Category Archives: สินค้าไอที

รีวิว Lenovo Yoga 900 Notebook 2-in-1 ที่มีการพัฒนาให้ลงตัว สวยหรูน่าใช้งาน

 

   หลังจากที่ Lenovo เอง็พัฒนา Notebook หลายๆ รุ่นออกมาให้ได้ใช้งานกันอย่างต่อเนื่องนั้น ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เรียกความมั่นใจในการใช้งานที่ทนทานได้ดีเลยทีเดียวในบ้านเรา ล่าสุดก็มีการเปิดตัวอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คแบบ 2in1 ที่มีการพัฒนามาต่อเนื่องจากรุ่นผ่านๆ มา อย่าง Lenovo Yoga 900 ที่นำมารีวิวกันในตอนนี้ จะมีอะไรที่โดดเด่นบ้างนั้นไปติดตามกันเลย

 

   นอกจากจุดเด่นเรื่องของดีไซน์ที่ดูแล้วตัวเครื่องเองนั้นถือว่ามีความบาง ความเบา น่าใช้งานในรูปแบบของการใช้โน๊ตบุ๊คแบบพกพาในยุคนี้ได้ดีเลยทีเดียว ในส่วนของความบางนั้น ตัวเครือ่งเองบางเพียงแค่ 14.9 มม. เท่านั้นเอง ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 1.29 กก. เท่านั้นเอง ในส่วนของจุดเด่นอย่างต่อมา ที่ lenov เองก็พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับชื่อรุ่นที่เป็น Yoga ก็น่าจะมาจากว่าความอ่อนตัวที่เหมือนเราเล่นโยคะอะไรแบบนั้น เนื่องจากว่าตัวเครื่องเอง หน้าจอที่สามารถพับได้แบบ 360 องศา จะมองมุมไหน มุมแบบโน๊ตบุ๊คทั่วไป หรือพับราบเรียบ ก็ย่อมทำได้หมดเลย แต่อีกหนึ่งสิ่งที่หลายๆ คนก็กังวลกันว่า การใช้หน้าจอแบบพับได้ 360 องศาแบบนี้ อาจจะมีช่องข้อต่อของหน้าจอกับตัวเครื่องที่เวลาใช้ไปนานๆ จะเกิดความเสียทายได้ง่ายกว่าโน๊ตบุ๊คปกติหรือไม่ อันนี้ก็ต้องบอกว่า ทาง Lenovo เองก็เครมเอาไว้ว่าจะพับหมุนไปๆ มาๆ สักกี่ร้อยครั้งก็ไม่เกิดความเสียหายกับตัวเชื่อมต่อหน้าจอแน่นอน เพราะออกแบบมาให้มีลักษณะที่คล้ายกับข้อตอของนาฬิกาข้อมือ พร้อมกับมีขั้วในการเชื่อมต่อหน้าจอต่างๆ กับตัวเครื่องที่ออกแบบมาให้รองรับการพับไป พับมา ได้ดีก็คิดว่าน่าจะเป็นหน้าจอที่ทนทานดีเหมือนกัน เพราะหลังจากที่ทดสอบใช้งานกันมาสักระยะหนึ่ง ก็ยังไม่พบกับปัญหาเรื่องหน้าจอกระพริบหรือหน้าจอมีปัญหาแต่อย่างใด ในส่วนของการตรวจเช็คในเรื่องของงานประกอบแล้วนั้น ก็ถือว่ามีคุณภาพที่ดีเลยทีเดียว บอดี้ตัวเครื่องนั้นเป็นอะลูมีเนี่ยม พร้อมกับมีกระจกหน้าจอที่ให้ความแข็งแรงอย่างมากเลยด้วยกระจกหน้าจอ gorilla glass 4 นั่นเอง นอกจากนั้นหน้าจอก็ยังมาพร้อมกับคววามคมชัดระดับ Quad HD เลยทีเดียว เป็นหน้าจอแบบ IPS Panel ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน้าจอที่มีความสวยงาม คมชัดอย่างมากเลยทีเดียว สีสันที่แสดงผลออกมานั้นก็ไม่ผิดเพี้ยนอะไร ดูหนัง ดูซีรีส์ ถือว่าตอบโจทย์เลยกับภาพสวยๆ

 

   อธิบายรูปแบบการใช้งานเพิ่มเติมของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ Lenovo Yoga 900 ในตัวอย่างสินค้าด้านบน ก็จะเห็นว่ารูปแบบการพับหน้าจอของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ ก็มีสามารถใช้งานได้หลากหลายด้วย ในแบบแรกเลย ก็คือ การใช้แบบโน๊ตบุ๊คปกติ ที่จะทำมุมประมาณ 90-120 องศา ก็สามารถใช้งานได้อย่างดี ในรุปแบบที่สอง ก็คือ สามารถที่จะกางแบบเต็นท์โหมดได้ด้วย ในกรณีที่อาจจะใช้แบบ touch screen หน้าจออย่างเดียว เนื่องจากว่าโน๊ตบุ๊คตัวนี้ เป็นแบบ 2in1 คือจะสามารถใช้งานได้ในรูปแบบของโน๊ตบุ๊คก็ได้หรือจะใช้งานในแบบแท็บเล็ดก็ได้ บางท่านชอบที่จะเอาไปนอนเล่นบนเตียง เอาวางไว้บนหน้าท้องอะไรแบบนี้ ก็ใช้กางหน้าจอแบบเต๊นท์โหมดได้เลย หรือ จะเอาไว้นำเสนองานกับลูกค้า ก็คือสามารถเปิดราบเรียบไปกับพื้นแบบสแตนบายโหมดก็ทำได้ หรือ จะพับเก็บหน้าจอไปในมุม 360 องศา เพื่อให้เป็นในโหมดของแท็บเล็ดอย่างเต็มตัว ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

   พูดถึงการใช้งานในเบื้องต้นกันมาก็เยอะแล้ว มาดูในส่วนของสเปคตัวเครื่องกันบ้าง ก็แน่นอน่ว่าตัวเครื่องสวย พรีเมี่ยมแล้ว สเปคภายในก็ถือว่าไม่แพ้กัน มาพร้อมกับซีพียูที่เป็น intel skylek gen 6 เป็นซีพียู intel core I7 6500U แน่นอนว่ามาพร้อมกับรุ่นที่มีตัว U ต่อท้ายแบบนี้ ก็จะเป็นชิปประมวลอีกหนึ่งรุ่นที่ประหยัดพลังงานแบตเตอร์รี่ กินไฟน้อยนั่นเอง วิ่งด้วยความเร็วที่ 2.5GHz เลยทีเดียว ถือว่าเป็นซีพียูตัวแรงเลย พร้อมกับ RAM 8GB เลยทีเดียว ในส่วนของการ์ดจอนั้นก็เป็น intel HD graphics 520 พร้อมกับหน่วยความจำภายในตัวเครื่องเป็นแบบ SSD 512GB พร้อมกับระบบปฏิบัติการ windows 10 อีกด้วย

 

   แน่นอนว่าตัวเครื่องมีดีไซน์ที่บาง การใช้งานในส่วนของพอร์ดเชื่อมต่อเอง ก็ต้องยอมรับว่าต้องมีการปรับตัวกันสักนิดหนึ่ง เพราะจะให้มีครบแบบเยอะๆ หลายๆ พอร์ดเหมือนกับโน๊ตบุ๊คเดิมๆ ก็คงไม่ใช่แล้ว แต่ก็ถือว่ายังครบครันอยู่ มี USB Type C, USB 3.0 จำนวน 2 ช่อง , รองรับ card reader รองรับบลูทูธเวอร์ชั่น 4.0 รองรับการเชื่อมต่อ wifi มาตรฐาน ac พร้อมกับช่องเสียบหูฟัง 3.5 และไมค์โครโฟนช่องเดียวกัน โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่แรง ดีไซน์สวย การใช้งานก็ถือว่าครบครันจริงๆ ในลักษณะของการพกพาที่ง่ายบางเบานั่นเอง

รีวิว Samsung ATIV Book 5 อัลตร้าบุ๊คที่ทั้งเบาและเบา

 

   108plaza มีอีกหนึ่ง gadget ที่ถือได้ว่าเป็นสินค้าอินเทรนด์มาจากแบรนด์ Samsung ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย มีชื่อรุ่นว่า Samsung ATIV Book 5 เป็นอัลตร้าบุ๊คที่มีดีไซน์ผ่านตามกฎของอัลตร้าบุ๊คด้วย นั่นหมายความว่าตัวเครื่องนั้นมีทั้งความบาง และ เบา นั่นเอง รายละเอียดของอัลตร้าบุ๊คเครื่องนี้จะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกันเลย

   เริ่มต้นรีวิวด้วยการสำรวจรายละเอียดภายนอกของอัลตร้าบุ๊ครุ่นนี้กันก่อนเลย ซึ่ง Samsung ATIV Book 5 นั้นเป็นอัลตร้าบุ๊คที่มีหน้าจอขนาด 14 นิ้ว และสิ่งที่ทำให้ตัวเครื่องนั้นผ่านกฎ 2 ข้อของการเป็นอัลตร้าบุ๊คก็คือ มนต้องบาง และ เบา อย่างที่กล่าวไป ความบางตากฎก็คือต้องบางน้อยกว่า 1 นิ้ว ดังนั้น ATIV Book 5 ตัวนี้มีความบางเพียงแค่ 0.82 นิ้วเท่านั้นเอง ก็ประมาณ 2.08 ซม. เท่านั้นเอง ถือว่ามีความบางมากๆ เลยทีเดียว ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องนั้น หนักเพียงแค่ 1.8 กก. ก็เป็นตัวเครื่องที่มีการออกแบบผ่านมาตรฐานอัลตร้าบุ๊คได้อย่างสบายๆ เลยทีเดียว ใครที่กำลังหาตัวเครื่องที่เบาๆ บางๆ พกพาง่ายก็คงต้องถูกอกถูกใจกันไป ส่วนเรื่องของสีตัวเครื่องนั้น จริงๆ แล้วจะไม่ใช่สีดำสนิท จะออกแนวเป็นสีดำแบบเมทัลริค จะไปในโทนสีเทาๆ ก็สวยงามมากเลยทีเดียว

   บริเวณด้านข้างของตัวเครื่องนั้นมี port การเชื่อมต่อมาให้ได้ใช้งานกัน เริ่มต้นด้วย ช่องเสียบชาร์จไฟ ตามมาด้วยช่องเสียบสาย LAN ช่องเสียบต่อหน้าจอที่สองอย่าง HDMI ก็มีมาให้ พร้อมกับช่องเสียบ USB 3.0 มาให้ 1 ช่อง ถัดมาเป็นช่องเสียบ audio สามารถเสียบได้ทั้งไมค์โครโฟนและหูฟังในช่องเดียวกัน แต่สำหรับคนที่ยังใช้การเชื่อมต่อหน้าจออื่นแบบเดิมๆ อยู่ ก็ยังพอมีมาให้ ก็จะเป็นช่องเสียบ mini VGA มาให้ ซึ่งตรงนี้สามารถใช้ตัวแปลงออกมาเป็น VGA อีกทีหนึ่ง ก็จะเสียบเชื่อมต่อหน้าจอที่สองได้ บริเวณด้านขวาของตัวเครื่อง ก็จะมีช่องให้เสียบ card reader แบบ 3 in 1 มาให้ได้ใช้งานกันด้วย ถัดมาก็จะมีช่องเสียบ USB 2.0 จำนวน 2 ช่องเสียบ เอาไว้เสียบเมาส์ เสียบแป้นคีย์บอร์ดได้ สุดท้ายก็จะมีช่องเสียบล็อกตัวเครื่อง security lock นั่นเอง ก็ถือว่มีมาให้ได้ใช้งานแบบต่อพ่วงกันครบถ้วนเลยทีเดียว

   อีกหนึ่งส่วนสำคัญของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ นั่นก็คือ เรื่องของสเปคภายในตัวเครื่องนั่นเอง มาพร้อมกับซีพียูตัว intel core i5 ที่เป็นตัวรหัส 3337U วิ่งด้วยความเร็ว 1.8 GHz ถ้าดูตามรหัสรุ่นของซีพียูแล้ว ที่จะมีตัว U ต่อท้ายมาด้วย นั่นก็หมายความว่า ชิปประมวลผลที่ใช้ในเครื่องตัวนี้ ก็เป็นซีพียูที่ประหยัดพลังงานด้วยนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันจะลดความเร็วในการทำงานลงมาเหลือที่ 1.8GHz แต่ความพิเศษก็คือว่า ซิปประมวลผลตัวนี้สามารถที่จะรีดพละกำลังในการใช้งานขึ้นไปได้ เพราะว่ามี Turbo boots ที่จะทำให้ความเร็วนั้นเร่งขึ้นไปได้ถึง 2.7GHz เลยทีเดียว ซึ่งดูจากตรงนี้เทียบกันแล้วก็เป็นชิปประมวลผลที่เป็นตัวแรงเหมือนกัน การใช้งานเองจะเป็นอย่างไรนั้นต้องริวิวกันต่อไป ให้ RAM 4GB ชิปกราฟฟิกนั้นให้มาเป็น intel HD Graphics 4000 ซึ่งมีความสามารถในการประมวลผลในเชิงมัลติมีเดียต่างๆ และการเล่นเกมส์ที่อยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น แน่นอนว่าอัลตร้าเอง ก็จะไม่เน้นเรื่องของการ์ดจอที่กินไฟมากนัก จะไปใช้งานแบบสายโหด เล่นเกมส์ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ หรือนำไปใช้ในงานตัดต่อที่ต้องใช้การ์ดจอแรงๆ แบบนั้นอาจจะไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ สำหรับหน่วนความจำภายในตัวเครืองนั้นเป็นแบบ ไฮบริจ มีการออกแบบมาพิเศษที่ ซัมซุง เองก็บอกว่าภายในเป็นหน่วยความจำ 2 แบบ คือแบบแรกเป็นแบบฮาร์ดดิสแบบจานหมุน ความจุ 500GB แบบที่สองเป็น SSD 24GB ซึ่งการใช้งานหน่วยความจำแบบไฮบริจนี้ ก็จะนำมารวมกัน จุดเด่นก็คือว่า จะสามารถเรียกการใช้งานได้รวดเร็ว พร้อมกับความจุที่เยอะขึ้น แต่ใช้พื้นที่น้อยนั่นเอง ก็เป็นอัลตร้าบุ๊คที่เก็บข้อมูลได้เยอะเลยทีเดียว

   ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ตัวเครื่องเองก็พร้อมที่จะอัพเดทใช้ระบบปฏิบัติการ windows 10 ได้ไม่มีปัญหาอะไร สำหรับการใช้งานตัวเครื่องนั้น ข้อดีของอัลตร้าบุคตัวนี้เป็นหน้าจอแบบ Touch screen ได้ด้วย ก็ง่ายเลยในการ คลิ๊ก ก็เปลี่ยนมาจิ้ม มาปาดซ้าย ปาดขวา ใช้ได้ง่ายดีเลยทีเดียว จุดเด่นที่เหนือไปกว่านั้น ก็คือ การทำงานบน app sidesync ที่มีมาให้ในตัวเครื่องของ ซัมซุง เองที่จะเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนของ ซัมซุง เข้ากับอัลตร้าบุ๊คตัวนี้ จะควบคุมหรือสั่งการจากสมาร์ทโฟนไปอัลตร้าบุ๊ค จากอัลตร้าบุ๊คไปสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อกันได้หมดเหมือนเป็นเครื่องเดียวกันเลย ง่ายที่สุด โยกย้ายถ่ายเทข้อมูลด้วยการเชื่อมต่อของทางซัมซุงที่มีมาให้ได้ใช้งานกัน ก็เป็นอีกหนึ่ง gadget ที่น่าสนใจและใช้งานทั่วไปได้ดีในราคาประมาณ 25,xxx บาทนั่นเอง

Review Foldio360 สตูดิโอขนาดเล็กสำหรับการถ่ายภาพสินค้าออนไลน์ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ

 

   ยุคนี้เป็นยุคที่ต้องเรียกว่าการขายสินค้าออนไลน์มันมีมากขึ้นแลกำลังเป็นธุรกิจที่กำลังนิยมกันอย่างมาก ไม่ว่าจะขายสินค้ากันผ่านทางเว็บไซต์ หรือ แอปพลีเคชั่นต่างๆ ทางโซเชียลมีเดียมากมาย ตรงนี้กลายเป็นสิ่งที่คนยุคใหม่นิยมกันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากเลยก็คือ ภาพสินค้า ที่เราต้องลงทุนกับการถ่ายภาพกันพอสมควร เพื่อให้ภาพสินค้าออกมาสวยงาม ดูดี และเป็นที่น่าเชื่อถือ แอดมินเองก็มีอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์สำหรับการถ่ายภาพสินค้าออนไลน์โดยเฉพาะมารีวิวกัน มีชื่อว่า Foldio360 เป็นเหมือนกับสตูดิโอขนาดเล็ก วางสินค้าไปแล้วสามารถถ่ายภาพได้ 360 องศากันเลยทีเดียว จะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร แล้วก็มีการใช้งานอย่างไร ไปติดตามกันเลย

   ถ้าจะอธิบายการใช้งานง่ายๆ ของตัว Foldio360 ตัวนี้ก็คือ มันจะเป็นคล้ายๆ กับแทนวางสินค้าที่เป็นแบบจานกลมๆ แล้วก็สามารถหมุนได้ 360 องศา เมื่อเราอยากจะถ่ายภาพสินค้าอะไรก็ได้ที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มาก เพื่อจะไปลงขายออนไลน์ เราก็วางสินค้าลงไปที่แท่นวาง จากนั้นตัวจานก็จะต้องเชื่อมต่อไฟ มีตัวอแด็ปเตอร์แปลงไฟมาให้ในกล่อง พร้อมกับคู่มือการใช้งานแบบง่ายๆ มาให้ ส่วนของการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อะไรได้บ้างนั้น ก็ง่ายๆ เลยในยุคคนี้นิยมเอาสมาร์ทโฟนถ่ายภาพกัน ดังนั้น ตัวจานจะมีบลูทูธ สามารถที่จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ผ่านตัวแอปพลีเคชั่นที่ชื่อว่า Foldio360 เช่นเดียวกัน ซึ่งการถ่ายภาพก็สามารถใช้สมาร์ทโฟนทั้งฝั่งของ android และ iOS ก็สามารถดาวโหลดได้ ซึ่งตัวแอปนั้นก็จะเป็นแอปกล้องได้เลย ส่วนการใช้งานของกล้องนั้น เมื่อเราติดตั้งแอปเรียบร้อย เชื่มอต่อบลูทูธกับตัวจานหมุนแล้ว ก็พร้อมใช้งาน เราก็แค่เอาสินค้ามาวาง แล้วก็เข้าแอปไปถ่ายภาพ ซึ่งในตัวแอปจริงๆ นั้น จะมีฟังก์ชั่นการถ่ายภาพมากมายเลยที่ออกแบบมาเพื่อการถ่ายสินค้าหรือถ่ายวัตถุจริงๆ ก็จะมีให้เลือกว่าจะถ่ายเป็นภาพนิ่งก้ได้ หรือ จะถ่ายเป็นไฟล์ gip ที่เป็นคล้ายๆ วีดีโอ แบบที่จะหมุนสินค้าไปรอบๆ แบบ 360 องศา ก็ได้ แล้วจากนั้นก็จะอัพขึ้น facebook หรือแอปโซเชียลต่างๆ ได้เลย แต่ก็แนะนำอย่างหนึ่งว่า การถ่ายภาพจากสมาร์ทโฟนนั้น เราควรที่จะใช้ขาตั้งกล้องหรือขาตั้งหนีบตัวเครื่องเอาไว้ เพื่อจะให้มันนิ่งมากที่สุดแล้วก็กดถ่าย เพราะจะสามารถถ่ายได้แบบ 24 เฟรม 34 เฟรม หรือ 60 เฟรม คืออยากให้เน้นความละเอียดของสินค้ามากแค่ไหน เลือกถ่ายได้เลย จานหมุนก็จะหมุนไปตามความเร็ว ความช้าของการตั้งค่ากล้อง ก็จะมีการเชื่อมต่อกันผ่านทางบลูทูธอยู่แล้ว

   ในส่วนของฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ใช้ในการถ่ายภาพสินค้านั้น จริงๆ แล้ว Foldio360 ก็จะคิดมาให้เรียบร้อยแล้วว่า ถ้ามีแต่เฉพาะจานหมุนที่ใช้วางสินค้าอย่างเดียว ฉากหลังหรือพื้นหลังก็จะติดมาแบบไม่สวยเท่าไหร่ ดังนั้น มันก็เลยเป็นที่มาของคำว่า สตูดิโอขนาดเล็ก ตามภาพมันก็จะคล้ายๆ กับกล่องสี่เหลี่ยม ที่มีฉากหลังติดอยู่นั่นเอง

   สิ่งที่ Foldio360 คิดมาให้เรียบร้อยเลย ก็คือ จะมีกล่องที่เห็นเป็นกล่องสี่เหลี่ยมในรูปต้วอย่างสินค้าด้านบน ตัวกล่องนั้นจะเป็นกล่องแบบพับได้ โดยใช้แม่เหล็กดูดติดกัน สามารถตั้งกล่องได้ง่าย พร้อมกับมีเป็นไฟ LED สีขาวมาให้ติดเอาไว้ส่องสว่างภายในตัวกล่อง เป็นการเน้นให้แสงมันตัดกับเงาได้ดีขึ้น ทำให้ลดเงาได้ดี่ขึ้น ตัวไฟนั้นก็จะใช้การเสียบปลั๊กเช่นเดียวกัน แต่ต้องติงอยู่นิดหนึ่งว่าไฟที่ให้มาสายสั้นไปนิดหนึ่ง สายไฟน่าจะยาวกว่านี้เพื่อความสะดวก แต่ตัวปลั๊กเสียบนั้นเป็นแบบ universal คือสามารถนำไปใช้งานได้ทั่วโลกเลย แล้วไฟที่ให้มาก็มี 4 ดวง สามารถติดส่องเอาวที่ด้านบน ด้านข้าง และ ด้านหลัง พร้อมกับมีกระดาษเป็นพื้นฉากหลังปิดทับอีกชั้นหนึ่ง กระดาษก็จะมีสีขาว สีเทา สีฟ้า มาให้เลือกได้ว่าจะชอบฉากหลังเป็นพื้นสีอะไร ก็จำลองมาคล้ายๆ กับสตูดิโอที่ทำเป็นฉากจริงๆ มาให้ได้ใช้งานกัน ตัวความสูงของกล่องไฟนั้นจะอยู่ที่ 15*15 นิ้ว ตรงนี้ก็ต้องคำนวณดูด้วยว่าสินค้าของท่านนั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่านี้หรือไม่

   ก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ตัวช่วยและเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่ต้องบอกว่าค่อนข้างสำคัญเลยทีเดียว กับคนที่ทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ ที่ต้องการภาพสินค้าสวยๆ ชัดๆ และมีฉากหลังที่จัดว่าดูดี ดูเป็นสินค้าที่น่าเชื่อถือดูได้ทุกมุมมอง ตัวแอปกล้องเองก็สามารถตั้งค่าได้หลากหลาย ทั้งการเพิ่มลดแสงไฟ ก็สามารถสั่งงานได้ผ่านบลูทูธที่ตัวแอปกล้องได้เลย

รีวิว Nokia 6 สมาร์ทโฟน android เครื่องแรกที่ทุกคนน่าจะคิดถึงเขา nokia


   ต้องบอกว่า Nokia ในอดึตนั้น เคยเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ยอดนิยมกันทั่วบ้านทั่วเมืองจริง ในกลุ่มของโทรศัพท์มือถือ ต้องบกว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันเลยทีเดียว แต่พอหลังจากยุคสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ nokia ก็ห่างหายจากตลาดไปเลยทีเดียว แต่ ณ ตอนนี้ ปี 2017 เขากลับมาแล้ว แต่กลับมาวางขายในประเทศจีน ในบ้านเราเองก็ต้องบอกว่าหายากจริงๆ แต่ก็ได้มาอยู่ในมือแอดมินและนำมาเขียนรีวิวให้ได้อ่านกันแล้ว จะดีเกินคาด หรือ รู้สึกอย่างไรนั้น ไปติดตามกันเลย

   สำหรับ Nokia 6 เครื่องนี้เป็นสมาร์ทโฟนบนระบบปฏิบัติการ android ที่ยอมทำขึ้นมาเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรก รุ่นแรกของเขาเลยก็ว่าได้ เริ่มต้นแกะกลอ่งสำรวจอุปกรณ์ภายใน ก็พบว่าเปิดมาก็จะเจอกับสายชาร์จ หัวชาร์จ และหูฟัง ที่ต้องบอกว่ารู้สึกว่ามันธรรมดามากๆ คือเทียบคุณภาพแล้วถือว่าไม่น่าตื่นเต้นเลยจริงๆ ก็จะมีเท่านี้เองอุปกรณ์เสริม พร้อมกับคู่มือการใช้งานเท่านั้นเอง ในส่วนของตัวเครื่อง ก็ถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ ในเรื่องการดีไซน์ก็จะดูเป็นเหลี่ยมเป็นสันนิดหนึ่ง พร้อมกับโลโก้ nokia ด้านบน งานประกอบถือว่าค่อนข้างดี พร้อมกับกลิ่นไอความเป็น nokia ในสมัยก่อนมาให้หายคิดถึงกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียงแจ้งเตือนต่างๆ ที่มีมาให้ในตัวเครื่อง พร้อมกับดีไซน์ที่ด้านหลังจะเป็นพลาสติก ขอบเครื่องด้านข้างเป็นอะลูมีเนี่ยม แต่การวางตำแหน่งกล้องหรือการดีไซน์ก็จะคล้ายๆ กับตัว Lumia อยู่เหมือนกัน มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมกับปุ่มสแกน่ลายนิ้วมือด้านหน้า สามารถสแกนได้เลย ไม่ต้องปลุกหน้าจอ ถือว่ามีความรวดเร็วดีเป็นปกติ แม่นยำดีเลยทีเดียว ตัวเครื่องเองจับถือแล้วรู้สึกว่าหนาพอสมควรเลย ความหนาอยู่ที่ 8.4 มม. แอบรู้สึกว่าจะพกยากอยู่บ้าง ถ้าในมุมของคุณผู้หญิง แต่จุดเด่นอย่างแรกเลยที่น่าประทับใจก็คือ เรื่องของสีสันหน้าจอ ที่ให้ความละเอียดมาที่ระดับ Full HD 403ppi. ก็ถือว่าการแสดงผลต่างๆ ออกมาได้ดีเลยทีเดียว คมชัด พร้อมกับการเปิดเข้าไปใช้งานภายในตัวเครื่องนั้น ก็จะไปในแนวเพียวแอนดรอยด์ ไม่สามารถเปลี่ยนธีมหรือลูกเล่นอะไรเยอะมากนัก แต่จุดที่น่าผิดหวังหรือจุดด้อยที่แอดมินได้ตัวเครื่องมานั้น ต้องบอกว่าเป็นเครื่องหิ้วมาจากเมืองจีน ซึ่งตอนนี้ในบ้านเรายังไม่มีขาย จุดด้อยก็คือ ภายในตัวเครื่องนั้นมันไม่มาพร้มกับ google play store นั่นเอง นั่นหมายความว่า มันจะลงแอปอื่นๆ ที่จำเป็นมาใช้งานได้ ตรงนี้อาจจะต้องรอดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วจะมีผู้นำเข้ามาทำตลาดในบ้านเราจริงๆ หรือไม่ ก็ต้องรอดูต่อไปสำหรับคนที่คิดถึงแบรนด์ nokia นั่นเอง

   มาดูรายละเอียดของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ในส่วนถัดมาก็คือ รองรบการใช้งาน 2 ซิม พร้อมกับยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 อยู่ด้านบน และ ด้านล่างยังงใช้พอร์ด micro usb อยู่ ในส่วนของการใช้งานทั่วไปเท่าที่พอทดลองใช้ได้ในตัวเครื่องนั้น ก็ถือว่าไหลลื่นดีเลย มาพร้อมกับสเปคที่เป็นซีพียู snapdragon 430 RAM 4GB ROM 64GB เพิ่มหน่วยความจำสำรองได้ พร้อมกับความจุแบตเตอร์รี่ 3,000 mAh ซึ่งดูจากสเปคตรงนี้ อาจจะแอบบอกว่าผิดหวังนิดๆ ที่จุดแรกเลยสัมผัสได้ในการเข้าไปเล่นเกมส์ก็ดี เข้าไปใช้งานในเชิงขั้นสูงหน่อย จะมีแอบหน่วงๆ อยู่บ้าง ตรงนี้ไม่มั่นใจว่าด้วยความที่ลง p;ay store ยังไม่ได้ด้วย ก็เลยทำให้แอปต่างๆ มันยังไม่รองรับหรือไม่ตรงนี้ยังไม่ยืนยันเต็มร้อยเปอร์เซน์ต์เท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจเลยก็คือว่า ในด้านของคุณภาพเสียงต้องยกนิ้วให้เลย เสียงดี เสียงดัง มีมิติเสียงเบสที่ดีด้วย

   ในส่วนสเปคของกล้องนั้น กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 16 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมกับไฟแฟลชแบบทูโทน ส่วนกล้องหน้าให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.0 เช่นเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าคุณภาพของกล้องทั้งด้านหน้าและหลัง ก็ยังให้คุณภาพที่กลางๆ ยังไม่ได้ว้าวสักเท่าไหร่ พร้อมกับลูกเล่นบนกล้องเองยังไม่เยอะเท่ากับมือถือจีนหลายๆ แบรนด์ ยังไม่มีโหมดโปรมาให้ใช้งาน แต่ถามว่าคุณภาพของภาพที่ได้ออกมานั้นเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่ามีความคมชัดดี แต่การใช้งานเรื่องของการจับโฟกัส อาจจะยังช้าอยู่ การถ่ายก็จะค่อนข้างยากสักนิดหนึ่ง ในส่วนของกล้องหน้าเอง ก็ยังไม่มีโหมดบิวตี้มาให้มัดใจสาวๆ ได้ แต่ก็ถ่ายภาพออกมาได้ชัดเจนดี แต่สีสันของภาพเองก้อาจจะไม่ได้โดนใจมากนัก โดยรวมแล้วก็คิดว่าถ้าเอากันจริงๆ อาจจะต้องรอการพัฒนาจากทาง nokia กันอีกสักระยะหนึ่ง หรือ อาจจะต้องรอการเปิดตวรุ่นเรือธงของทาง nokia ที่จะเปิดตัวออกมาในอีกไม่นานนี้กันก่อน เพื่อดูว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ มาแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนที่ดุเดือดในช่วงนี้ได้บ้าง

รีวิว Westone AM Pro 10 หูฟังแบบ in-ear ที่ใช้สำหรับนักร้อง นักดนตรีบนเวทีสามารถมอนิเตอร์เสียงทั้งเสียงภายในและเสียงรอบนอกได้

 

   เพื่อนๆ นักน้อง นักดนตรีที่กำลังจะมองหาหูฟังสักหนึ่งคู่ เพื่อเอาไว้ใช้งานในขณะอยู่บนเวที เพื่อมอนิเตอร์เสียงทั้งเสียงร้อง เสียงดนตรี และก็เสียงของผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัว เพื่อให้ได้ยินเสียงและบรรยากาศได้อย่างครบถ้วนนั้น ในการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ของเราในเว็บไซต์ 108plaza ตอนนี้ ก็จะมีหูฟังแบบ in-ear ที่เรียกได้ว่ามีคุณภาพดีรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว มาทำการรีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกัน จะเป็นหูฟังรุ่นไหน แบรนด์อะไร ไปดูกันเลย

   Gadget ที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสินค้าจะ Westone รุ่น AM Pro 10 ซึ่งเป็นรุ่นล่างสุดใน series อย่างที่เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบน ก็จะมีทั้งรุ่น AM Pro 20 และ AM Pro 30 นั้นเอง ก็มาติดตามกันว่าในรุ่นล่างสุดแบบนี้จะใช้งานได้ครอบคลุมขนาดไหน แล้วจะเหมาะกับผู้ที่ใช้งานด้านไหนได้บ้าง ซึ่งรายละเอียดรอบๆ กล่องที่แอดมินเห็นว่ามันเป็นจุดเด่นที่ต้องรีวิวอย่างแรกก็คือว่า หูฟังรุ่นนี้จะแบ่งแยกไปตามซีรีส์ อย่าง AM Pro 10 ก็จะมีไดเวอร์ข้างในหูฟังตัวเดียว แล้วก็จะมีระบบ SLED รองรับอยู่ ระบบนี้คือ การที่ไดเวอรืภายในจะมีการปล่อยเสียงที่ส่งมาจากแห่งกำเนิดเสียงได้ด้วย แล้วก็จะปล่อยให้เสียงจากด้านนอก ดูดเข้ามาแล้วก็มาให้ผู้ที่ใช้หูฟงตัวนี้อยู่เนี่ยได้ยินด้วย นั้นก็ทำให้การใช้งานอย่างที่บอกไป มันสามารถใช้งานได้ดีกับพวกกลุ่มนักร้อง นักดนตรีนะครับ เมื่อเปิดมาข้างในกล่อง ก็จะมีอุปกรณ์ที่ให้มาคืออย่างแรกเลย ตัวหูฟัง แล้วก็จะมีกล่องเก็บหูฟังที่เป็นพลาสติกแบบปิดแน่นสนิท สามารถกันน้ำ กันฝุ่นได้ ถัดมาก้จะเป็นจุกยาง ที่ต้องบอกว่าให้มาเยอะมาก หลายขนาด หลายคู่ ก็เอาไว้เปลี่ยนเวลาที่มีเหงื่อหรือใช้ร่วมกันหลายๆ คนก็อาจจะเปลี่ยนจุกยางของตัวเองได้ ให้มาเยอะเลยทีเดียว สุดท้ายก็จะเป็นตัวหูฟัง เท่านี้เองที่ให้มา นอกจากนั้นก็จะเป็นคู่มือการใช้งานรวมไปถึงรับประกันตัวสินค้าต่างๆ นั้นเอง

   ตัวจุกยางก็ให้มา 2 แบบด้วยกัน เป็นแบบซีลีโคลน แล้วก็เป็นแบบฟองนุ่ม ก็ลองไปสวมใส่กันดูว่าแบบไหนจะเหมาะและสวมใส่ได้สบายมากที่สุดนะครับ มาดูที่ตัวหูฟังกันบ้าง ตัวหูฟังอย่างที่บอกไปว่ามันสามารถดูเสียงจากภายนอกได้ ภายในก็จะใช้ driver แบบ balanced armature 1 ตัว เป็นแบบ Full range น้ำหนัก 12.7 กริม ตัวสายของหูฟังเป็นแบบ MMCX audio ใช้แจ็คแบบ 3.5 มม. ปกติในการเชื่อมต่อ ที่ตัวหูฟังก็จะมีตัวอักษร L และ R หรือบอกข้างซ้าย ขวา อย่างชัดเจนอยู่ที่ตัวหูฟัง วิธีการสวมใส่ก็จะต่างจากหูฟังทั่วไปสักนิดหนึ่ง จะใช้คล้องจากบริเวรหลังหูแทน เพื่อให้การสวมใส่ได้ไม่หลุดง่าย เวลามีการเคลื่อนไหวที่แรงๆ ก็จะยึดติดกับหูได้ดีกว่านั้นเอง ที่ตัวหูฟังก็จะไม่มีไมค์โครโฟนมาให้นะครับ เพราะว่ามันไม่ได้เน้นที่การใช้งานทั่วไป หรือว่าใช้งานกับสมาร์ทโฟน แต่เน้นการใช้งานบนเวทีมากกว่านั้นเอง

   มาถึงในส่วนของการทดสอบใช้งานกันบ้าง ต้องบอกว่าแอดมินเองก็ไม่ได้เป็นนักร้องหรือนักดนตรีที่ไหน ที่จะไปขึ้นเวทีแล้วทดสอบหูฟังรุ่นนี้นะครับ แต่แอดมินเองก็ใช้วีธีการทดสอบทั่วไป คือเปิดเพลงจากสมาร์ทโฟนนี่แหละครับ ใช้ฟังเพลงปกติ ก็จำลองสถานการณ์จริงๆ ดูว่าอย่างเช่น เราเปิดเพลงไปด้วยฟังจากหูฟัง แล้วก็เปิดทีวี หรือแม้แต่ไปอยู่ข้างนอก ไปเดินห้าง ไปอยู่บนรถไฟฟ้า ไปอยู่ที่มีเสียงรบกวนเยอะๆ ได้ผลเป็นแบบนี้ครับเพื่อนๆ คือถ้าเป็นเสียงรบกวนแบบปิด คือ ในห้องที่เปิดทีวีไปด้วยฟังเพลงไปได้ แบบนี้จะได้ยินเสียงทีวีชัดเจนดีมากเลย แต่พอไปข้างนอกที่เป็นเสียงรอบข้าง พร้อมกับการเปิดเพลงไปด้วย มันจะได้ยินเสียงภายนอกน้อยลง อาจจะได้ยินแบบแว่วๆ มาเท่านั้นเอง ไม่ได้แบบว่าได้ยินทุกคำพูดหรือทุกเสียงที่คนอื่นพูดใกล้ๆ เราเหมือนเราได้ยินกับหูตัวเองปกติ อะไรแบบนั้นเท่าไหร่ คือมันได้ยินแบบเบาๆ นะครับ

   เรื่องสุดท้ายของการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ก็คือเรื่องของบุคลิกเสียงที่ได้ยินจากหูฟังรุ่นนี้ แอดมินคิดว่ามันเหมาะที่จะเน้นฟังรายละเอียดของเสียงเครื่องดนตรีน้อยชิ้น ถ้าเล่นดนตรีสดก็เป็นแนววงเล็กๆ เสียงร้องชัดเจน ห้องเสียงที่ได้ยินก็เสียงกว้าง แต่ถ้าเพื่อนๆ เป็นนักดนตรีแบบเต็มวง วงใหญ่ๆ อาจจะต้องไปมองหาซีรีส์ที่สูงกกว่านี้ ก็คาดว่าทางทีมงานจะได้ตัวสินค้ามารีวิวกันในตอนต่อไปให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันด้วย

   

พรีวิว Mini Nintendo NES เครื่องแฟมิคอมขนาดพกพาที่ใส่เกมในยุค 80 มามากถึง 30 เกมในเครื่องเดียว

   มาเอาใจคนที่ชอบเล่นเกมกันบ้างดีกว่าครับ สำหรับเว็บไซต์ 108plaza ของเราในตอนนี้จะมาพรีวิวเครื่องเล่นเกมที่ในช่วงยุค 80 เพื่อนๆ หลายคนคงจำได้ว่าเมื่อในยุคนั้น จะมีเครื่องเล่นเกมที่สามารถเปลี่ยนตลับเกมได้ แล้วก็เปลี่ยนไปเล่นเกมต่างๆ ผ่านเครื่องเล่นเกมขนาดไม่ได้ใหญ่มาก สามารถพกพาไปเล่นได้ในที่ต่างๆ แต่ในครั้งนี้ แอดมินมี gadget สินค้าอินเทรนด์ เกี่ยวกับเครื่องเล่นเกมที่เรียกว่าเครื่องแฟมิคอมที่คล้ายๆ กับเครื่องเล่นเกมในยุค 80 อย่างที่ได้กล่าวมาในช่วงต้น แต่เปิดตัวมาในยุคดิจิตตอลแบบนี้ จะมีอะไรดี จะมีอะไรเด็ดให้คอเกมเมอร์หรือคนที่ชอบเล่นเกมอย่างเราๆ ได้เล่นกันบ้างนั้น ไปติดตามรายละเอียดพร้อมๆ กันเลย

   ล่าสุดผู้ผลิตเกมและเครื่องเล่นเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Nintendo ก็เป็นตัวเครื่องเล่นเกมขนาดเล็ก ที่เรียกว่า Mini NES ออกมาให้คอเกมอย่างเราๆ ได้อัพเดทความเคลื่อนไหวกันแล้ว ซึ่งเครื่องเกมแฟมิคอมที่ว่านี้ได้ถูกเปิดตัวมาในอเมริกาเมื่อไม่นานที่ผ่านมานี้ แต่ต้องบอกเลยว่าสำหรับคนไทยแล้ว อาจจะไม่คุ้นเคยกันสักเท่าไหร่ แต่จะคุ้นเลยและมีเข้ามาวางจำหน่ายกันก่อนหน้านี้ไห้คนที่ชอบเล่นเกมได้รู้จักกันคือเครื่องแฟมิคอมแบบ สีขาว-แดง ที่จะมีตลับเกมเอาไว้เปลี่ยนเพื่อเล่นเกมต่างๆ แต่ตัวใหม่ล่าสุดนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนตลับเกมได้ แต่จะมีเกมในยุค 80 อัดเต็มมาให้ในตัวเครื่องเลย โดยมีข้อจำกัดที่ว่า จะสามารถเลือกเล่นเกมได้ทั้งหมดแค่ 30 เกมเท่านั้นที่ถูกบรรจุมาในตัวเครื่อง แต่ 30 เกมที่ให้มาก็ถือว่าค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว แต่บางทีก็อาจจะไม่จุใจหรือสะใจคนที่ชอบเล่นเกมประเภทนี้ก็เป็นได้นะครับ เนื่องด้วยขนาดตัวเครื่องที่มันเล็ก เล็กจนถึงขั้นที่ว่าวางบนฝ่ามือของเราได้เลย แต่ด้วยความที่มีขนาดเล็กนี้ ก็ยังมาพร้อมกับพอร์ด HDMI เพื่อที่จะเชื่อมต่อเข้ากับทีวีหรือสมาร์ททีวีหรือหน้าจอมอนิเตอร์อื่นๆ ได้ง่ายเพื่อใช้ในการเล่นเกมนั้นเอง แต่หลังจากการเปิดตัวมานั้น ก็พบว่าข้อเสียของการเชื่อมต่อภาพขึ้นบนหน้าจอทีวีก็ยังไม่ได้พัฒนามามากมายนัก ก็ยังคงเป็นภาพที่เป็นแบบ 8-bit เท่านั้นเอง นอกจากนั้นในกล่อก็จะยังมีจอยย์รุ่น NES classic แยกมาให้ 1 อัน แล้วก็มีหม้อแปลงแยกมาให้ต่างห่างเพื่อใช้ในการเสียบไฟ แต่ถ้าใครที่อ่านพรีวิวในตอนนี้แล้ว อยากจะได้มาเล่นมากเลย แล้วก็อยากจะเอามาเล่นแข่งกับเพื่อน ก็ต้องไปหาซื้อจอยย์มาเพิ่มต่างหากนะครับ สำหรับเครื่องแฟมิคอม เครื่องเล่นเกมแบบยุค 80 เครื่องนี้ในการเปิดตัวนั้น ได้มีการเปิดเผยเรื่องของราคาออกมาด้วย ราคาในต่างประเทศก็จะอยู่ที่ 59.99 เหรียญ แต่ถ้าใครอยากจะได้เครื่องแฟมิคอมมาเล่นเร็วๆ นี้เลย คงไม่ได้นะครับ เพราะทาง Nintendo นั้นจะออกมาทำตลาดและวางขายในช่วงปลายปีคือช่วงเดือนพฤศจิกายน 2016 เลยทีเดียว ใครที่อ่านพรีวิวแล้วอยากจะได้มาเล่นเนี่ย ก็คงต้องอดใจรอกันสักนิดหนึ่งนะครับ เบื้องต้นก็คาดว่าน่าจะกว่าจะเข้ามาในบ้านเราก็คงเป็นต้นปี 2017 เลยก็เป็นได้ แต่อาจจะสั่งซื้อแบบออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ของ Nintendo ได้โดยตรง อย่างไงก็ลองไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดูได้นะครับสำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบเล่นเกมแบบนี้แล้วก็เปลี่ยนหน้าจอทีวีให้กลายเป็นสนามประลองฝีมือกันกับเพื่อนๆ

   แต่เพื่อนๆ หลายคนก็คงอยากจะรู้กันแล้วใช่ไหมละครับว่า ถ้าในทั้งหมด 30 เกมที่ Nintendo อัดแน่นให้มาในเครื่องแฟมิคอมเครื่องนี้มันมีเกมอะไรบ้างที่น่าสนใจ ในงานเปิดตัวเครื่องแฟมิคอมก็บอกเอาไว้ด้วยครับว่า เกมยอดฮิตอย่าง คาสเซิลวาเนียร์ ดองค์กี้คองส์ ไฟนอลแฟนตาซี กาติอูส นินจาไกย์เด้นท์ หรือแม้แต่ เกมยอดฮิตอย่าง ซูปเปอร์มาริโอ้ 3 เป็นต้น ก็เรียกได้ว่าแต่ละเกมนั้นเป็นที่คุ้นเคยแล้วก็สร้างความน่าตื่นเต้นให้กับคอเกมอย่างมากเลยทีเดียว แอดมินคิดว่าอย่างนั้นนะครับ ใครที่เบื่อการเล่นเกมบนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ลองมาย้อนยุคเป็นการเล่นเกมแบบนี้บ้างก็ได้นะครับ แต่อาจจะต้องรอนานสักนิดหนึ่งกว่าจะออกมาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการนะครับ

   ก็เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่มาเอาใจคอเกมได้ร่วมอัพเดทกันใน 108plaza ครั้งนี้ ส่วนในการรีวิวตอนต่อไปของเรา จะมีอะไรมาให้ได้ติดตามกันอีกนั้น เพื่อนๆ ก็สามารถเข้าไปกด like fanpage//108plaza กันได้เพื่อรอรับทุกๆ การเคลื่อนไหวของเรา รวมไปถึงร้านค้าออนไลน์ของเราที่มีเปิดตัวเข้ามาวางจำหน่ายกันอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีโปรโมชั่นดีๆ รอทุกท่านอยู่ด้วยนะครับ

รีวิว ALTO ZMX 122Fx มิกเซอร์ที่ราคาเบาๆ แต่มีเอฟเฟคในตัวไม่ต้องพึ่งใคร

 

   ต้องบอกว่าในวงการ sound engineer หลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี คนทำซาวต์ มักจะมองหาแต่อุปกรณ์ที่คิดว่าดีแต่มีราคาแพงๆ มาใช้งานกัน แต่ไม่ค่อยจะมองอุปกรณ์ตัวช่วยในการรวมสัญญาณหรือว่ามิกเซอร์นั้นเอง ที่ราคาเบาๆ แต่ให้คุณภาพเสียงที่เรียกว่ามันก็พอใช้ได้ ไม่ขี้เหร่เลย อะไรแบบนี้มาใช้งานกัน ในตอนนี้ทางแอดมิน 108plaza ก็เลยไปจับเอาสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มารีวิวกันให้เพื่อนๆ คนทำซาวต์ทุกคนเลย ได้อ่านกันเพื่อที่จะได้แนะนำว่าของดีราคาเบาๆ มันก็มีเหมือนกันนะ

   ตอนนี้เราอยู่กับอุปกรณ์ตัวช่วยรวมสัญญาณหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า มิกเซอร์ นั้นเอง อยู่กับรุ่น ALTO ZMX 122Fx ซึ่งมิกเซอร์รุ่นนี้ก็เป็นตัวเล็กที่เอาไว้ใช้ในงานคาราโอเกะ งานประชุม งานเล็กๆ ทั่วไป แต่ถ้าใครที่อยากจะได้ที่รุ่นใหญ่กว่านี้ไปใช้ในงานเวที ห้องอัดเสียง สตูดิโอ ก็มีตัวรุ่นใหญ่กว่านี้ที่เป็นรหัสอย่างเช่น 162Fx หรือ 242Fx อะไรแบบนี้ไป ก็สามารถหาซื้อกันได้ แต่ก่อนที่จะไปหาซื้อ มาอ่านรีวิวกันก่อนดีกว่าว่ามันดีจริงหรือเปล่า มันมีข้อเสียตรงไหนบ้างสำหรับมิกเซอร์ตัวนี้ครับ

   สำหรับมิกเซอร์รุ่น ALTO ZMX 122Fx ตัวนี้ก็จะมีช่องสัญญาณ input แบบขาเข้าที่เป็นช่องไมค์หรือช่อง โมโน ที่เรียกกันทั่วไปนเยนะครับอยู่ด้วยกัน 4 ช่อง แล้วก็มีช่อง สเตอริโอ ที่เอาไว้เสียบพวกเครื่องเล่นต่างๆ เครื่องอ่านซีดี หรือไปเสียบกับคอมพิวเตอร์ที่เป็นสายสเตอริโอทั่วไปเนี่ยนะครับ มีอยู่ 2 ช่องด้วยกัน ถ้าเสียบไมค์โครโฟนเพื่อที่จะร้องคาราโอเกะกันในบ้านอะไรแบบนี้นะครับ ก็เสียบไมค์สายได้ 4 ตัวสบายๆ ไม่ต้องมาแย่งกันเลย แล้วก็มิกเซอร์ตัวนี้มีเอฟเฟคในตัวด้วย แต่ก่อนที่จะไปคุยเรื่องเอฟเฟค ไปดูเรื่องของปุ่ม volume ต่างๆ ที่มีมาให้ในมิกเซอร์รุ่นนี้กันบ้าง ปุ่มบนสุดปุ่มแรกเลย ก็คือภาค gain เอาไว้เร่งหรือลดสัญญาณที่เข้ามา ถ้ามีน้อยเกินไปก็เร่งให้มันดังขึ้น ชัดขึ้นได้เลย แล้วก็ถัดมาก็เป็นภาคของ EQ ก็มีให้เลือกปรับอยู่ด้วยกัน 3 ย่านหลักๆ คือเสียงทุ้ม กลาง แหลม เหมือนมิกเซอร์ทั่วไป ถัดมาอีกหนึ่งภาค ก็เป็นตัวปุ่ม AUX นั้นเอง มีอยู่ด้วยกัน 2 AUX ซึ่งหน้าที่ตรงนี้เอาไว้ทำอะไร ก็คือ เอาไว้ทำเป็นมอนิเตอร์ เอาไว้ฟังเสียงในกรณีที่หันตู้ลำโพงไปคนละด้านกับเรา เราก็ทำมอนิเตอร์ฟังเลยว่าเสียงมันเพี้ยนมั้ย ดังเกินไปมั้ย อะไรแบบนี้ ทำได้เลยในมิกตัวนี้ แล้วก็มีปุ่มเอฟเฟค ที่เราจะรีวิวกันต่อไป อย่างเช่นทำเสียง แอคโค่ ดีเลย์ อะไรก็ว่ากันไป แล้วก็มีปุ่ม pan คือเอาไว้ทำมิติเสียง pan เสียงไปทางลำโพงด้านซ้าย ด้านขวา กึงกลาง ได้หมดเลย

   แต่อีกหนึ่งส่วนที่เราต้องรีวิวกันยาวสักนิดหนึ่ง เพราะมันเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่มิกเซอร์ในราคาที่อยู่ในงบ 5 พันบาทมีให้มาใช้งานกันในระดับมือโปรเนี่ยนะครับ ก็คือ มิกเซอร์ตัวนี้มีเอฟเฟคในตัวนั้นเอง ซึ่งปกติแล้วถ้าเราใช้ภาคขยายทีเป็นเครื่องเล่นต่างๆ ที่เอาไว้ร้องคาราโอเกะกันทั่วไปเนี่ยนะครับ ถ้ามีเอฟเฟคที่ใช้งาน ก็จะมีแค่รูแบบเอฟเฟคแบบ แอคโค่ ที่เป็นเสียงสะท้อนไปมาๆ อะไรแบบนี้ แต่มิกเซอร์ตัวนี้เราสามารถเลือกรูปแบบเอฟเฟคได้ถึง 16 แบบ เลยทีเดียว แล้วเราก็สามารถปรับแต่งรูปแบบเอฟเฟคได้หลากหลาย จะเอาแบบหางยาว เสียงกว้าง เสียงสั้น อะไรปรับได้แบบกึ่งๆ มือโปรเลยทีเดียว รูปแบบเอฟเฟคก็จะมีประมาณว่า เป็นเสียแบบ ลีเวิฟ เสียงสะท้อนยาวๆ หรือจะเอาแนวเสียงแบบ ฮอล์ เสียงในห้องกว้างๆ หรือจะเอาแบบ เสียงในห้องเล็กๆ อะไรแบบนี้ปรับได้หมดเลย เรียกว่าคุ้มค่ากับราคาที่เสียไปแน่นอนเลยนะครับ แต่ด้วยความที่มิกเซอร์ตัวนี้เป็นขนาดเล็ก ต้องการให้มีความเล็กตามไปด้วย ก็อาจจะใช้เป็นปุ่มแบบลูกบิดทั้งหมดเลย ทั้งตัวที่เป็น channel หรือ master ก็เป็นลูกบิดทั้งหมดเลยนั้นเอง

   ก็ต้องบอกว่าหลังจากที่ริวิวสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้แล้ว ถือว่าเป็นมิกเซอร์ที่สามารถใช้งานได้ง่ายๆ แล้วก็เรียนรู้ได้ไม่ยากสำหรับเพื่อนๆ หรือท่านใดที่ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องของอุปกรณ์รวมสัญญาณแบบนี้นะครับ ย่างไรแล้วก็ต้องลองไปทดสอบหรือไปขอดูตัวสินค้าแบบจริงๆ กันได้ตามร้านขายอุปกรณ์เครื่องเสียงทั่วไปได้เลย เชื่อว่าแบรนด์นี้มีขายทั่วประเทศแน่นอนครับ

Review Deepcool Iceedge mini FS Sink ตัวช่วยระบายความร้อนให้กับ CPU ในราคาเบาๆ

 

   ในการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ของเราในครั้งนี้ มาเอาใจคนที่ชอบ D.I.Y เคสคอมพิวเตอร์ของตัวเองในราคาเบาๆ กันบ้างนะครับ หรือ เพื่อนๆ คนไหนที่ชอบเล่นเกมส์จากเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ พีซี แล้วตอนนี้มีปัญหาเรื่องของความร้อนในตัว CPU ที่มันอาจจะร้อนได้มากถึงประมาณ 90 องศาหรือมากกว่านั้น ถ้าใครที่เปิดเครื่องยาวๆ เล่นกันแบบจัดหนัก แบบว่าเป็นคอเกมส์สายโหด อะไรแบบนั้นนะครับ ในครั้งนี้ทางทีมงาน 108plaza ก็ไปเจอตัวระบายความร้อนให้กับเคสคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกกันว่าตัว Hitsink นั้นเอง เป็นตัวระบายความร้อนราคาเบาๆ แล้วก็เป็นตัวเริ่มต้นที่อาจจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องของความร้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่อย่างที่บอกไปว่ามันประหยัดเงิน เพราะราคาถูก ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทางทีมงานของเราเอามารีวิวในครั้งนี้ครับ

   ตัวพัดลมระบายความร้อนให้กับคอมพิวเตอร์พีซีตัวนี้มีชื่อว่า Deepcool Iceedge mini FS Sink นั้นเอง ขอบอกราคาก่อนเลยแล้วกันนะครับ ก่อนที่จะไปรีวิวกันว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ราคาพัดลมระบายความร้อนตัวนี้ก็คิดว่าน่าจะราคาถูกที่สุดแล้วนะครับ ประมาณ 3xx บาทเท่านั้นเอง เรียกว่าคนที่ชอบตกแต่ง ชอบดัดแปลง ชอบยัดโน้น ใส่นี่ไปในเคสพีซี ก็คงจะถูกใจกัน เพราะว่ามันราคาถูก แต่เมื่อแกะกล่องออกมา ก็อย่างที่บอกละครับว่ามันเป็นตัวเริ่มต้น คุณภาพก็อาจจะมได้ดีมากเท่าไหร่ ข้างในกล่องก็จะมีคู่มือมาให้ ส่วนเรื่องของการรับประกันก็คงขึ้นอยู่กับร้านจำหน่ายสินค้าไอทีที่เขาจะรับประกันตัวสินค้า อาจจะ 7 วันหรือ 1 เดือนอะไรแบบนี้ก็ว่ากันไปนะครับ แล้วในกล่องก็จะมีตัวขาตั้งที่เอาไว้ยึดตามเคส พร้อมกับน๊อตยึดมาให้เลย ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะไปใส่เอาไว้ตรงไหน บางคนก็เปลือยเคสกันโล่งๆ เลย เพื่อระบายความร้อนได้ดี อันนี้ก็แล้วแต่เพื่อนๆ แต่ละคนนะครับ

   แต่สำหรับการรีวิวครั้งนี้เราจะทำการทดสอบด้วยการวัดอุณหภูมิของตัวเคสพีซี ที่ทางทีมงานของเราบอกว่า ปกติถ้ามันมีตัวระบายความร้อนตัวเดิมที่ติดมากับคอม มันก็จะร้อนอยู่แล้ว บางทีก็ร้อนไปมากถึง 90 องศาเลย อะไรแบบนี้อย่างที่บอกไป ซึ่งสเปคคอมที่เราจะทดสอบกันเนี่ยนะครับ เป็นตัว intel i5 3750 ซึ่งหลายๆ คนก็บอกว่าซีพียูตัวนี้มันจะร้อนอยู่แล้วเป็นปกติ แต่ถ้ามาร้อนมากๆ มันก็คงไม่ดีต่อการทำงานแน่ๆ ก็เลยจัดการเอาตัวระบายความร้อน deepcool ตัวนี้เข้าไปเพื่อช่วยลดอุณหภูมิลง ก็จะวัดดูว่าอุณหภูมิในตัวเครื่อง ก่อนการใส่ตัวระบายความร้อนเข้าไปจะได้อุณหภูมิในที่เครื่อง full road จริงๆ มันได้ที่เท่าไหร่ แล้วหลังจากที่เราใส่ตัวระบายความร้อนไปแล้ว อุณหภูมิจะลดเหลือเท่าไหร่ เดี่ยวมาติดตามกันครับ

   ก่อนที่เราจะใส่ตัวระบายความร้อน deepcool ตัวนี้ไป CPU ที่ตอนขณะที่เปิดใหม่ในช่วงต้น จะมีความร้อนอยู่ที่ประมาณ 40 องศา แต่เมื่อเราเปิดแล้วก็ใช้งานแบบหนักๆ เล่นเกมส์กันไปเรื่อยๆ อุณหภูมิที่ขึ้นมาจะอยู่ที่ประมาณ 70-75 องศา แต่เราก็ดันให้มัน full road ไปเรื่อยๆ จนความร้อนมันขึ้นมาที่ 90 องศา จากนั้นเราก็จัดการเพิ่มตัว sink ที่เรานำมารีวิวครั้งนี้เข้าไป แล้วก็ให้มันทำงานสักพักหนึ่งประมาณ 10 นาที แต่เราก็ยังคงเล่นเกมส์กันแบบหนักๆ ต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็เช็คความร้อนไปเรื่อยๆ เช่นกัน ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ อุณหภูมิความร้อนจากที่อยู่ราวๆ 80-90 เนี่ย มันสามารถลดลงมาได้อยู่ประมาณ 60-65 องศา เท่านั้นเอง ก็ถือว่าเป็นความร้อนที่ CPU มันไม่ Hit นะครับ ก็ทำให้เราเล่นไดนานขึ้น แล้วก็ไม่ส่งผลเสียต่อ CPU ของเราด้วย ซึ่งจากข้อมูลตรงนี้ก็เห็นว่า ตัวระบายความร้อนที่เรานำมารีวิวครั้งนี้ ราคาถูก แต่เรื่องของการใช้งาน เรื่องการระบายความร้อนนั้น ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว แล้วก็ต้องบอกอย่างที่เกริ่นไว้ช่วงต้นว่า มันก็ไม่ได้ดีเหมือนกับตัวระบายความร้อนราคาแพงๆ นะครับ ข้อเสียคือมันไม่สามารถที่จะปรับระดับความเร็วพัดลมได้ งานประกอบก็อาจจะไม่ได้แข็งแรง แน่นหนา สักเท่าไหร่ แต่ก็คือว่าเป็นตัวระบายความร้อนที่สามารถแก้ขัดของคนงบน้อยได้อย่างดีเลยทีเดียวครับ

   สำหรับในตอนหน้า เราจะมี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีกนั้น ต้องบอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะเรามีสินค้าใหม่ๆ เทคโนโลยีล้ำๆ แต่คัดสรรเรื่องของคุณภาพดีและราคาเบาๆ มารีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอย่างแน่นอนเลย

Review Lenovo Yoga Tab 3 Pro Projector Tablet ที่เหมาะกับงานประชุมและพรีเซ้นท์งาน พร้อมครบครันทางด้านความบันเทิง ตัวใหม่ล่าสุดจาก เลอโนโว่

   สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่รักและหลงใหลสินค้าอทางด้านไอที แล้วก็ชอบที่จะสรรหาอุปกรณ์ไอทีตัวใหม่ๆ ที่จะมาช่วยให้คุณนั้นทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แล้วก็รวดเร็วขึ้นนั้นเองครับ ในครั้งนี้เราก็มีอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์มารีวิวกันครับ แน่นอนว่า 108plaza ของเราต้องจัดหนัก จัดเต็มกันทุกๆ ตอนอยู่แล้วและจะเป็นอุปรกรณ์ไอทีตัวไหนอย่างไร ไปดูกันเลย

   Gadget ที่เราจะรีวิวกันในวันนี้คือ Lenovo Yoga Tab 3 Pro รุ่นที่ต่อยอดมาจาก yoga tab 2 นั้นเองครับ ก็ได้มีการเปิดตัวกันไปไม่นานมานี้ เรียกว่าเราได้ตัวเครื่องมารีวิวกันสดๆ ร้อนๆ ก่อนใครเพื่อนอีกแล้วนะครับ ต้องบอกว่า 108plaza ของเรานี่เป็นผู้ที่รีวิวกันเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยทีเดียว ใครที่พลาดอ่านไปแม้แต่ตอนเดียว ต้องกลายเป็นคนที่ตกเทรนด์ไปเลยทีเดียวนะครับ

   มาดูความสดใหม่ของแท็ปเล็ดตัวนี้กันดีกว่าครับ แน่นอนว่ามันมาพร้อมกับรู ที่ด้านหลัง มันจะสามารถทำอะไรได้บ้างนั้น เดี่ยวรู้ครับ ความพิเศษในด้านการใช้งานอย่างแรกของแท้ปเล็ดตัวนี้นะครับ ก็คือการพับขาตั้งเอาไว้ติดกับตัวเครือ่ง แล้วก็ถือใช้งานปกติ ก็ใช้งานได้สะดวกกับการพกพานั้นเองครับ ความพิเศษอย่างที่สอง เราก็กางขาตั้งออกมา สามารถตั้งแท็ปเล็ดเอาไว้บนโต๊ะทำงานหรือว่าวางไว้ตามพื้นที่ต่างๆ ได้ด้วย อย่างที่สาม ใครที่ชอบเล่นโซเชียลบนเตียง เล่นเกมส์บนเตียงหรือดูหนังบนเตียง เล่นกันแบบสบายๆ เลยเนี่ยก็กางขาตั้งออกมาอีกเล้กน้อย ก็ทำมุมจอเป็นแนวแบนราบไปเลย ก็สะดวกสบายไปอีกแบบนะครับ ก็เรียกว่าขาตั้งของแท็ปเล้ดตัวนี้ตอบสนองทุกท่าทางการใช้งานได้อย่างดีเลยทีเดียว แล้วสุดท้าย แท็ปเล็ดตัวนี้มีรูอยู่ด้านหลังตัวเครื่อง เอาไว้ทำไม ก็เอาไว้ให้เราไปเลือกแขนตามฝาผนังต่างๆ แนะนำว่าในห้องครัว ใครที่จะทำอาหารต้องดูสูตร ดูคลิปสอนทำอาหาร รูตรงนี้เหมาะเลยทีเดียวครับ

   จุดเด่นใหญ่ๆ อย่างต่อมาของ yoga tab 3 pro เครื่องนี้ก็คือ มันมี projector ติดมาให้ด้วยที่ด้านข้าง การใช้งานก็ไม่ได้ยากอะไร ก็แค่กดปุ่มเปิดค้างเอาไว้ จากนั้นก็ฉายเข้ากับฝาผนังหนือพื้นขาวต่างๆ ได้เลย เหมาะมากกับคนที่ต้องมีการพรีเซ้นท์งาน มีการประชุม มีการแนะนำสินค้ากับคนกลุ่มใหญ่ หรือ การใช้งานทางด้านความบันเทิง อยากจะเปลี่ยนห้องนอนเป็นโรงหนัง ก็ฉายหนังเข้ากับผนังในห้องนอน ดูหนัง ดู MV อะไรแบบนี้ได้เลย ง่ายๆ นะครับ โดย projector ที่ฉายออกมานั้น ก็จะมีระบบปรับขนาดของจอภาพแบบอัตโนมัติ ให้เป็นภาพที่แสดงมาเหมือนกับหน้าจอแท็ปเล็ดได้เลย ก็ถือว่าใช้งานง่ายครับ

   ขนาดของแท็ปเล้ดเครื่องนี้ก็ไม่ได้ใหญ่มากนะครับ มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 10.1 นิ้ว ก็พกพาง่าย หน้าจอมีความคมชัดในระดับ Quad HD เป็นหน้าจอแบบ IPS ก็ถือว่ามีความคมชัดเลยทีเดียว สีค่อนข้างสด ดูสบายตา จอคุณภาพดีครับ การแสดงผลออกมาได้ไม่ผิดเพี้ยน มีลำโพงให้มาด้านล่าง 1 ตัว เสียงก็ไม่ถึงกับดังมาก อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเครื่องสามารถเพิ่มหน่วยความจำได้ ใส่ micro sd card ได้ ใส่ซิมที่รองรับการใช้งาน 4G ได้ด้วย ด้านหลังตัวเครื่องก็ทำมาจากหนังดูสวยงามหรูหราดีครับ ตัวแท็ปเล็ดเองก็ให้กล้องมาทั้งด้านหน้าแล้วก็ด้านหลัง กล้องด้านหลังมีความละเอียดที่ 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้าความละเอียดที่ 5 ล้านพิกเซล ถัดมาก็มาดูสเปคของตัวเครื่องกันบ้างนะครับ มาพร้อมกับชิปประมวลผลด้านในเป็น intel atom x5-Z8500 ความเร็วอยู่ที่ 1.44 GHz มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ android 5.1 lollipop ภายในก็จะถูกครอบมาด้วยตัว Vibe UI อีกทีหนึ่ง ใครที่ใช้เลอโนโว่มาก็จะคุ้นๆ กับกราฟฟิกหรือว่าไอคอนส์ต่างๆ นะครับ ให้ RAM 2 GB ROM 32 GB สามารถเพิ่มหน่วยความจำสำรองได้สูงสุดที่ 128 GB แล้วก็อัดแน่นมาด้วยความจุของแบตเตอร์รี่ที่มากพอกับการใช้งานยาวๆ เลย 12000 mAh กันเลยทีเดียวครับ

   เป็นอย่างไรกันบ้างละครับ ดูการใช้งาน ดูสเปค ดูฟังก์ชั่นที่ให้มากับแท็ปเล็ดตัวนี้แล้ว พอที่จะเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่คุณอยากจะได้เป็นเจ้าของหรือไม่ ซึ่งผมก็ถือว่ามันเป็นอีกหนึ่งสินค้าไอทีที่มีจุดขาย แล้วก็ใช้งานได้ดีนะครับ เรื่องราคาก็อาจจะแพงนิดหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ 22,xxx บาท เลยทีเดียว สำหรับใครที่สนใจก็ลองไปมองหาเครื่องจริงกันได้ที่ศูนย์บริการของทาง Lenovo ได้เลยนะครับ

Review Samsung Evo Plus 256GB Micro SD Card ตัวใหม่ล่าสุด จุได้เยอะกว่าเดิม รองรับการใช้งานในสมาร์ทโฟนที่หน่วยความจำไม่พอ

   เดี่ยวนี้ต้องบอกว่าเรื่องของการพัฒนาทางด้านความละเอียดของกล้องที่ไปเป็นระดับ 4k กันค่อนข้างเยอะแล้วเนี่ยนะครับ เรื่องของไฟล์ภาพต่างๆ รวมไปถึงไฟล์วีดีโอต่างๆ มันก็ต้องมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพราะความคมชัดมากขึ้น ความละเอียดมากขึ้น แล้วใครที่ใช้สมาร์ทโฟนแล้วชอบถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ เก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ในมือถือเยอะแยะเลย ส่งผลให้ปัจจุบันนี้เรื่องของหน่วยความจำในตัวเครื่อง รวมไปถึงหน่วยความจำสำรองหรือที่เรียกว่า micro sd card เนี่ยนะครับ มันไม่พอใช้งาน ล่าสุดครับ Samsung ได้เปิดตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ออกมาล่าสุด

   สำหรับตัวนี้เป็น Micro sd card ที่ชื่อว่า Evo plus 256GB จากทาง samsuong นั้นเองครับ ซึ่งต้องบอกว่า micro sd slot ตัวนี้ซัมซุงเองผลิตขึ้นมาให้มีการใช้งานกับอุปกรณ์ระดับ ไฮ เอนต์ ต่างๆ อย่างเช่น สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ด กล้อง action cam โดรนต่างๆ กล้องถ่ายรูประดับความคมชัดสูง แล้วก็อุปกรณ์ไอทีอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องการความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลที่รวดเร็วนั้นเอง ซึ่งทาง ซัมซุง เองก็ได้ทำการทดลองตัว micro sd card รุ่นนี้กับทางผลิตภํณฑ์ของทาง ซัมซุง เองอย่างเช่นตัว กล้อง 360 องศา อย่าง Samsung gear เอง ซึ่งตัว micro sd card evo plus 256 GB ตัวนี้เป็นการ์ด class 10 ซึ่งมีความเร็วในการอ่านข้อมูลอยู่ที่ 95 Mb/s และสามารถใช้ความไวในการเขียนข้อมูลได้ความเร็วสูงสุดที่ 90 Mb/s นั้นเอง ถือว่ารวดเร็วมากนะครับ นอกจากการทดสอบที่ว่ามานี้แล้ว ทาง ซัมซุง เองยังทำการทดสอบแล้วว่า micro sd card ตัวนี้เมื่อนำไปใช้กับกล้องถ่ายวีดีโอแล้ว จะสามารถบันทึกภาพที่มีความคมชัดระดับ 4k ได้นานถึง 12 ชั่วโมงติดต่อกัน แล้วก็สามารถบันทึกวิดีโอที่มีความคมชัดระดับ Full HD ได้นานติดต่อกันถึง 33 ชั่วโมงเลยทีเดียว แล้วใครที่ชอบฟังเพลงนะครับ แล้วก็เก็บไฟล์นามสกุลเป็น mp3 นั้น ตัว micro sd card ตัวนี้สามารถเก็บไฟล์ได้เยอะถึง 23,500 ไฟล์เลยทีเดียว เรียกว่าใครที่เอา micro sd card ตัวนี้ไปเก็บเพลงโดยเฉพาะเลยเนี่ยนะครับ เชื่อว่าได้เยอะเลยทีเดียว

   คุณสมบัติของตัว mrcro sd card ตัวนี้ยังไม่หมดนะครับ นอกจากนี้ยังสามารถยังสามารถกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IPx 7 แล้วก็กันอุณหภูมิที่ต่ำสุดจนถึงสูงสุดได้ที่ -25 ถึง 80 องศาเซลเซียส กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถกันคลื่นแม่เหล็ก กันแม่เหล็กและรังสีเอ็กซเรย์ได้ด้วย แต่เพื่อนๆ คนไหนที่สนใจ อยากจะซื้อมาใช้งานเลย เพราะเห็นว่ามันดีขนาดนี้ ชอบเลย อยากจะได้มาเก็บข้อมูล ต้องบอกว่าใจเย็นๆ ครับ เพราะตอนนี้ทาง ซัมซุง เองยังไม่มีการประกาศว่าจะวางจำหน่ายในตอนนี้ แต่จะประกาศวางจำหน่ายใน 50 ประเทศทั่วโลกในช่วงเดือนมิถุนายนนี้แน่นอน ก็อีกไม่นานเกินรอครับ คาดว่าน่าจะวางขายในช่วงกลางๆ เดือน มิถุนายน นี้ แต่อย่างไรแล้ว จะเข้ามาในประเทศไทยเลยหรือไม่ ต้องติดตามทาง ซัมซุง ประเทศไทยว่าจะนำเข้ามาหรือไม่นะครับ แต่ในส่วนของเรื่องราคานั้น เปิดเผยจากทาง ซัมซุง บริษัทแม่มาว่า จะวางขายในราคาประมาณ 249.99 เหรียญ หรือราคาราวๆ 8,xxx บาท กันเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเราเห็นราคาแบบนี้แล้ว บางคนอาจจะยอม เอาข้อมูลต่างๆ โอนย้ายไปอยู่ในคอมพิวเตอร์แทนก็ได้ เพราะว่าราคาเท่านี้เนี่ย เหมือนกับเราได้มือถือเครื่องใหม่อีกเครื่องหนึ่งเลย ในราคาไม่ถึงหมื่นแล้วตอนนี้คุณภาพดีๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ แต่ถ้าใครที่คิดว่า มันจำเป็นจริงๆ ต้องใช้ micro sd card ที่มีสเปคเท่านี้เลย ความจุเท่านี้เลย แล้วก็สามารถอ่าน เขียนข้อมูลได้เร็วเท่านี้เลย แล้วก็ต้องเป็น คราส 10 ด้วยเนี่ย อย่างไรแล้วก็ถือว่าคุ้มครับ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่มันก้าวล้ำไปแล้ว มันเป็นเรื่องปกติที่ในช่วงแรกๆ ของเทคโนโลยีนั้นๆ มันก้จะมีราคาแพงเสมอๆ นะครับ เพื่อเป็นการสร้างความน่าตื่นเต้นและสร้างความน่าสนใจที่หลายคนมีเงินก็คงซื้อ แต่หลายคนไม่ได้มีเงินเยอะที่ต้องซื้อ card ราคา 8 พันเกือบๆ 9 พันบาท อันนี้ก็คงไม่จำเป็นนะครับ

   สำหรับในครั้งหน้านั้น เราจะมี gadget สินค้าอินเทรนด์อะไรมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันอีกนั้น ต้องคอยติดตามกันด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่นำมาอัพเดทในวงการสมาร์ทโฟน gadget ต่างๆ รวมไปถึง wearable ที่เปิดตัวมาให้ต่างๆ เราจะไม่พลาดที่จะได้มาอัพเดทให้เพือ่นๆ นั้นไม่ตกเทรนด์อย่างแน่นอน แล้วใครที่ยังไม่ได้เข้ามากด like กับ facebook ของเรา 108plaza นะครับ สามารถเข้ามาติดตามเราได้ แล้วก็เขามาพูดคุย แนะนำข้อมูลต่างๆ ที่จะให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวกัน ก็สามารถติดต่อเราได้ผ่านทางช่องทาง facebook นี่แหละนะครบ