ท่าทางในการขับขี่ที่สบายดีครับ ตัวผมเองเนี่ยสูง 173 เซนติเมตรนะครับ ก็เรียกว่าคร่อมได้สบาย ตัวแฮนต์เป็นแฮนต์บาร์ที่ไม่สูงมากเกินไป ก็รู้สึกว่าระดับการขับขี่ด้วยท่าทางที่หลังเอียงเล็กน้อย ไม่ตรงมากเกินไปแบบนี้ รวมไปถึงตำแหน่งการวางเท้าที่ทารได้พอดีกับตัวรถแลละผู้ขับขี่ที่ตัวสูงๆ นิดหนึ่งเนี่ยนะครับ เรียกว่าคนที่สูง 190 เซนติเมตร ก็ขับขี่ได้ดีครับ น้ำหนักของตัวรถทั้งคันอยู่ที่ 150 กิโลกรัม ก็ไม่หนักเกินไป ผมว่าผู้หญิงก็ขี่ได้นะรถคันนี้ ตามความคิดของผมเองแล้วเนี่ย ผมว่าเท่าที่ดูจากข้อมูลที่ได้มาบอกกับเพื่อนๆ รวมถึงตัวผมเองก็ได้ไปสัมผัสตัวจริงกันมาแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นรถมอเตอร์ไซต์ที่ทำมาได้ดีครับ ทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ ทั้งเรื่องของอารมณ์ในการขับขี่ เรื่องที่สำคัญมากเลย ก็คือเรื่องของราคาที่มันมีราคาไม่แพงมากนัก

   ใครที่สนใจ benelli TNT 25 คันนี้ที่เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันในครั้งนี้นะครับ ก็สามารถไปสัมผัสตัวจริงกันได้ตามโชว์รูมต่างๆ รวมไปถึงศูนย์บริการต่างๆ ทั่วประเทศนะครับ ส่วนครั้งหน้าเราจะมีอะไรมารีวิวกันอีกนั้น ต้องให้เพื่อนๆ ได้คอยติดตามและให้กำลังใจด้วยการกด like กด share facebook//108plaza ของเรากันด้วยนะครับ

TestDrive GPX CR5 150cc รถมอเตอร์ไซต์สัญชาติไทยที่ดูดี มีสไตล์

 

   สวัสดีเพื่อนๆ ชาว 2 ล้อทุกคนเครับ gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้เป็นรถมอเตอร์ไซต์ครับ ใครที่รักการขับขี่บิ๊กไบท์ต้องห้ามพลาด เพราะครั้งนี้ 108plaza ของเราจะทำการรีวิวรายละเอียดของตัวรถมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบท์ยี่ห้หนึ่ง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นยี่ห้อของไทย ผลิตออกมาจากโรงงานของไทยเช่นกัน แต่รูปทรงของตัวรถนั้นดูสปอร์ต โฉบเฉียวมากเลยทีเดียว เรียกว่าดีไซน์ของรถนั้นผมว่าสวยไม่แพ้รถญี่ปุ่น หรือรถมอเตอร์ไซต์แบรนด์ดังๆ เลยนะครับ เดี่ยวผมจะพาทุกท่านไปชมกันว่า สเปคของตัวรถนั้นเป็นอย่างไรบ้าง อารมณ์ในการขับขี่จะแรงถึงใจนักบิดอย่างเราๆ หรือไม่ มาดูกันครับ

   รถเตอร์ไซต์ 2 ล้อคันใหญ่ที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ในรูปด้านบนนี้เป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยครับ แล้วก็พัฒนาโดยคนไทยด้วย มีชื่อรุ่นว่า GPX CR5 150 ซีซี แต่ก่อนที่จะไปทำการทดสอบม้าพยศตัวนี้กันเนี่ยนนะครับ ผมจะรีวิวรายละเอียดของตัวรถรอบๆ คันกันสักนิดหนึ่ง เริ่มด้วยตัวไฟหน้าแบบโคมไฟเดียวที่ด้านในใช้หลอดแบบ ฮาโรเจน ภายในโคมก็จะมีไฟ daylight LED ขนาบข้างเอาไว้อยู่ ก็ดูสวยงามในการเปิดตอนกลางวันนะครับ ในส่วนถัดมาก็จะมีแฮนต์เป็นท่อกลมสีดำเทาดูดุดันเพิ่มขึ้น ในส่วนของสวิทซ์ด้านขวาก็จะมีปุ่มเปิดปิดไฟ ปุ่มไฟผ่าหมาก ปุ่มสตาร์ท มองขยับเข้ามาตรงกลางก็จะเห็นเป็นมาดวัดด้านหน้า ที่ผสมผสานกันด้วยมาดวัดแบบดิจิตอลกับอานาร๊อกได้ลงตัวทีเดียวครับ ตัวเรือนไมท์จะเป็นดิจิตอล มาดวัดรอบจะเป็นอานาร๊อก แล้วก็มีไฟบอกเกียร์บนแผงหน้าปัดมาให้ด้วย ใครที่เป็นมือใหม่ ไม่ชีนกับการขับขี่ก็ช่วยได้เยอะ ขยับมามองที่ตรงแฟริ่งค์ด้านข้างกันบ้าง วัสดุที่นำมาทำนั้นเป็นไฟเบอร์ก็ดูแข็งแรงในระดับหนึ่งครับ พร้อมกับมีสติ๊กเกอร์เขียนชื่อรุ่นติดเอาไว้เลย ถัดมาเป็นเบาะนั่งแบบตอนเดียวแต่ด้านท้ายจะยกระดับอย่างที่เห็นในรูปนะครับ ซึ่งความนุ่มของเบาะก็ทำให้การขับขี่นั้นอยู่ในท่าที่สบายครับ ขับกันได้ยาวๆ เลยทีเดียว แต่สำหรับเบาะของผู้โดยสารด้านหลัง ก็อาจจะต้องพักบ้างถ้าอยู่ในระยะทางไกลๆ นะครับ

   ทีนี้มาดูในส่วนของเครื่องยนต์กันบ้างดีกว่าครับ เป็นเครื่องยนต์ความจุขนาด 150 ซีซี แบบคาบูเรเตอร์ 1 ลูกสูบ มาพร้อมกับระบบกันสั่นสะเทือนแบบโช๊คหน้าคู่ ด้านหลังจะเป็นโช๊คเดี่ยว มาที่ระบบเบรกกันบ้างครับ จะเป็นแบบดิสก์เบรกหน้าหลัง มาพร้อมกับล้อแม็กซ์สีดำแบบ 5 ก้าน เมื่อดูไปรอบๆ คันก็จะพบว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่ดูดุดัน สมตัว วัสดุต่างๆ ผมว่ามันสอบผ่านนนะครับ เรื่องของความแข็งแรง เรื่องของวัสดุที่นำมาทำไมว่าจะเป็นท่อใหญ่ เฟรมดูแข็งแรง ดูๆ แล้วสวยครับ

   มาถึงช่วงที่จะได้ลองปราบเจ้าม้าพยศตัวนี้แล้วครับ การทดสอบขับขี่ GPX CR5 คันนี้นะครับ เราทำการทดสอบด้วยกัน 2 แบบ 2 เส้นทางครับ ในเส้นทางแบบแรกนั้นเราไปทดสอบในทางขึ้นเขาที่มีโค้งและก็มีทางตรงให้ได้ทดสอบกัน ด้วยน้ำหนักตัวรถที่ไม่หนักมากเนี่ยนนะครับ พร้อมกับวงเลี้ยวที่กว้างพอสมควร ทำให้อารมณ์ในการเข้าโค้งเนี่ยมันทำได้ง่ายแล้วก็คล่องตัวดีครับ แต่ต้องบอกว่าเรื่องของน้ำหนักรถที่เบา ถ้าใครที่ขับไม่เป็น ยังไม่รู้จักกับตัวรถมากนักเนี่ย ผมว่าต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วต่ำนะครับ ซึ่งตอนที่ผมได้ทดสอบขับแรกๆ เนี่ยเวลาเข้าโค้งจะรู้สึกว่าด้านหน้าจะมีน้ำหนักที่เบา ก็กลัวหลุดไปบ้างเหมือนกัน แต่พอได้จับจนชีนก็โอเครครับ ต่อมาก็มาทดสอบกันในเส้นทางตรงเพื่อวัดความแรงของตัวรถกันบ้างครับ ต้องบอกว่าแรงต้นในช่วงเกียร์ต่ำๆ เนี่ยทำได้ดีเลยทีเดียวครับ มีแรงท๊อกซ์ที่สามารถดันรอบขึ้นไปได้ดี เมื่อผมได้ลองอัดเต็มๆ ในทางตรงจะได้ความเร็วอยู่ที่ 125-130 ได้อยู่แบบยังไม่สุดนนะครับ เพราะผมไปทดสอบในถนนจริงๆ

ซึ่งอาจจะทำความเร็วได้ไม่เยอะเท่าที่ควร ซึ่งถ้าให้คิดว่าได้ไปลอง gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ในสนามก็อาจจะทำความเร็วได้เยอะกว่านี้อีกนิดหนึ่งนะผมว่า ตัวระบบเกียร์ก็เป็นแบบ 6 speed ตามมาตรฐานของรถ ซึ่งความรู้สึกในการขับอยู่ในเส้นทางราดชันตอนที่ไปบนเขานะครับ ในช่วงเกียร์ต่ำ 123 หรือ 321 เนี่ยมีการชิปเกียร์ได้ค่อนข้างรวดเร็ว ตอบสนองต่อการใช้งานได้ดี โดยเฉพาะเส้นทางราดชัน ในช่วงที่เราลงเขา ต้องใช้ engine เบรกเนี่ยนะครับ สามารถทำได้ดีครับ ตัวรอบเครื่องมีแรงดึงได้ดีเลยทีเดียว แต่ข้อสังเกตของผมที่ดูเหมือนจะแปลกไปกว่ารถบีกไบท์ค่ายอื่นๆ ก็คือตรงองศาของแฮนต์ที่ปรับเฉจมาไม่ค่อยเหมือนกับรถค่ายอื่นๆ ที่รถคันนี้จะมีองศาของตัวแฮนต์จับที่ค่อนข้างจะกว้างกว่าค่ายอื่นๆ ซึ่งถ้าได้มาลองขับในช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกผิดธรรมชาติไปนิดหนึ่ง แต่ว่าเมื่อได้ขับแล้ว เมื่อเราอยู่ในช่วงแบนโค้งหรือเทโค้งลงไปเนี่ย ผมว่าองศาประมาณนี้ก็ทำได้ดีเช่นเดียวกันนะครับ

พรีวิว Honda Accord 2016 เปิดตัวแล้วพร้อมราคาค่าตัว

   108plaza พรีวิวสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ มาเอาใจคนรักยานยนต์กันสักนิดหนึ่งครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบรถยนต์แบบ sedan ที่มีความพรีเมี่ยม พร้อมๆ กับความปลอดภัยในการขับขี่ที่เปี่ยมทั้งสมรรถนะแบบความสะดวกสบาย ตอนนี้ค่ายรถยนต์อย่าง ฮอนด้า เองก็ได้มีการเปิดตัวมาอย่างเป็นทางการแล้วเรียบร้อย กับรถยนต์รุ่นใหญ่อย่าง accord ตัวใหม่ล่าสุดในปี 2016 ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้นะครับ เรียกว่ารูปโฉมจะเป็นอย่างไร จะถูกใจคนไทยและแฟนๆ ที่ต้องการรอคอยการเปิดตัวรุ่นพี่ใหญ่รุ่นนี้หรือเปล่า มาดูกันครับ

   เรียกได้ว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิมปี 2015 นั้นก็ถือว่าค่อนข้างเยอะครับ แต่ก่อนที่จะไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถเบื้องต้นเนี่ย เรามาดูข้อมูลหลังจากที่ ฮอนด้า เองมีการเปิดตัวแล้วก็เปิดสกู๊ปโฆษณามาทางทีวีก่อนดีกว่าครับ ถ้าเอาตามโฆษณาของทาง ฮอนด้า เองเลยก็ต้องบอกว่า รถยนต์ New Honda Accord 2016 ใหม่นี้เป็นการเปลี่ยนนิยามของที่สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมี่ยมแบบ ซีดาน เข้ามาสู่โลกแห่งความหรูหราเหนือระดับ ซึ่งถ้าดูจากการเปิดตัว Honda accord 2016 นั้นก็ต้องบอกว่ายังคงดีไซน์เดิมๆ เอาไว้บ้างบางส่วน อยางเช่น ด้านข้างของตัวรถแล้วเส้นสายบางตำแหน่งที่ยังคงไว้อยู่ พร้อมกับห้องโดยสารที่ยังเน้นความสะดวกสบายระดับพรีเมี่ยมอยู่เช่นกัน แล้วก็อัดแน่นมากับเทคโนโลยีความปลอดภัย เรียกว่าเป็นการเปิดตัวรถยนต์ที่มีความพรีเมี่ยมอยู่พอสมควรครับ

   โดย Honda accord 2016 นี้เปิดตัวมาด้วยกัน 3 รุ่นย่อย มีให้เลือกกันตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.0 E มีราคาเปิดตัวมาที่ 1,385,000 บาทครับ แล้วก็มีรุ่นใหญ่ขึ้นมาเรียกว่าเป็นรุ่นท็อปของรุ่นนี้เลยในเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 EL มีราคาเปิดตัวมาที่ 1,445,000 บาท แต่ก็มีมีรุ่นท็อปของเครื่องยนต์บล็อกที่แรงกว่านี้อีกหนึ่งรุ่น ถือว่าเป็นรุ่นท๊อปที่สุดในการเปิดตัวรถยนต์ Honda accord 2016 นี้ก็ว่าได้ เป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.4 EL มีราคาเปิดตัวมาที่ 1,635,000 เรียกว่าใครชอบรุ่นไหน ระดับได เดี่ยวต้องรอดูฟังก์ชั่นด้านในว่ามันมีข้อแตกต่างกันแค่ไหนสำหรับใครที่ต้องการจะซื้อรุ่นท็อปที่สุด เครื่องยนต์บล็อกใหญ่ที่สุดในบ้านเรา แต่มันก็จะมีรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์แบบ hybrid ที่เตรียมจะเปิดตัวตามมาติดๆ ในเร็วๆ นี้เช่นกัน เนื่องจากว่าความเป็นเทคโนโลยีและคู่แข่งทางการตลาดอย่าง camry แล้วนั้น ก็ต้องเตรียมเปิดตัวมาตามๆ กันอย่างแน่นอน ในปีนี้ถือว่าทาง ฮอนด้า เองก็ถือโอกาสเปิดตัวมาก่อนใครๆ เลยก็ว่าได้ ซึ่งจะมีความเป็นพรีเมี่ยมแค่ไหนนั้นต้องรอโอกาสที่ได้นำเจ้ารถยนต์ระดับพรีเมี่ยมคันนี้มาทำการรีวิวในฉบับเต็มพร้อมๆ กับการทดสอบกันต่อไปครับ

   ซึ่งเท่าที่ทีมงานเองได้ไปติดตามการเปิดตัวของ new Honda accord 2016 นี้มาแล้วก็ได้รูปมาให้เพื่อนๆ ได้เห็นกันนี้นะครับ ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงกันเริ่มด้วยตัวกระจังด้านหน้ารถที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิม เป็นแบบโครเมี่ยม 2 ชั้น เป็นลักษณะเส้นสายที่รองรับกับโคมไฟด้านหน้าทั้งสองด้าน โคมไฟก็เป็นแบบเลนส์โปรเจคเตอร์พร้อมกับเส้นสายของไฟแบบ day time ที่เป็นไฟ LED เรียงเม็ดกันอย่างสวยงามในโคมไฟด้านหน้า พร้อมกับชุดไฟเลี้ยวในโคมเดียวกัน ด้านล่างของกระจังหน้าเป็นไฟตัดหมอกแบบใหม่ ที่ไม่ใช่ทรงกลม แต่เป็นไฟตัดหมอกแบบเรียงเม็ด ให้อารมณ์เหมือนกับรถยุโรปหรูๆ อย่างพวก BMW หรือ benz อะไรพวกนั้นเลยนะครับ มองมาทางด้านข้างของรถ ก็จะเป็นว่ามีการเปลี่ยนลวดลายของแม็กแบบใหม่ เป็นลายดาวแบบ 5 แฉกคู่ เป็นสีแบบโลมดำอัลลอยให้อารมณ์ดูสปอร์ตมากขึ้น ซึ่งดูแล้วมันจะลบภาพที่รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมแบบนี้ ต้องเหมาะกับคนที่ดูสูงอายุหรือระดับผู้บริหารออกไป แต่จะทำมาให้ดูสปอร์ต วัยรุ่นทั่วไปที่อายุยังน้อยก็ใช้รถซีดานพรีเมี่ยมแบบนี้ได้เช่นกัน เรียกว่าการออกแบบมาเช่นนี้ ทำให้ถูกใจวัยรุ่นที่ต้องการรถซีดานคันใหญ่ๆ นั่งสบายๆ มีประโยชน์ใช้สอยเยอะ พร้อมๆ กับความปลอดภัย ส่วนในเรื่องของเทคโนโลยีที่ใส่มาใน Honda accord ใหม่คันนี้มีอะไรบ้างนั้น ทางทีมงานยังไม่สามารถบอกได้ เพราะยังไม่มีการเปิดเผลยมาจากทางฮอนด้าน ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งคิดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ทางฮอนด้าเองก็คงจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อสื่อสารทางการตลาดกับลูกค้าของทางฮอนด้าเองนะครับ

   ก็คงจะเป็นที่ถูกอกถูกใจสำหรับแฟนๆ รถซีดานอยู่พอสมควรนะครับ ก็ต้องบอกว่าในการพรีวิวสินค้าอินเทรนด์ครั้งนี้เป็นข้อมูงพื้นฐานเกี่ยวกับตัวรถ New Honda Accord 2016 นี้เท่านั้นนะครับ ใครที่เห็นราคาแล้วพอรับได้ พอมีกำลังซื้อได้สบายๆ เนี่ยก็ต้องรออ่านบทความทดสอบสมรรถนะของรถยนต์รุ่นนี้ในฉบับเต็มๆ ต่อไปนะครับ

ทดสอบขับจริง New ISUZU D-max 1.9 Ddi Blue Power เครื่องเล็กจะแรงไหม

   108plaza ในตอนนี้ไปกันที่ค่ายรถยนต์ดีเซลที่มียอดขายดีมาตลอดแล้วก็เป็นค่ายรถยนต์อันดับต้นๆ ในตลาดบ้านเรามานานนะครับ แล้วก็ถือว่าเป็นการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ในภาคที่สอง ต่อจากภาคแรกที่เราได้พรีวิวรถยนต์ New isuzu D-max 1.9 Ddi blue power เครื่องยนต์เล็ก ความจุเล็กลง แต่ให้แรงม้าที่เพิ่มขึ้น ประหยัดน้ำมันขึ้น ถือว่าเป็นก้าวแรกในตลาดรถยนต์บ้านเราที่ ตรีเพชร อีซูซุ นั้นได้กล้าเปลี่ยนแปลงตลาด ที่หลายคนมักจะหยามหมิ่นกันมาในตลาดคู่แข่งนะครับว่า เครื่องมันเล็ก มันจะไหวได้อย่างไร ประมาณว่า ตัวเล็ก จะไปแบกของหนัก ของใหญ่ได้อย่างไร อะไรแบบนั้น แต่ อีซูซุ เองก็กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านภาคแรกที่รีวิวองค์ประกอบโดยรวมของรถยนต์คันนี้ ให้กลับไปอ่านในบทความที่ผ่านมานะครับ ไม่ว่จะเป็นรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เครือ่งยนต์แบบไหน มีฟังก์ชั่นเสริมอะไรอย่างไร กลับไปอ่านภาคแรกนะครับ ส่วนในภาคสองนี้ จะเป็นการทดสอบขับขี่ที่ผมได้ไปทดสอบมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย แล้วก็นำอารมณ์การขับขี่ที่ได้มาเขียนบทความในภาคสองนี้ครับ

   สำหรับการนำรถ new d-max 1.9 Ddi ไปทดสอบนั้นเป็นตัว 4*2 Hilander นะครับ เป็นชุดเกียร์ 6 speed เป็นชุดเกียร์แบบใหม่ที่ อีซูซุ เค้าได้คิดค้นแล้วปรับแต่งให้เข้ากับเครื่องยนต์ตัวใหม่นั้นเอง มีอัตราทดในเกียร์ต่ำที่เหมาะกับการฉุดลากดีขึ้น มีความไหลื่นในช่วงเกียร์สูงนุ่มนวลขึ้น อะไรแบบนั้นนะครับ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันต้องทดสอบครับ สำหรับใครที่รอเกียร์ ออโต้ อยู่นั้น ตอนนี้ยังไม่มีนะครับ จะมีออกมาทำตลาดอีกทีในช่วงเดือนมีนาคม 2016 ที่จะถึงนี้

   ก่อนจะไปทดสอบขับ ของพูดถึงเรื่องอารมณ์ในการโดยสารกันสักนิดหนึ่ง ตัวที่ทดสอบนี้เป็น 4 ประตู ตัวท็อปเลย ความรู้สึกในการนั่งด้านหน้าตำแหน่งผู้โดยสาร มีพื้นที่กว้างครับ เรียกว่ากว้างกว่า revo เล็กน้อยด้วยซ้ำไป ทัศนวิสัยกนารมองด้านหน้า โปร่ง สบาย พื้นที่ head room เหลือๆ ครับ ผมสูง 175 ซม. นั่งสบายๆ ใครที่สูงกว่า 180-190 นั่งสบายครับ ส่วนในตำแหน่งหลังพวงมาลัย บอกเลยว่าตัวเบาะนั่งกึ่งสั่นตามสไตล์รถญี่ปุ่น ไม่ถึงก้นสั้นมาก แต่ก็ไม่รู้สึกเมื่อยเวลานั่ง ปีกข้างรองรับการเอียงตัวของรถได้ดี ผมตัวไม่อ้วนมากนะครับ ก็พื้นที่รับปีกเบาะห็เหลือๆ ทีนี่ขยับมานั่งทางเบาะแถวที่สอง ถ้าจะพูดกันตรงๆ ตอนนี้เบาะนั่งในแถวที่สองไม่มีใครสู้ triton ได้นะครับ นั่งสบายสุดละ แต่ตัวนี้ อีซูซุ ก็มีมุมเอียงของการพิงเบาะด้านหลังดีพอสมควร แต่ถ้าใครที่ไปนั่ง นิสสัน นาวาลาร์ อันนั้นตั้งชันไปนิดหนึ่ง นั่งไม่สบายเลย แต่ตัวนี้ก็อยู่กึ่งกลาง คนนั่งหลังระยะทางไกลๆ ก็อาจจะมีเมื่อยบ้าง ก็ต้องพักเปลี่ยนอิริยาบถกันสักนิดหนึ่งนะครับ

   มาดูเครื่องยนต์ 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 150 แรงม้าที่ 3600 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1800-2600 รอบต่อนาที เทอร์โบด้วยนะครับ เมื่อดูสเปคเครื่องจากตรงนี้เนี่ยนะครับ แล้วผนวกกับการทดสอบขับขี่ของผมที่ผ่านมา ถามว่าแรงบิดที่ 350 เนี่ยมันอยู่ที่รอบเครื่องประมาณ 2 พันรอบ เนี่ย คือภาษาของอีซูซุเองต้องบอกว่ามันยังคงต้อง รอ รอรอบ ครับ บอกได้เลยว่าอาการ ปรึ๊ดปร๊าด เนี่ย มันต้องรอรอบประมาณ 2 พันรอบ เทอร์โบทำงาน แล้วจะมีอาการหลังติดเบาะขึ้นมาในช่วงนั้นครับ แต่ถามว่ำม่รอรอบไม่ได้หรอ เพราะมีเทอร์โบเลย อาการยังคงต้องทำให้เครื่องยนต์นั้นประหยัดน้ำมันด้วย ซึ่งผมคิดว่า อีซูซุ เค้าเด่นเรื่องการประหยัดน้ำมันนะครับ เครื่องแรงด้วยประหยัดด้วยเนี่ย มันก็จำเป็นต้องรอรอบนิดหนึ่ง ก็ต้องถือว่าเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์แบบนี้มานานครับ คือเครื่องแรงด้วย ประหยัดด้วย เนี่ย มันต้องทำแบบนี้ครับ ต้องรอรอบนิดหน่อยแบบนี้ครับ อัตราการเริ่ง 0-100 ทำได้ 12.16 วินาที ครับ ถามผมว่าทำตัวเลขได้แบบนี้เป็นอย่างไร บอกได้ตรงๆ ว่าดีครับ ดีพอๆ กับเครื่องยนต์ 2.2 ของ ford หรือเครื่อง 2.4 ของ นิสสันหรือมิซซู เลยทีเดียว แต่อย่าลืมเครื่องตัวนี้ 1.9 เท่านั้นเองนะครับ แต่ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นะครับ ก็คือจุดแข็งของ อีซูซุ เลย นั้นก็คือ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ความประหยัดเค้าเด่นอยู่แล้วค่ายนี้ ตัวเลขที่ทำได้จริงๆ ก็คือ 15.46 กม./ลิตร ที่ความเร็ว 110 กม./ชั่วโมงครับ เรียกว่าตัวเลขนี้ทำได้ดีที่สุดในกลุ่มรถ 4 ประตูบ้านเราตอนนี้เลยนะครับ

   ก็ถือว่าการทดสอบสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ สรุปแล้วเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 1.9 ที่สามารถทำได้ดีครับ มีความประหยัด แล้วก็สามารถลากจูงบอดี้ปกติที่ อีซูซุ มาเทียบกับเครื่องยนต์เดิมๆ เนี่ยก็ยังทำได้ดีครับ แต่สิ่งที่ได้มาแน่นอนคือ ประหยัด ครับ

พรีวิว BMW x6 xDrive 30d รถยนต์กึ่ง SUV กึ่งสปอร์ตที่เปิดตัวในไทยแล้ว แฟนๆ BMW ห้ามพลาด

   108plaza พรีวิวสินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้ผมจะพาทุกท่านไปติดตามรูปโฉมใหม่ของยนตรกรรมยานยนต์ครับ ก็ต้องบอวก่ารถยนตืแบรนด์นี้นั้นทำตลาดมาในเมืองไทยของเรานานพอสมควรแล้ว ถือว่าเป็นรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมครับ มีการพัฒนารูปทรงและสมรรถนะมาโดยตลอด แล้วครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรถยนต์แบบ SUV ให้กลายเป็นรถแบบ SAC ถ้าพูดให้ง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ แล้วมันก็คือรถยนต์แบบ SUV ที่ปรับเปลี่ยนโฉมให้มีความสปอร์ตมากขึ้น นั้นเองครับ แล้วมันจะสปอร์ตอย่างไร มาดูรูปตัวอย่างกันครับ

   นี่แหละครับคือรูปรถตัวอย่างของ BMW x6 xDrive 30d ที่พึ่งเปิดตัวแล้วก็มีวางจำหน่ายในศุนย์บริการชั้นนำของทาง BMW ทั่วเมืองไทยแล้วตอนนี้ ซึ่งรถรุ่นนี้ที่เมืองไทยเราทำตอลอยู่ตอนนี้ก็เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 3000 ซีซี ผสมผสานกับการขับเคลื่อนด้วยระบบ เอ็กซ์ ไดร์ฟ ด้วยการราดชันของหลังคาทางด้านท้ายที่ทำให้ดูสปอร์ตขึ้นนั้นเองครับ ก็เลยทำให้รูปแบบรถแบบนี้มันค่อนข้างใหม่สำหรับรถยนต์ในบ้านเรา เพราะปกติถ้าเป็นรถ SUV ก็จะมีหลังคาที่เรียบจากด้านหน้าไปด้านท้ายแล้วก็ตัดลงมา แต่ทรงแบบนี้มันจะมีแต่รถในกลุ่มซีดานที่เป็นรถเก๋งหรือสปอร์ตนะครับ ซึ่งก็คาดว่าน่าจะเป็นจุดสนใจของคนไทยเราไม่น้อยเลยในปีนี้ครับ ทาง BMW เองก็คาดหวังยอดขายในรถรุ่นนี้ในบ้านเราพอสมควรเลยนะครับ ก็ต้องบอกว่าในรถ BMW ที่มีโค๊ตว่า F16 ตัวนี้มีหลายๆ จุดที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็มีการนำเอาเทคโนโลยีล้ำๆ หลายๆ จุดเข้ามาเพิ่มเติมด้วยเช่นกันครับ

   ซึ่งรถยนต์ BMW x6 ตัวนี้ก็ผสมผสานระหว่างรถยนตือเนกประงสงค์และรถยนต์แบบคูเป่เอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัวครับ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 3000 ซีซี twinpower turbo ที่ให้พละกำลังสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 4000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 540 นิวตัน-เมตร ที่ 1750 รอบ/นาที เมื่อมีการทดสอบจากทาง BMW แล้วก็ได้ผลมาว่าสามารถทำความเร็วจาก 0-100 เพียง 8.1 วินาทีเท่านั้นเองครับ และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดที่ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 speed ซึ่งเมื่อดูจากสเปคตรงนี้แล้ว ใครที่เคยติดตามหรือเป็นแฟนของตัว x6 ในรุ่นก่อนหน้านี้มาก่อนก็จะสงสัยว่าเอ๊ะ ทำไมก่อนหน้านี้เป็น 2000 ซีซี แต่ก็ให้แรงม้าที่ 218 แรงม้า แต่ตัวนี้ 3000 ซีซี ก็ให้แรงม้ามาเท่ากันอีก อันนี้ต้องลองไปทดลองขับกันเองนะครับว่าอารมณ์ของเครื่องยนต์บล็อกนี้เป็นอย่างไร แต่ในช่วงท้ายๆ เราจะมีฟิลลิ่งการขับขี่บางส่วนมาให้พอเป็นไกต์ไลน์กันบ้างนะครับ

   เริ่มด้วยด้านหน้านั้นมีการเปลี่ยนแปลงจากกระจังด้านหน้าเป็นโครเมี่ยมและโลหะครับ ทำให้รู้สึกว่ามันพรีเมี่ยมขึ้นแล้วก็ดูโดดเด่นพอสมควรเลยครับ เมื่อเลยมาดูในตัวรถด้านข้างลากยาวมาถึงด้านหลังเนี่ยเรื่องของเส้นสายต่างๆ ทำได้ค่อนข้างลงตัวครับ แล้วใครที่เคยใช้ตัว x5 มาแล้วและบอกว่าช่วงพื้นที่ด้านหลังมันอาจจะดูอึดอัดไปสักนิดหนึง แต่ในรุ่น x6 ตัวนี้มันทำให้ดูโปร่งขึ้น แล้วก็ปรับเปลี่ยนตำแหน่งเบาะในแถวที่สองใหม่ ทำให้การนั่งด้านท้ายเนี่ยทำได้ดีเลยครับ แต่บางทีการที่มีปั้นท้ายใหญ่ๆ แบบนี้เรื่องของจุดบอด มุมอับในการถอยมีค่อนข้างสูงครับ แต่ทาง BMW เองก็ได้จับเอาเทคโนโลยีเรื่องของกล้องที่มอมงรอบคันมาติดตั้งไว้ด้วย ก็ทำให้เรื่องการถอยจอดและมุมอับในรถรุ่นนี้ก็แก้ปัญหาไปได้เยอะเลยทีเดียวครับ พอมาดูพื้นที่ทางด้านท้ายรถที่เป็นประตูหลังบานที่ 5 นะครับสามารถเปิดด้วยรีโมทไฟฟ้าได้ เปิดออกมายกบานใหญ่ๆ กันเลยทีเดียว ทำให้การขนสัมภาระชิ้นใหญ่ๆ กระเป๋าใบใหญ่ๆ ทำได้ดีครับ แต่พื้นที่ทั้งหมดที่ขนได้มีปริมาณ 570 ลิตรครับ ยังถือว่าน้อยกว่า x5 ไปนิดหน่อยครับ เมื่อเปิดประตูเข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับครับ เปิดเข้ามาก็พบว่ามันยังคล้ายกับ x6 รุ่นก่อนหน้านี้อยู่บ้างนคะรับ ยังว่ายังให้อารมณ์และเส้นสายแบบเดิมเยอะพอสมควร แต่การเปลี่ยนช่องแอร์ใหม่ พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน

   เมื่อมาถึงช่วยท้ายของการพรีวิวแบบนี้ก็ต้องมาทดสอบขับขี่กันบ้างครับ ก็เรียกว่ารถยนต์คันนี้สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้ 2 แบบ ทั้งที่เป็นแบบประหยัดพลังงานการตอบสนองนั้นค่อนข้างนุ่มนวลครับ แต่เมื่อไหร่ที่คุณต้องการความสปอร์ตมากขึ้น ระบบการขับขี่แบบ เอ็กซ์ ไดร์ฟ เนี่ยนะครับ มันก็ช่วยให้ความคมของพวงมาลัยรวมไปถึงช่วงล่างที่เซ็ทอัพมาอย่างดีเลยรวมไปถึงพละกำลังของเครื่องยนต์เนี่ยผมบอกเลยว่าไม่ธรรมดาครับ ถ้าใครชอบรถยนต์ที่นำมาพรีวิวเป็นสินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้เนี่ยนะครับ ก็สามารถไปทดสอบขับกันได้ตามศูนย์บริการของ BMW ได้เลยครับ