Review Lexus NX300h รถยนต์ Sport Cross Over ที่ดูหรูๆ แบบลุยๆ

   Lexus NX300h รถยนต์แบบ compact suv ที่ตอนนี้ได้รับความนิยมกันทั่วโลก รถยนต์ที่ขับขี่ได้ทั้งในเมือง นอกเมือง ไปแบบทางเรียบได้ ทางลุยก็ไม่หวั่น ของแค่ใจเราไปถึง ว่ากันอย่างนั้นสำหรับรถยนต์ที่เว็บไซต์ 108plaza ของเราจะมารีวิว ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ในช่วงนี้เลยก็ว่าได้สำหรับในวงการยานยนต์ที่เป็นรถยนต์นำเข้าในบ้านเรา

   สำหรับการวางตำแหน่งทางการตลาดระดับโลกของรถคันนี้ต้องบอกว่าอยู่ในกลุ่ม premium compact suv ที่ทัดเทียมกับค่ายรถในหลายค่ายทั่วโลกโดยเฉพาะในค่ายรถทางฝั่งเยอรมันได้อย่างสบายๆ เลย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจในหลายๆ จุดเลยทีเดียว ด้วยจุดเด่นอย่างแรกเลยเมื่อดูรอบๆ คันแล้วการออกแบบจะดูล้ำอนาคตมาก ผสมผสานกับการออกแบบภายในที่ดูแล้วก็ยิ่งอยากจะได้มาครอบครองจริงๆ สำหรับด้านของขุมพลังนั้น Lexus NX300h คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2500 ซีซี ขับเคลื่อน 4 ล้อและมาพร้อมกับระบบไฮบริดจ ที่สามารถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าผสานกับเครื่องยนต์ได้ลงตัวทั้งล้อหน้าและล้อหลัง โดยเครื่องยนต์นั้นให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 197 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT 6speed รถคันนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 180 กม./ชม. และสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ทำได้ภายในเวลา 9.3 วินาที นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยมากมาย มีเซนเซอร์รอบคัน มีกล้องรอบคันที่ช่วยในระบบช่วยจอด ระบบตรวจจับสิ่งกิดขวางในขณะถอยโดยใช้สัญญาณเรดาร์ ระบบเตือนมาออกนอกเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติสามารถหยุดรถได้เองในขณะที่ขับตามรถด้านหน้า เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ในเวลากลางคืนด้วยระบบไฟหน้า LED สามารถมองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นแม้ว่าจะเป็นทางโค้งก็ตาม นี่เป็นเพียงบางส่วนที่พุดมาในระบบความปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดจริงๆ สามารถติดตาได้ในเว็บไซต์ของ Lexus ได้

   เมื่อดูเรื่องของดีไซน์รอบๆ ตัวรถแล้ว จะเห็นว่าตัวกระจังหน้านั้นจะเป็นเอกลักษณ์ของทาง lexus เลยทีเดียว สไตล์ก็จะคล้ายๆ กับสายฟ้าฟาด ก็ดูโฉบเฉี่ยวน่าจะถูกใจใครหลายๆ คน ในส่วนของไฟหน้าดูเล็กลงแต่อัดแน่นด้วยไฟโปรเจคเตอร์ถึง 3 ชุดด้วยกัน สามารถปรับแสงสว่างทั้งในมุมตรง มุมหักเลี้ยว แล้วก็ทางโค้ง ไฟหน้าชุดนี้จะทำงานแบบอัตโนมัติทั้งหมด เพื่อให้ทัศวิสัยในการมองทางในเวลากลางคืนได้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดมุมอับที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ถัดมาก็มาดูมิติทางตัวรถด้านท้ายกันบ้าง จะสังเกตเห็นว่าตรงไฟท้ายนั้นจะถูกออกแบบมาให้ยื่นออกทางด้านข้างเล็กน้อย ทำให้ดูดุดันขึ้น รวมไปถึงการออกแบบให้เป็นไปตามหลักอากาศกลศาสตร์ด้วย เปิดประตูท้ายขึ้นมา จะเห็นว่ามีพื้นที่ใส่สัมภาระได้เยอะเลยทีเดียว กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบยังใส่ได้เลยครับแล้วก็มีเครื่องมือช่างรวมไปถึงยางอะไหล่มาให้ไว้เปลี่ยนด้วยในพท้นที่ด้านท้าย สำหรับราคาในรุ่นเริ่มต้นจะอยู่ที่ 2.7 ล้านบาท แต่ในรุ่นท๊อปก็จะมีประตูฝาท้ายที่เป็นแบบเซนเซอร์ไฟฟ้า สามารถเปิดปิดด้วยไฟฟ้าและระบบป้องกันประตูหนีบ ประตูชนพื้นที่สิ่งกีดขวางด้านบน ก็มีมาให้ครบเลย

   เมื่อเข้ามาดูที่ด้านในตัวรถ ไมว่าจะนั่งอยู่ในตำแหน่งของคนขับหรือผู้โดยสารก็ตามแต่ จะรู้สึกทันทีเลยว่าเป็นรถยนต์ที่พรีเมี่ยมมากๆ มีการแบ่งโซนด้านหน้าแยกชัดเจน ระหว่างความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เป็นการปรับโหมดเกียร์แบะควบคุมรถจะอยู่ทางโซนด้านล่าง สามารถปรับเกียร์ในโหมด eco , manual , sport plus ได้หมดเลย ส่วนโซนด้านบนก็จะมีหน้าจอขนาด 7 นิ้วที่ให้ความคมชัดมากเลยทีเดียว พร้อมกับระบบเครื่องเสียงรอบคันและชุดแอร์แบบออโต้แยกฝั่ง ในส่วนของพื้นที่ห้องโดยสารนั้นไม่ต้องห่วงเลย กว้างขวางสะดวกสบายทั้งเบาะที่นั่งแถวแรกและแถวที่สอง พืนที่เหนือศรีษะหรือพื้นที่ตรงบริเวณเข่า ก็มีเหลือให้นั่งได้สบายๆ สามารถเดินทางไกลได้อย่างดีเลยทีเดียวในรถคันนี้ครับ

   ในส่วนของการขับขี่นั้น ต้องบอกเลยว่าถ้าอยู่ในช่วงความเร็วต่ำ แล้วตัวมอเตอร์ไฟฟ้ายังมีแบตเตอร์รี่อยู่ จะสามารถใช้กำลังขับเคลื่อนแบบมอเตอร์ไฟฟ้าได้เต็มกำลังในช่วงความเร็วต่ำ ประมาณ 30-35 กม./ชม. แต่ถ้าเลยในช่วง 60 กม./ชม. ไปแล้ว เครื่องยนต์จะทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า แล้วจะขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อในเวลาที่จำเป็นและต้องการแรงกระชากที่มากพอในช่วงกดคันเร่งขึ้นไปได้ รู้สึกว่าขุมพลังเกือบๆ 200 แรงม้าในรถคันนี้ทำได้ดีเลยทีเดียว แต่จะบอกว่ารถคันนี้เป็นรถที่แรงใช่ไหม ตอบเลยว่าไม่ใช่ ถ้าขับในโหมดอีโค้ การตอบสนองคันเร่งถือว่าช้าและรถค่อนเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ แต่พอปรับมาโหมดสปอร์ต จะรู้สึกแตกต่างทันทีเลย มีอาการหลังติดเบาะ แต่ก็ยังคงทำงานควบคุมกับมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ ก็ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadged สินค้าอินเทรนด์ที่ใครหลายๆ คนสนใจและเป็นรถยนต์แบบรักโลกอีกหนึ่งคันเลยก็ว่าได้ครับ

Content by Admin_barahum