รีวิว 1MORE iBFree Bluetooth in-Ear หูฟังบลูทูธเพื่อการออกกำลังกาย กันน้ำ กันเหงื่อ ในงบ 2,000 บาท

 

       ใครที่กำลังมองหาหูฟังบลูทูธที่เน้นไปในสไตล์ sport เน้นการออกกำลังกาย เป็นหูฟังไร้สายที่สามารถกันน้ำ กันเหงื่อได้ แต่หูฟังไร้สายที่นำมารีวิวกันใน 108plaza ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์น้องใหม่ ที่มีชื่อว่า 1MORE รุ่น iBFree นั่นเอง เป็นสินค้าที่จัดว่าน่าสนใจในเรื่องของราคาที่ไม่ได้แพงมากนัก อยู่ในงบไม่เกิน 2,000 บาท ก็พอจะหาซื้อหูฟังไร้สายที่มีงานประกอบดี วัสดุดี เสียงออกไปทางเบสนุ่มลึก ฟังสนุกๆ แต่รายละเอียดและฟังก์ชั่นการใช้งานของหูฟังรุ่นนี้มีอีกเยอะเลยทีเดียว ไปอ่านรีวิวแบบเจาะลึกกันได้เลย

เริ่มต้นแกะกล่องของหูฟังบลูทูธรุ่นนี้กันเลย ภายในกล่องก็จะมีอุปกรณ์เสริมให้มาครบครัน ประกอบด้วยสายชาร์จ USB มีแต่สายไม่มีหัวชาร์จมาให้ ก็สามารถไปชาร์จกับคอมพิวเตอร์หรือหัวชาร์จสมาร์ทโฟนได้เหมือนกับหลายๆ รุ่นทั่วไป ถัดมาก็จะเป็นตัวจุกยางหรือตัว Eartip ที่จะแถมมาภายในกล่อง 2 ขนาด และที่ติดกับตัวหูฟังอีก 1 ขนาด ก็เป็นเล็ก กลาง ใหญ่ ก็ลองไปฟังกันดูและเลือกตามความสบายของรูหูแต่ละท่าน เพราะจุกยางแต่ละขนาดนั้นก็เปลี่ยนเสียงของหูฟังได้อีกหลายๆ มิติ ชอบแนวเสียงไหนแบบใด เลือกกันได้ ถัดมาก็จะมีตัวเฮาท์ซิ่ง ที่เป็นที่คล้องหู แล้วก็จะมีคู่มือการใช้งานและใบรับประกันตัวสินค้าต่างๆ มีมาให้ในกล่องเลย

มากันที่ตัวหูฟังกันบ้าง ต้องบอกเลยว่าวัสดุที่นำมาทำหูฟังรุ่นนี้ก็เป็นวัสดุคุณภาพดีเลยทีเดียว ทำมาจากตัวไทเทเนี่ยม ที่ให้ความเบาและความแข็งแรงก็สามารถใส่ออกกำลังกายได้ไม่รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด ความยาวของสายหูฟังข้างซ้าย-ขวาห่างกันประมาณ 70 ซม. ถือว่าสายยาวพอสมควร ก็แนะนำว่าตอนที่ใช้งานนั้น ก็ต้องปรับระยะระหว่างช่วงหูด้านซ้ายไปด้านขวาให้พอดีกับช่วงต้นคอ แล้วก็เก็ฐสายให้เรียบร้อย เพื่อจะได้ไม่รู้สึกรำคาญนั่นเอง อีกหนึ่งสิ่งที่เราต้องแนะนำและคิดว่ามันสำคัญ ก็คือ ตรงบริเวณพอร์ดเสียบชาร์จแบตที่เป็นพอร์ด micro usb นั้น จะมีแผ่นยางปิดเอวไว้อยู่ เมื่อชาร์จเสร็จแล้ว อย่าลืมปิดกลับไปที่เดิมทุกครั้ง เนื่องจากว่าฟังก์ชั่นของมันคือกันน้ำได้ แต่ถ้าไม่เอาแผ่นยางปิด น้ำเข้าได้ และ ก็จะพังเสียหายได้ ส่วนการใช้งานตรงบริเวณปุ่ม control talk นั้นก็ง่ายๆ เป็นปุ่มแบบ multifunction ก็จะใช้ง่ายๆ ปุ่มตรงกลางก็คือสามารถกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้ แต่ถ้ากดค้างก็จะเป็นปุ่ม pair บลูทูธ ก็จะมีไฟกระพริบขึ้นมาก็หมายความว่ากำลังรอเชื่อมต่ออยู่ ส่วนปุ่มทางด้านข้าง ก็จะเป็นปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง และเป็นปุ่มเลื่อนเพลงในตัวเดียวกัน ก็ใช้งานง่ายๆ เหมือนกับหูฟังบลูทูธทั่วไป

ในส่วนของสเปคหูฟังนั้น ขนาดของ driver ภายในแต่ละข้าง จะมีขนาดอยู่ที่ 8 มม. มีค่าความด้านทานอยู่ที่ 98 โอห์ม ความถี่ที่ตอบสนองตรงตามาตรฐานของหูคนเราได้ยินที่ 20Hz-20kHz ก็ถือว่าเป็นหูฟังที่มีความถี่ต่ำที่ลงได้ลึก และ มีเสียงปลายแหลมที่กว้างมากเลยทีเดียว ในส่วนของสเปคแบตเตอร์รี่นั้น การชาร์จแบต 1 ครั้งจนเต็ม จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าหากว่าการใช้งานในการฟังเพลง จะสามารถใช้งานได้ติดต่อกันนาน 8 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้ในการคุยโทรศัพท์อย่างเดียวนานติดต่อกันได้ประมาณ 10 ชั่วโมง ตรงนี้ก็อาจจะคลาดเคลื่อนบ้างถ้าตามการใช้งานจริงๆ ขึ้นอยู่กับการเร่งความดัง ระดับเสียงต่างๆ ด้วย แต่ความดังสูงสุดตามสเปคที่บอกมานั้นจะอยู่ที่ 120 dB เลยทีเดียว ถือว่ามีความดังมากพอสมควรเลย ก็ถือว่าเป็นสเปคที่ค่อนข้างสูง ความจุของแบตเตอร์รี่ที่ให้มานั้นอยู่ที่ 90 mAh กันเลยทีเดียว

ก็ต้องบอกว่าหูฟังบลูทูธ 1MORE รุ่น iBFree ตัวนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นหูฟังไร้สายสไตล์ sport ที่สามารถกันน้ำ กันเหงื่อ ได้ก็จริง และ ดูเหมือนว่าฟังก์ชั่นนันจะเน้นไปทางการออกกำลังกายก็จริง แต่หลังจากที่แอดมินได้ทดสอบฟังเสียงแล้ว ได้รับรู้ถึงบุคลิกเสียงของหูฟังรุ่นนี้แล้ว ค่อนข้างที่จะเน้นไปทางหูฟังที่กึ่งๆ หูฟังออกกำลังกายก็ได้ และ หูฟังที่เอาไว้ใช้ฟังเพลงทั่วไป ฟังสบายๆ ก็ได้ ไม่ได้เน้น sport จ๋าๆ ซะทีเดียว เพราะแนวเสียงที่ได้จากหูฟังรุ่นนี้คือเสียงกลาง แหลม มีความใส เคลียร์ มีความโปร่งของเสียง พร้อมกับมิติเสียงเบสที่นุ่มลึก แต่ถ้าสายออกกำลังกายจริงๆ ที่เน้นเบสหนักๆ เสียงจัดจ้านแบบนั้นหูฟังรุ่นนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์มากนัก ต้องไปหามองอีกหนึ่งรุ่นต่อไปแทนจะดีกว่า

Review Foldio360 สตูดิโอขนาดเล็กสำหรับการถ่ายภาพสินค้าออนไลน์ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ

 

   ยุคนี้เป็นยุคที่ต้องเรียกว่าการขายสินค้าออนไลน์มันมีมากขึ้นแลกำลังเป็นธุรกิจที่กำลังนิยมกันอย่างมาก ไม่ว่าจะขายสินค้ากันผ่านทางเว็บไซต์ หรือ แอปพลีเคชั่นต่างๆ ทางโซเชียลมีเดียมากมาย ตรงนี้กลายเป็นสิ่งที่คนยุคใหม่นิยมกันมาก แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากเลยก็คือ ภาพสินค้า ที่เราต้องลงทุนกับการถ่ายภาพกันพอสมควร เพื่อให้ภาพสินค้าออกมาสวยงาม ดูดี และเป็นที่น่าเชื่อถือ แอดมินเองก็มีอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์สำหรับการถ่ายภาพสินค้าออนไลน์โดยเฉพาะมารีวิวกัน มีชื่อว่า Foldio360 เป็นเหมือนกับสตูดิโอขนาดเล็ก วางสินค้าไปแล้วสามารถถ่ายภาพได้ 360 องศากันเลยทีเดียว จะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร แล้วก็มีการใช้งานอย่างไร ไปติดตามกันเลย

   ถ้าจะอธิบายการใช้งานง่ายๆ ของตัว Foldio360 ตัวนี้ก็คือ มันจะเป็นคล้ายๆ กับแทนวางสินค้าที่เป็นแบบจานกลมๆ แล้วก็สามารถหมุนได้ 360 องศา เมื่อเราอยากจะถ่ายภาพสินค้าอะไรก็ได้ที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มาก เพื่อจะไปลงขายออนไลน์ เราก็วางสินค้าลงไปที่แท่นวาง จากนั้นตัวจานก็จะต้องเชื่อมต่อไฟ มีตัวอแด็ปเตอร์แปลงไฟมาให้ในกล่อง พร้อมกับคู่มือการใช้งานแบบง่ายๆ มาให้ ส่วนของการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อะไรได้บ้างนั้น ก็ง่ายๆ เลยในยุคคนี้นิยมเอาสมาร์ทโฟนถ่ายภาพกัน ดังนั้น ตัวจานจะมีบลูทูธ สามารถที่จะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ผ่านตัวแอปพลีเคชั่นที่ชื่อว่า Foldio360 เช่นเดียวกัน ซึ่งการถ่ายภาพก็สามารถใช้สมาร์ทโฟนทั้งฝั่งของ android และ iOS ก็สามารถดาวโหลดได้ ซึ่งตัวแอปนั้นก็จะเป็นแอปกล้องได้เลย ส่วนการใช้งานของกล้องนั้น เมื่อเราติดตั้งแอปเรียบร้อย เชื่มอต่อบลูทูธกับตัวจานหมุนแล้ว ก็พร้อมใช้งาน เราก็แค่เอาสินค้ามาวาง แล้วก็เข้าแอปไปถ่ายภาพ ซึ่งในตัวแอปจริงๆ นั้น จะมีฟังก์ชั่นการถ่ายภาพมากมายเลยที่ออกแบบมาเพื่อการถ่ายสินค้าหรือถ่ายวัตถุจริงๆ ก็จะมีให้เลือกว่าจะถ่ายเป็นภาพนิ่งก้ได้ หรือ จะถ่ายเป็นไฟล์ gip ที่เป็นคล้ายๆ วีดีโอ แบบที่จะหมุนสินค้าไปรอบๆ แบบ 360 องศา ก็ได้ แล้วจากนั้นก็จะอัพขึ้น facebook หรือแอปโซเชียลต่างๆ ได้เลย แต่ก็แนะนำอย่างหนึ่งว่า การถ่ายภาพจากสมาร์ทโฟนนั้น เราควรที่จะใช้ขาตั้งกล้องหรือขาตั้งหนีบตัวเครื่องเอาไว้ เพื่อจะให้มันนิ่งมากที่สุดแล้วก็กดถ่าย เพราะจะสามารถถ่ายได้แบบ 24 เฟรม 34 เฟรม หรือ 60 เฟรม คืออยากให้เน้นความละเอียดของสินค้ามากแค่ไหน เลือกถ่ายได้เลย จานหมุนก็จะหมุนไปตามความเร็ว ความช้าของการตั้งค่ากล้อง ก็จะมีการเชื่อมต่อกันผ่านทางบลูทูธอยู่แล้ว

   ในส่วนของฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ใช้ในการถ่ายภาพสินค้านั้น จริงๆ แล้ว Foldio360 ก็จะคิดมาให้เรียบร้อยแล้วว่า ถ้ามีแต่เฉพาะจานหมุนที่ใช้วางสินค้าอย่างเดียว ฉากหลังหรือพื้นหลังก็จะติดมาแบบไม่สวยเท่าไหร่ ดังนั้น มันก็เลยเป็นที่มาของคำว่า สตูดิโอขนาดเล็ก ตามภาพมันก็จะคล้ายๆ กับกล่องสี่เหลี่ยม ที่มีฉากหลังติดอยู่นั่นเอง

   สิ่งที่ Foldio360 คิดมาให้เรียบร้อยเลย ก็คือ จะมีกล่องที่เห็นเป็นกล่องสี่เหลี่ยมในรูปต้วอย่างสินค้าด้านบน ตัวกล่องนั้นจะเป็นกล่องแบบพับได้ โดยใช้แม่เหล็กดูดติดกัน สามารถตั้งกล่องได้ง่าย พร้อมกับมีเป็นไฟ LED สีขาวมาให้ติดเอาไว้ส่องสว่างภายในตัวกล่อง เป็นการเน้นให้แสงมันตัดกับเงาได้ดีขึ้น ทำให้ลดเงาได้ดี่ขึ้น ตัวไฟนั้นก็จะใช้การเสียบปลั๊กเช่นเดียวกัน แต่ต้องติงอยู่นิดหนึ่งว่าไฟที่ให้มาสายสั้นไปนิดหนึ่ง สายไฟน่าจะยาวกว่านี้เพื่อความสะดวก แต่ตัวปลั๊กเสียบนั้นเป็นแบบ universal คือสามารถนำไปใช้งานได้ทั่วโลกเลย แล้วไฟที่ให้มาก็มี 4 ดวง สามารถติดส่องเอาวที่ด้านบน ด้านข้าง และ ด้านหลัง พร้อมกับมีกระดาษเป็นพื้นฉากหลังปิดทับอีกชั้นหนึ่ง กระดาษก็จะมีสีขาว สีเทา สีฟ้า มาให้เลือกได้ว่าจะชอบฉากหลังเป็นพื้นสีอะไร ก็จำลองมาคล้ายๆ กับสตูดิโอที่ทำเป็นฉากจริงๆ มาให้ได้ใช้งานกัน ตัวความสูงของกล่องไฟนั้นจะอยู่ที่ 15*15 นิ้ว ตรงนี้ก็ต้องคำนวณดูด้วยว่าสินค้าของท่านนั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่านี้หรือไม่

   ก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ตัวช่วยและเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่ต้องบอกว่าค่อนข้างสำคัญเลยทีเดียว กับคนที่ทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ ที่ต้องการภาพสินค้าสวยๆ ชัดๆ และมีฉากหลังที่จัดว่าดูดี ดูเป็นสินค้าที่น่าเชื่อถือดูได้ทุกมุมมอง ตัวแอปกล้องเองก็สามารถตั้งค่าได้หลากหลาย ทั้งการเพิ่มลดแสงไฟ ก็สามารถสั่งงานได้ผ่านบลูทูธที่ตัวแอปกล้องได้เลย

รีวิว LG V20 สมาร์ทโฟนที่จัดว่าเป็น Best of the year 2016 ก็ว่าได้เครื่องแรง กล้องดี เสียงเลิศ จอใหญ่เต็มตา

 

   สำหรับใครที่เป็นสาวก LG ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทสมาร์ทโฟนก็คงไม่แปลกใจว่าทำไมต้องเลือกแบรนด์นี้ในสมาร์ทโฟนเรือธงหลายๆ รุ่นที่ผ่านมา ในตอนนี้แอดมินไม่ได้มารีวิวสินค้าอินเทรนด์ที่เปิดตัวใหม่ล่าสุดแต่อย่างใด แต่จะมารีวิวสมาร์ทโฟนที่คิดว่ามันน่าจะดีที่สุดในปี 2016 ที่ผ่านมาเครื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ เครื่องแรง จอใหญ่เต็มตา 5.7 นิ้ว กล้องหลังคู่ เสียงลำโพงดีฟังเพลงได้เต็มอิ่มจากตัวเครื่อง มิติเสียงดี เท่านี้ก็ถือว่าเต็มประสิทธิภาพการใช้งานสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่องแล้วจริงๆ แต่ต้องบอกก่อนว่า สำหรับคนชอบมือถือจอใหญ่เท่านั้น เรากำลังพูดถึงนี่เลย LG V20 มันเด่นในเรื่องใดบ้างแล้วเด่นข้ามปีมาถึงนี้นี้อย่างไรบ้าง มาติดตามกันเลย

   ต้องบอกว่าสาเหตุที่แอดมินเอง เลือกมือถือรุ่นนี้กลับมารีวิวอีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะว่าได้มีโอกาสได้ไปใช้งานแบบเต็มๆ มาแล้ว ก็เห็นว่ามันมีทีเด็ดเยอะมากๆ เรียกว่าเยอะจนครบครันเลย มีการใช้งานทั้งแบบเฉพาะทาง และ สามารถประยุกต์ใช้ได้อีกหลายๆ แบบ สิ่งแรกที่สัมผัสได้ก็คือ งานประกอบของแบรนด์นี้จัดว่าโดดเด่น งานดีมากๆ แน่นหนา เก็บรายละเอียดได้ดี มาพร้อมกับโลโก้เสริมอย่าง B&O ด้วยเป็นแบรนด์ที่ผลิตหูฟังชั้นนำ ซึ่งในมือถือตัวนี้ก็ใส่ซอฟแวร์ทางด้านเสียงของแบรนด์นี้มาด้วย ก็ทำให้คุณภาพเสียงนั้นจัดว่าเด็ด และ ความแรงของตัวเครื่องก็ต้องบอกว่าแรงมากๆ ใช้ชิปตัวแรงเลยทีเดียว

   ตัวเครื่องนั้นมาพร้อมขนาดหน้าจอ 5.7 นิ้ว ความคมชัดระดับ 2k เลยทีเดียว ชิปประมวลผลใช้ snapdragon 820 RAM 4GB ความจุแบตเตอร์รี่ 3,200 mAh กระจกหน้าจอเป็น gorilla glass 4 ส่วนการ์ดจอที่ใช้เป็น adreno 530 จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างก็คือ กล้องหลังคู่ ความละเอียดกล้องหลังตัวแรกอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล f/1.8 และกล้องหลังตัวที่สองความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.4 มาพร้อมกับ OIS กันสั่นด้วย ถ่ายวีดีโอนิ่งกริบเลยทีเดียว เนียนตา ส่วนความละเอียดของกล้องหน้าอยู่ที่ 5 ล้านพิกเซล f/1.9 มีปุ่มสแกนลายนิ้วมืออยู่ด้านหลังตัวเครื่อง ก็เป็นเซนเซอร์ที่จัดว่าสแกนได้รวดเร็วดี และ สามารถอัพเดทเป็น Android 7.0 ได้แล้วไม่มีแถมแพแต่อย่างใด

   จุดเด่นอย่างแรกเลยของการใช้งานสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ ก็คือ หน้าจอ เป็นหน้าจอ IPS แต่เป็นจอที่ดีมากๆ เลย ให้สไตล์การใช้งานมันมันไม่หลอกตา สีสันต่างๆ ดูธรรมชาติ แล้วเวลาเล่นนานๆ จะไม่ค่อยแสบตาสักเท่าไหร่ มองแล้วสบายตานั่นเอง

   จุดเด่นที่ต้องร้อง ว้าว!! โอ้พระเจ้ามันสุดยอดมากในมือถือตัวนี้ นั่นก็คือ กล้องหลังคู่ LG V20 ทำมาได้ดีมากเลยทีเดียว ซึ่งพอได้ใช้งานก็พบว่ามันสามารถเลือกโฟกัสเพียงจุดเดียวได้ เหมือนกับมือถือทั่วไป แต่พิเศษ มันสามารถเลือกโฟกัสหลายๆ จุดได้ ซึ่งมันทำให้เราถ่ายภาพเป็นหมูคณะได้ดี และ อยากเก็บรายละเอียดหลายๆ จุดได้ดี ภาพมีความคมชัด คมกริบ ต้องใช้คำว่าอย่างนั้นกันเลยทีเดียว แล้วที่เด่นไปกว่านั้น เมื่อเราใช้กล้องคู่ไปพร้อมๆ กัน มันจะมีให้เลือกว่าใช้กล้องตัวเดียวหรือใช้ทั้งสองตัว ถ้าตัวเดียวภาพจะไม่กว้างเท่าไหร่ จะปกติ แต่พอใช้กล้องทั้งสองตัวแล้ว ภาพที่ได้มันจะ wide มากๆ จะกว้างพอๆ กับใช้กล้อง DSLR แล้วเป็นเลนสด์ wide ถ่ายเลย นี่ถือว่ามันเด่นมากในมือถือตัวนี้ แล้วไม่เท่านั้น พอได้ภาพแบบ wide แล้วภาพที่ได้ก็ยังคมชัดอีกต่างหาก และ ที่เด่นไปกว่านั้นอีก ก็ต้องชื่นชอมว่า LG ทำซอฟแวร์กล้องมาดี เพราะขนาดที่ว่า กล้องหน้ามีตัวเดียว แต่ก็ทำกล้องให้มีความ wide ได้ดีมาก เป็นการเก็บภาพได้กว้างมากเลย แต่อาจจะไม่กว้างเท่ากับกล้องหลังคู่ รวมไปถึงคนที่ใช้กล้องเป็น ใช้กล้องได้แบบลึกๆ ก็มีโหมดโปรให้เลือกปรับตั้งค่ากันครบทุกฟังก์ชั่นเลย จัดว่าคุณมีมือถือที่ติดกล้อง DSLR หรือกล้อง mirror less ดีๆ ติดไปด้วยเลย แบบนั้นเลยจริงๆ ถือว่ายอดเยี่ยม

   อีกหนึ่งจุดเด่นของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ นั่นก็คือเรื่องของเสียงนั่นเอง ซึ่งจะสามารถฟังผ่านหูฟังที่ให้มาด้วยก็ได้ เป็นหูฟังที่คุณภาพดีมากเช่นเดียกัน ให้มิติเสียงที่เคลียร์ ใส พร้อมกับเนื้อเบสที่กระชับไม่รู้สึกว่าอื้ออึง เนื้อเบสแบบสะอาดๆ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ อย่างเล่นเกมส์ อย่างการใช้งาน และการเปิดแอปทั่วไปนั้น ไม่ต้องห่วงเลย เพราะสเปคมันแรงมากเลยทีเดียว พร้อมกับแบตอึดแบบแจ่มๆ ใน 1 วันเลย แต่ก็ต้องบอกว่ามันหาซื้อได้ค่อนข้างยากในบ้านเราสักนิดหนึ่ง

รีวิว Lenovo P2 แบตอึด 5,100 mAh จอ 5.5 นิ้ว Full HD AMOLED ทั้งอึดทั้งทนบนราคาหมื่นต้นๆ

 

   ดูเหมือนว่าเทรนด์ของสมาร์ทโฟนในปี 2017 นี้ ก็น่าจะเป็นอะไรที่เน้นเรื่องของแบตอึดเอาไว้ก่อน ใช้งานได้นานๆ เล่นเกมส์กันแหลกๆ และดู youtube กันยาวๆ แบบไม่ต้องกลัวหมดอะไรแบบนั้นหรือเปล่า เพราะเริ่มมีหลายๆ ค่ายเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่กันมาในราคาก็ไม่ได้แพงมาก แต่ได้สเปคที่จัดว่าคุ้มค่าดีเลยทีเดียว ล่าสุด Lenovo ก็เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น P2 กับสเปคแบตอึดที่ 5.100 mAh รายละเอียดของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะเป็นอย่างไรไปรีวิวกันเลย

   จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่น่าสนใจ กับสมาร์ทโฟนที่มีน้ำหนักเครื่องเพียงแค่ 177 กรัมเท่านั้น แต่ภายในก็ให้แบตมาเยอะ พร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD AMOLED ด้วย แต่ดีไซน์ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะแอบมีความหนาอยู่ที่ 8.3 มม. ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้หนามาก เพราะด้วยแบตที่ให้มาเยอะ บอดี้ของตัวเครื่องเองนั้น ก็เป็นวัสดุที่เรียกว่าเมทัล ยูนิบอดี้ทั้งตัว ก็เรียกว่าเรียบหรู ดีไซน์สวยงามใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนของดีไซน์ตัวเครื่องนั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นเอกลักษณ์ของทาง Lenovo เองที่จะไปคล้ายๆ กับรุ่นอื่นๆ หรือซีรีส์อื่นๆ ของแบรนด์เองเช่นเดียวกัน ตรงนี้ก็คงขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละท่านมากกว่า ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร แต่ก็จะมาพร้อมกับปุ่มสแกนลายนิ้วมือด้วย ก็ให้มาปกติที่ด้านล่างตัวเครื่อง ก็พบว่าสแกนได้ปกติ ไม่ได้ช้าหรือหน่วงแต่อย่างใด อีกหนึ่งจุดเด่นเลยที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ก็คือจะมีปุ่มเลือนอยู่ด้านข้างตัวเครื่อง เรียกว่าปุ่ม saving mode เมื่อเลื่อนขึ้นไปจะเป็นจอขาว-ดำทันทีเลย ไม่ต้องไปรอรีบูธเครื่อง สามารถสลับจอสี จอขาวดำ ได้ทันทีเลย ก็ถือว่าเป็นจุดเด่น แล้วที่ดีเยี่ยมไปกว่านั้น ก็คือ ถ้าเปิดโหมด saving จะสามารถเปิดสแตนบายด์ได้นานถึง 62 ชั่วโมง ก็เรียกได้ว่าใช้ได้นาน 2-3 วันกันเลยทีเดียว นี่อคือในกรณีที่แบตเตอร์รี่เหลือที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าแบตเต็ม ก็จะสแตนบายได้เกือบ 1 สัปดาห์เลยทีเดียว ถือว่านานมากๆ ตรงนี้ถือว่าอึดจริงๆ แต่ข้อเสียก็คือ สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ใส่ได้แค่ 1 ซิมเท่านั้นเอง

   ในส่วนของสเปคกล้องนั้น กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 13 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช กล้องหน้าให้ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ซึ่งหลังจากที่ได้ทดสอบการใช้งานของกล้องมาแล้วนั้น ก็พบว่ากล้องหลังของมือถือรุ่นนี้ สามารถใช้งานได้ดี จับโฟกัสได้เร็ว และ ก็มีโหมดต่างๆ มาให้เลือกใช้งานได้ครบถ้วน ซึ่งกล้องหลังก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ติดอยู่ที่กล้องหน้ามากกว่า ซึ่งใครจะเน้นมือถือเพื่อการเซลฟี่ด้วยแล้วนั้น อาจจะไม่ค่อยตอบโจทย์มากนัก เพราะกล้องหน้าไม่ค่อย wide เท่าไหร่ จะเก็บภาพได้ไม่ค่อยกว้างมากนัก แต่ก็พอที่จะเชลฟี่ได้ กล้องก็มีความคมชัดดี แต่การบันทึกวีดีโอนั้นก็อยู่ในระดับกลางๆ พอใช้งานได้เช่นเดียวกัน

   อีกหนึ่งการทดสอบประสิทธิภาพก็คือการเล่นเกมส์ ซึ่งภายในตัวเครื่องนั้นใส่ชิปประมวลผล snapdragon 625 Octa-core วิ่งด้วยความเร็ว 2.0 GHz RAM 4GB ROM 32GB สามารถที่จะเพิ่ม micro sd card ได้ มาพร้อมกับ Android 6.0 M ซึ่งต้องบอกเลยว่าสเปคแบบนี้ สามารถเล่นเกมส์ทั่วไปได้อย่างสบายๆ อยู่แล้ว ซึ่งจุดเด่นของมือถือรุ่นนี้ก็น่าจะเกิดมาเพื่อความบันเทิงมากกว่า เพราะทดสอบเกมส์ก้ได้ไหลลื่นดี หน้าจอก็เป็นสีสันที่มีคุณภาพดูสบายตาตามแบบของ AMOLED ด้วย มีความใส เคลียร์ พร้อมกับแบตที่อึดก็เล่นเกมส์ได้ยาวๆ หรือจะดู youtube ดูซีรีส์ต่างๆ ก็ดูได้ยาวนาน เล่นโซเชียลหนักๆ ติดเฟส ติดไลน์ ตอบโจทย์ได้นานเกินกว่า 2 วันแน่นอน พร้อมกับการรองรับการชาร์จไวด้วย

   อีกหนึ่งจุดเด่นของสมาร์ทโฟน Lenovo P2 ที่กำลังเป็นสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ก็คือ สามารถที่จะเกาะ 3G ได้พร้อมกันทั้งซิม 1 และ ซิม 2 ด้วย และรองรับการใช้งาน 4G ที่ซิม 1 ได้ด้วย สำหรับราคาที่เปิดตัวมานั้นอยู่ที่ 11,990 บาท ก็ลองไปหาเล่น หาทดสอบใช้งานกันได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศได้เลย มีเข้ามาวางจำหน่ายกันแล้ว

รีวิว Peak The Field Pouch กระเป๋าใบเล็กกันน้ำได้ใส่กล้องตัวเล็กๆ ได้

 

   108plaza ในตอนนี้ก็มีอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำหรับคนที่รักการถ่ายภาพด้วยกล้อง ไม่ว่าจะเป็นกล้องแบบไหนก็ตาม กล้อง mirror less กล้อง compact หรือว่ากล้อง DSLR ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่จำเป็นสำหรับกล้องและทุกคนต้องมองหาก็คือ กระเป๋ากล้อง นั่นเอง แล้วผลิตภัณฑ์ที่นำมารีวิวก็มาจากแบรนด์ Peak Design เป็นกระเป๋ากล้องใบเล็กๆ เหมาะกับกล้องตัวเล็กๆ ที่มีชื่อรุ่นว่า The Field Pouch จะมีฟี่เจอร์อะไรมาให้ได้ใช้งานกันบ้างไปติดตามกันเลย

   สำหรับคนที่เป็ฯแฟนพันธ์แท้แบรนด์ Peak Design นั้น ก็จะเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เปิดตัวออกมาพร้อมๆ กันและก็สามารถใช้งานร่วมกับกระเป๋ากล้องรุ่นอื่นได้ด้วย โดยเฉพาะใครที่มีกระเป๋ากล้องในรุ่น Everyday messenger ก็จะสามารถนำเอาตัว The Field Pouch รุ่นนี้ไปใส่ได้ตรงบริเวณด้านหน้าของกระเป๋ากล้องใบใหญ่ได้พอดี จะมีช่องที่ออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกันได้ หรือจะไปใส่กับกระเป๋ากล้องแบบเป้รุ่นอื่นๆ ก็ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ก็สามารถแบ่งพาดิชั่นเข้ากับกระเป๋ษใบเล็กรุ่นนี้ได้ สำหรับสีที่มีมาให้เลือกนั้น ก็จะมีสีเทากับสีน้ำตาล เป็นสีเดียวกันกับรุ่น everyday bag ด้วย

   สำหรับดีไซน์ของตัวกระเป๋ากล้องใบเล็กรุ่นนี้ The Field Pouch ก็จะมีการออกแบบให้ดูมีลวดลายเป็นแบบแทคเจอร์นิดๆ ดูผิวสัมผัสจับแล้วไม่ลื่น แล้ววัสดุที่นำมาทำกระเป๋ากล้องรุ่นนี้ก็มาจากโพลิเอทเตอร์ พร้อมกับการเคลือบกันน้ำมาด้วย ด้านล่างของตัวกระเป๋าเอง ก็จะมีการเหย็บแบบหนังพียูแบบกันลื่นเอาไว้ตรงด้านล่างมาด้วย สามารถที่จะกันน้ำที่ด้านล่างได้ด้วย กระเป๋าใบนี้ก็สามารถกันน้ำได้ทั้งใบ แล้วที่บริเวณด้านหลังของกระเป๋าเอง จะทำช่องแบบช่องที่ทำมาจากผ้าแบบลื่นๆ สามารถที่จะสอดเข็มขัดแล้วก็คล้องร้อยเข้ากับตัวเข็มขัดได้ด้วย แล้วก็ร้อยติดไว้กับเอวได้ ก็จะสามารถใช้ใส่กล้องตัวเล็กๆ ติดไว้ที่เอวได้ด้วยนั่นเอง ซึ่งการออกแบบภายนอกนั้น ก็ถือว่าเป็นกระเป๋ากล้องที่มีการเก็บงานได้ละเอียดดี พร้อมกับสามารถใช้งานได้แบบเรียบง่ายดีเลย

   สำหรับการดีไซน์ภายในกระเป๋ากล้อง The Field Pouch ที่มาจากแบรนด์ Peak Design ใบนี้ ซึ่งภายในกระเป๋านั้นก็จะออกแบบมาเป็นเวลโครที่เป็นตัวหนามให้ยึดติดกัน แล้วก็เป็นหนังที่เหย็บติดภายในที่มาเป็นหนังแท้ด้วย ซึ่งกระเป๋าใบเล็กๆ แบบนี้ แต่คุณสมบัติของมันด้านใน เราก็จะสามารถปรบขนาดของกระเป๋าได้ ซึ่งขนาดของกระเป๋าที่ปรับให้ใหญ่ขึ้นได้มากที่สุดก็คือ 3 ลิตรเลยทีเดียว แล้วบริเวณด้านหน้าของตัวกระเป๋าอีกหนึ่งฟังก์ชั่น ก็คือ จะสามารถใช่ใส่ตัวแคปเจอร์โปรได้ด้วย เป็นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่โดดเด่นและทำมาพิเศษกับกระเป๋ากล้องรุ่นนี้เลย

   สิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆ หลายคนอยากรู้ว่ากระเป๋ากล้องที่เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบน แล้วรู้สึกว่า กระเป๋ามันใบเล็กๆ แบบนี้จะใส่อะไรได้บ้าง ตรงนี้ต้องบอกเลยว่าสามารถใส่อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับกล้องได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ดีไซน์ดูเล็กก็จริง แต่การออกแบบพื้นที่ภายในนั้นค่อนข้างดีไซน์มาได้ดี สามารถใส่แทนชาร์จแบตเตอร์รี่ได้ สามารถใส่กล่องแว่นตาได้ ใส่สมาร์ทดฟนที่เป็นรุ่น 6s plus ก็ใส่ได้ หรือสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ๆ ก็ใส่ได้ รวมไปถึงกล้อง mirror less ก็ใส่ได้ 1 ตัว พร้อมกับแบตเตอร์รี่ แล้วจากนั้นมาจะเอาไมค์โครโฟนที่เป็นไมค์ติดกล้องก็ใส่เข้าไปได้ พร้อมกับตัวจับสมาร์ทโฟนที่สำหรับใครอยากสั่งการชัตเตอร์ผ่านสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นอะไรที่ใส่ได้เยอะมาก แต่สิ่งหนึ่งที่แอดมินเองไม่อยากจะแนะนำกับกระเป๋ษกล้องใบเล็กๆ แบบนี้ก็คือว่า บางท่านรู้สึกว่าพื้นที่ข้างในมันเยอะ ใส่ของเข้าไปได้เยอะก็จริง แต่เวลาที่เราปิดกระเป๋านั้น มันไม่ได้เป็นแบบซิบปิด แต่เป็นแบบที่ใช้แบบพับปิดแล้วก็ใช้แบบตีนตุ๊กแกที่ใช้ดึงๆ แบบติดกัน แบบนั้น ซึ่งแน่นอว่าถ้าใส่ของเข้าไปข้างในเยอะเกินไป พื้นที่เวลาที่ปิดมันจะมีช่องว่างเกิดขึ้นมา มันจะปิดไม่สนิท ทำให้มีช่องว่าง แล้วฟี่เจอร์ที่สามารถกันน้ำได้นั้น มันก็จะสามารถปล่อยช่องว่างให้น้ำเข้าไปได้ ตรงนี้คือการใช้งานที่เกินความจำเป็นก็ได้

   เพื่อนๆ คนไหนที่อยากได้กระเป๋ากล้องรุ่นนี้เองก็ดีหรือว่าอยากจะมองหากระเป๋ากล้องแบบอื่นๆ แบรนด์อื่นๆ ก็สามารถที่จะเข้าไปช็อปปิ้งออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ 108plaza กันได้เลยตลอด 24 ชั่วโมง ก็จะมีโปรโมชั่นพร้อมส่วนลดต่างๆ รวมไปถึงกิจกรรมให้ร่วมสนุกลุ้นรางวัลกันได้ตามโซเชียลมีเดียของเรากันได้เลย

รีวิว Peak Slide camera Sling อุปกรณ์ตัวช่วยสำหรับช่างกล้องที่ไม่อยากพกกระเป๋ากล้อง อยากตัวปลิวชิวๆ ถ่ายรูป

 

   สำหรับ 108plaza ของเราได้มีรีวิวกระเป๋ากล้องทั้งที่เป็นแบบราคาถูกและกระเป๋ากล้องแบบพรีเมี่ยมกันไปแล้วหลากหลายรุ่น แต่บางทีช่างกล้องทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพหลายๆ ท่าน ก็อยากมีฟิลริ่งการใช้กล้องแบบตัวปลิวๆ ชิวๆ ถ่ายรูป ไม่ต้องพกกล้องเยอะ ไม่ต้องแบกกระเป๋ากล้องใบใหญ่ๆให้เกะกะ แอดมินก็เลยไปมองหาอีกหนึ่ง gsdget ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยเจ้าตัวนี้เลยนี้ Peak Slide camera Sling

   นี่คือสายคล้องกล้องที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบพกกล้องไปด้วยและอยากได้ความคร่องตัวเป็นที่สุด ซึ่งจริงๆ แล้วหลายๆ คนที่เล่นกล้องจะมองว่า ถ้าเราเล่นกล้องตัวใหญ่ๆ กล้อง compact หรือว่ากล้อง DSLR ต่างๆ ที่มีตัวกล้องใหญ่ๆ พร้อมกับเลนส์ยาวๆ สักตัวหนึ่ง เราก็ต้องใช้กระเป๋ากล้องแน่นอน เพราะจะได้เป็นการโพรเทคตัวกล้องไปด้วยในตัว แบบนั้น ซึ่งตรงนี้ก็คืออีกหนึ่งเหตุผลที่คนชอบใช้กล้องกันมากเลย แต่อีกหนึ่งฟิลริ่งอย่างที่บอกไปก็คือ อยากได้ความสะดวก อยากได้ความง่าย ไม่ต้องไปเปิดกระเป๋าหยิบกล้องมาทีหนึ่ง ถ่ายครั้งหนึ่งก็เก็บใส่กระเป๋าพอจะถ่ายอีกทีก็ต้องหยิบขึ้นมา ซึ่งครั้งครั้งเราไปเจอบรรยากาศสวยๆ ภาพเหตุการณ์ที่ต้องใช้ความรวดเร็วในการถ่าย มันไม่ทัน นี่คือตัวแก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุดเลย แต่คุณเองก็ต้องมีกล้องตัวโปรดสักหนึ่งตัว ที่มันสามารถถ่ายได้ทุกสถานที่ ทุกสภาพอากาศ ทุกพื้นที่ที่คุณจะไป หรือ การวางทริปเอาไว้ก่อนหน้าแล้วพกกล้องไปตัวเดียวจบเลย พร้อมกับสายคล้องกล้องตัวนี้ ก็จะดีมากเลย

   ทีนี้มาดูฟังก์ชั่นแรกสำหรับการใช้สายคล้องกล้องตัวนี้ ข้อดีอย่างแรกเลย เนื่องจากเป็ฯสายคล้องกล้องแบบ sling ดังนั้น มันจะสามารถรูดขึ้น รูดลง เพื่อปรับความยาว ความสั้นของสายได้ง่าย รูดง่ายแต่ก็ล็อคได้อยู่ติดแน่ไม่มีหลุด ด้วยความง่ายของมันนั้นถึงขึ้นที่ว่าบางครั้งที่แอดมินเองนำไปใช้แล้วต้องรีบเร่งต้องวิ่งขึ้นรถไฟฟ้าก็ต้องวิ่งไปด้วย แล้วก็รูดให้สายมันสั้นลงไปด้วย เพราะตอนแรกปลดสายให้มันยาวๆ เพื่อที่จะหยิบขึ้นมาถ่ายได้ แต่พอจะวิ่งสายมันยาว ก็ต้องปรับให้สั้นลงเพื่อจะให้มันไม่ตีกับตัวเรา ก็ต้องรูดให้สั้นลงอย่างรวดเร็ว ตรงนี้ทำได้สบายมาก แล้วไม่ใช่ว่ารูดได้แค่ฝั่งเดียวเท่านั้นในการปรับระดับ แต่สามารถรูดได้ทั้งสองฝั่ง จะรูดปรับระยะตามใจชอบได้ทั้งสองฝั่งนั่นเอง

   อีกหนึ่งฟังก์ชั่นต่อมาของสายคล้องกล้อง Peak Sling camera ตัวนี้ก็คือ มันสามารถที่จะปรับเปลี่ยนท่าทางการสะพายได้หลากหลาย เราจะสะพายข้างแบบแนวตรงก็ได้ หรือ จะสะพายแล่งก็ได้ หรือ บางท่านจะสะพายซ้อนทับกันกับตัวกระเป๋ากล้องต่างๆ ก็จะซ้อนทับกันสลับไปมาๆ ซึ่งตรงนี้ถ้าใครอยากจะถอดก็ต้องปลดกระเป๋ากล้อง ปลดทุกอย่างออกจากตัว นั้นคือปัญหา แต่ถ้าใช้ตัวสายคล้องกล้องรุ่นนี้ ก็จะสามารถปลดล็อคออกมาได้ทันที โดยที่ไม่ต้องไปถอดกระเป๋ากล้องออกก่อนหรือว่าปลดสายคล้องออกก่อนอะไรแบบนั้น ซึ่งมันคือความง่ายแล้วก็ความสะดวกในการพกพากล้องตัวใหญ่หรือว่ากล้อง DSLR นั่นเอง

   อีกหนึ่งฟังก์ชั่นถดมาสำหรับการใช้สายคล้องตัวนี้ จะสังเกตเห็นว่าในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนั้น จะมีสายคล้องที่ให้มากับต้องฮูคที่เป็นตัวคล้องได้เยอะแยะเลย แน่นอนว่ากล้อง DSLR หลายๆ ตัว ช่างกล้องหลายๆ ท่าน ไม่ได้ใช้ชิ้นเลนส์ตัวเดียวแน่นอน ในการถ่ายภาพตลอดทริปที่ต้องไปทำงานหรือไปท่องเที่ยว สายคล้องรุ่นนี้ก็ทำมาตอบโจทย์แล้วก็ค่อนข้างที่จะตอบโจทย์ได้ดีด้วย เพราะสามารถที่จะพกเลนส์ไปได้ตามใจชอบ ก็จะใช้วิธีการห้อยหรือคล้องชิ้นเลนส์ไปกับตัวกล้องได้เลย เมื่ออยากจะเปลี่ยนเลนส์ตัวไหนเข้ามาใช้งาน ก็เพียงแค่ปลดล็อค เท่านั้นเอง แล้วก็ใช้เลนส์ตัวเดิมคล้องกลับไปที่เดิม ก็ไม่ต้องมาวางเปลี่ยนเลนส์กันไป สามารถเดินไปเปลี่ยนเลนส์ไปด้วยได้เลย

   ใครที่เป็นช่างกล้องที่เป็ฯทั้งมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นทุกท่าน ถ้ายังไม่เคยใช้สายคล้องกล้องแบบนี้ก็ลองไปหาทดสอบใช้งานหรือหาซื้อออนไลน์ได้เลย รวมไปถึงกระเป๋ากล้องแบบต่างๆ ที่คุณอยากได้และอยากซื้อหามาใช้งาน ก็ลองคลิ๊กกันเข้าไปในเว็บไซต์ 108plaza ดอทคอมของเรากันได้เลย ก็จะมีโปรโมชั่นดีๆ รอทุกท่านอยู่รวมไปถึงกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นของรางวัลมากมายในโซเชียลมิเดียของเราก็สามารถเข้าไปกด like กด share กันได้เลย

รีวิว dtac Phone T2 สมาร์ทโฟนในงบ 4,000 ที่เขาว่าถ่ายมุมไหนก็สวย จริงหรือไม่

 

   สำหรับการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ของเรา 108plaza ก็มีอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนราคาประหยัดจากค่ายผู้ให้บริการเครื่อข่ายรายหนึ่งอย่าง dtac นั้นเอง ที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนราคาประหยัด ที่ซื้อแยกตัวเครื่องเปล่าๆ ต่างหากจะอยู่ในงบเพียงแค่ 4,000 บาทยังมีทอน แต่ถ้าซื้อพร้อมกับโปรของทางเครื่อข่าย dtac เองนั้นราคาจะเหลือที่ 2,000 บาทมีทอน ตรงนี้ก็ลองเอาไปตัดสินใจกันดูได้ แต่ที่แน่ๆ แอดมินจะมารีวิวกับคำว่า super camera phone ซึ่งเครมเอาไว้ว่า ถ่ายมุมไหนก็สวย มันจะจริงหรือไม่ ไปดูกัน

   ก่อนอื่นเรามาดูอุปกรณ์ในกล่องสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก่อนเลยว่ามีอะไรบ้าง ก็จะประกอบไปด้วย หูฟังแบบ inear เป็นหูฟังที่พอใช้งานได้ พร้อมกับหัวชาร์จที่จ่ายไฟ 1A พร้อมกับสายชาร์จแบบ micro usb และมีฟิล์มกันรอยแบบธรรมดาแถมมาให้ด้วย แบบตรงรุ่น ก็มีเท่านี้เองสำหรับอุปกรณ์เสริม

   มาดูกันที่ตัวเครื่องบ้าง มาพร้อมกับสเปค ชิปประมวลผลเป็น Mediatek MT6735 quadcore 1.25 GHz RAM 2GB ROM 16GB รองรับ micro sd card สูงสุดที่ 32GB ส่วนเรื่องของสเปคกล้องนั้น ก็ถือว่าเป็นอีกนึ่งไฮไลท์ ที่กล้องหลังจะใช้เซนเซอร์ของทาง ซัมซุง ความละเอียดอยู่ที่ 13 ล้านพิกเซล ค่า f/2.0 แล้วที่เด็ดไปกว่านั้น มาพร้อมกับไฟแฟลชแบบ 3 ดวง ที่เป็นแฟลชให้ความสว่างแบบสีนวลๆ ให้มาเยอะเลยสว่างแน่นอนตอนกลางคืนหรือถ่ายในที่มึด และ กล้องหน้าก็ให้ความละเอียดของกล้องมาที่ 8 ล้านพิกเซล พร้อมกับไฟแฟลชที่กล้องหน้าด้วยเช่นกัน ภายในตัวเครื่องก็มาพร้อมกับ Android 6.0 M แต่สเปคเครื่องตัวนี้ไม่มีสแกนลายนิ้วมือ แต่ก็มีจุดเด่นอย่างหนึ่งที่พอจะแก้ขัดได้บ้าง ก็คือ ฟี่เจอร์การปลดล็อคด้วยเสียง เพียงแค่พูดว่า ปลดล็อคหน้าจอ แค่นี้ก็จะปลดล็อคให้ แต่ก็อาจจะไม่สามารถทำได้ทุกครั้งที่มีเสียงรบกวนเยอะๆ อาจจะไม่ติดหรือปลดล็อคไม่ได้ แต่ถ้าเป็นที่เงียบๆ ก็จะทำได้ ภายในตัวเครื่องเอง ก็จะไม่ได้มีลูกเล่นอะไรเสริมเข้ามามากนัก เพราะในตัวเครื่องเกือบจะเป็นเพียวแอนดรอยด์แล้วด้วยซ้ำ ก็ทำให้เครื่องนั้นลื่นไหล เครื่องเร็วพอสมควร การใช้งานทั่วไปก็ใช้งานได้ดี แอปพื้นฐานทั่วไปก็มีมาครบเลย เหมาะกับเป็นเครื่องสำรองหรือเครื่องที่จะซื้อให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ก็น่าจะเหมาะสมดี

   ในส่วนของการเล่นเกมส์ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ก็ต้องบอกว่าสามารถเล่นเกมส์พื้นฐาน เกมส์ออนไลน์ทั่วไป ก็เล่นได้สบายๆ แต่ถ้าจะให้เล่นเกมส์ที่เน้นกราฟฟิกหนักๆ เลยก็อาจจะไม่ค่อยตอบโจทย์สักเท่าไหร่ ส่วน่ความบันเทิงต่างๆ ก็พอใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงลำโพงที่ตัวเครื่อง ก็ยังมีมิติที่ดี พอฟังเพลงได้ แต่เสียงก็จะไม่ได้ดังมาก เสียงยังอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนสีสันของหน้าจอนั้น ก็จัดว่าไม่ได้ดูแย่เกินไป อยู่ในระดับมาตรฐาน แต่อาจจะเป็นโทนสีที่ไม่ได้สดมาก หรือไม่ได้ใสเคลียร์มาก เมื่อทำการเทสด้วยแอป antutu แล้วก็จะได้คะแนนอยู่ที่ประมาณ 23,450 คะแนนเท่านั้นเอง ก็ถือว่าเป็นการเทียบลำดับก็อยู่ล่างๆ เลย 

   แต่จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องรีวิวกันแบบจัดหนักจัดเต็ม ก็คือ เรื่องของกล้อง ที่ผู้ให้บริการเครือข่ายหรือเจ้าของแบรนด์ได้เครมเอาไว้ว่าเป็น super camera phone ในราคาเบาๆ แบบนี้ เริ่มต้นด้วยกล้องหลังที่ให้โหมดการใช้งานมา 5 โหมดด้วยกัน ก็จะโหมดบิวตี้ HDR พาโนรามาร์ โหมดคุณภาพสูง แล้วก็โหมดที่ชอบใช้งานทั่วไปก็คือออโต้ ก็ต้องบอกว่าหลังจากที่ได้ลองใช้งานกับกล้องจากโหมดต่างๆ กันแล้ว ก็พบว่าเป็นกล้องที่พอใช้งานได้เหมือนกัน แต่ถ้าเทียบราคาแล้วก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะราคาเบาๆ แต่ได้กล้องที่มีคุณภาพคมชัดเลยทีเดียว การถ่ายในที่แสดงปกติ ไม่มีปัญหาอะไร สามารถจับโฟกัสได้ดี แต่พอหลังจากต้องถ่ายย้อนแสง ถ่ายในที่มึด ตรงนี้ยังถือว่าเก็บรายละเอียดได้ไม่ดีนัก การเก็บภาพในบางจุด แสงบางจุดยังเพี้ยนบ้าง แต่พอใช้โหมดที่ถูกต้องเข้ามาช่วย ภาพก็จะดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ว้างเกินราคามากนัก

   สำหรับกล้องหน้าในสินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ dtac phone T2 กล้องหน้าก็พอที่จะเซลฟี่ได้ มีโหมดเซลฟี่มาให้ พร้อมกับฟี่เจอร์ชู 2 นิ้วกดชัตเตอร์ได้ แต่พอใช้โหมดบิวตี้มาเซลฟี่ ตัวซอฟแวร์เองอาจจะเกินความจริงไปนิดหน่อย การเกลี่ยสีต่างๆ หรือ ตาโต ก็อาจจะเกินความจริงไปนิดๆ ก็พูดง่ายๆ ว่าถ้าเปิดโหมดบิวตี้ขึ้นมาจะเป็นภาพที่เนียนแบบดูปลอมๆ ว่ากันแบบนั้น แต่ก็พอใช้งานได้เป็นมือถือรุ่นเริ่มต้นที่ประหยัดดี ใช้งานทั่วไปได้ครบครัน

รีวิว Nokia 6 สมาร์ทโฟน android เครื่องแรกที่ทุกคนน่าจะคิดถึงเขา nokia


   ต้องบอกว่า Nokia ในอดึตนั้น เคยเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ยอดนิยมกันทั่วบ้านทั่วเมืองจริง ในกลุ่มของโทรศัพท์มือถือ ต้องบกว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่ากันเลยทีเดียว แต่พอหลังจากยุคสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ nokia ก็ห่างหายจากตลาดไปเลยทีเดียว แต่ ณ ตอนนี้ ปี 2017 เขากลับมาแล้ว แต่กลับมาวางขายในประเทศจีน ในบ้านเราเองก็ต้องบอกว่าหายากจริงๆ แต่ก็ได้มาอยู่ในมือแอดมินและนำมาเขียนรีวิวให้ได้อ่านกันแล้ว จะดีเกินคาด หรือ รู้สึกอย่างไรนั้น ไปติดตามกันเลย

   สำหรับ Nokia 6 เครื่องนี้เป็นสมาร์ทโฟนบนระบบปฏิบัติการ android ที่ยอมทำขึ้นมาเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรก รุ่นแรกของเขาเลยก็ว่าได้ เริ่มต้นแกะกลอ่งสำรวจอุปกรณ์ภายใน ก็พบว่าเปิดมาก็จะเจอกับสายชาร์จ หัวชาร์จ และหูฟัง ที่ต้องบอกว่ารู้สึกว่ามันธรรมดามากๆ คือเทียบคุณภาพแล้วถือว่าไม่น่าตื่นเต้นเลยจริงๆ ก็จะมีเท่านี้เองอุปกรณ์เสริม พร้อมกับคู่มือการใช้งานเท่านั้นเอง ในส่วนของตัวเครื่อง ก็ถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ ในเรื่องการดีไซน์ก็จะดูเป็นเหลี่ยมเป็นสันนิดหนึ่ง พร้อมกับโลโก้ nokia ด้านบน งานประกอบถือว่าค่อนข้างดี พร้อมกับกลิ่นไอความเป็น nokia ในสมัยก่อนมาให้หายคิดถึงกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียงแจ้งเตือนต่างๆ ที่มีมาให้ในตัวเครื่อง พร้อมกับดีไซน์ที่ด้านหลังจะเป็นพลาสติก ขอบเครื่องด้านข้างเป็นอะลูมีเนี่ยม แต่การวางตำแหน่งกล้องหรือการดีไซน์ก็จะคล้ายๆ กับตัว Lumia อยู่เหมือนกัน มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมกับปุ่มสแกน่ลายนิ้วมือด้านหน้า สามารถสแกนได้เลย ไม่ต้องปลุกหน้าจอ ถือว่ามีความรวดเร็วดีเป็นปกติ แม่นยำดีเลยทีเดียว ตัวเครื่องเองจับถือแล้วรู้สึกว่าหนาพอสมควรเลย ความหนาอยู่ที่ 8.4 มม. แอบรู้สึกว่าจะพกยากอยู่บ้าง ถ้าในมุมของคุณผู้หญิง แต่จุดเด่นอย่างแรกเลยที่น่าประทับใจก็คือ เรื่องของสีสันหน้าจอ ที่ให้ความละเอียดมาที่ระดับ Full HD 403ppi. ก็ถือว่าการแสดงผลต่างๆ ออกมาได้ดีเลยทีเดียว คมชัด พร้อมกับการเปิดเข้าไปใช้งานภายในตัวเครื่องนั้น ก็จะไปในแนวเพียวแอนดรอยด์ ไม่สามารถเปลี่ยนธีมหรือลูกเล่นอะไรเยอะมากนัก แต่จุดที่น่าผิดหวังหรือจุดด้อยที่แอดมินได้ตัวเครื่องมานั้น ต้องบอกว่าเป็นเครื่องหิ้วมาจากเมืองจีน ซึ่งตอนนี้ในบ้านเรายังไม่มีขาย จุดด้อยก็คือ ภายในตัวเครื่องนั้นมันไม่มาพร้มกับ google play store นั่นเอง นั่นหมายความว่า มันจะลงแอปอื่นๆ ที่จำเป็นมาใช้งานได้ ตรงนี้อาจจะต้องรอดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วจะมีผู้นำเข้ามาทำตลาดในบ้านเราจริงๆ หรือไม่ ก็ต้องรอดูต่อไปสำหรับคนที่คิดถึงแบรนด์ nokia นั่นเอง

   มาดูรายละเอียดของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ในส่วนถัดมาก็คือ รองรบการใช้งาน 2 ซิม พร้อมกับยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 อยู่ด้านบน และ ด้านล่างยังงใช้พอร์ด micro usb อยู่ ในส่วนของการใช้งานทั่วไปเท่าที่พอทดลองใช้ได้ในตัวเครื่องนั้น ก็ถือว่าไหลลื่นดีเลย มาพร้อมกับสเปคที่เป็นซีพียู snapdragon 430 RAM 4GB ROM 64GB เพิ่มหน่วยความจำสำรองได้ พร้อมกับความจุแบตเตอร์รี่ 3,000 mAh ซึ่งดูจากสเปคตรงนี้ อาจจะแอบบอกว่าผิดหวังนิดๆ ที่จุดแรกเลยสัมผัสได้ในการเข้าไปเล่นเกมส์ก็ดี เข้าไปใช้งานในเชิงขั้นสูงหน่อย จะมีแอบหน่วงๆ อยู่บ้าง ตรงนี้ไม่มั่นใจว่าด้วยความที่ลง p;ay store ยังไม่ได้ด้วย ก็เลยทำให้แอปต่างๆ มันยังไม่รองรับหรือไม่ตรงนี้ยังไม่ยืนยันเต็มร้อยเปอร์เซน์ต์เท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจเลยก็คือว่า ในด้านของคุณภาพเสียงต้องยกนิ้วให้เลย เสียงดี เสียงดัง มีมิติเสียงเบสที่ดีด้วย

   ในส่วนสเปคของกล้องนั้น กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 16 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมกับไฟแฟลชแบบทูโทน ส่วนกล้องหน้าให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.0 เช่นเดียวกัน ต้องบอกเลยว่าคุณภาพของกล้องทั้งด้านหน้าและหลัง ก็ยังให้คุณภาพที่กลางๆ ยังไม่ได้ว้าวสักเท่าไหร่ พร้อมกับลูกเล่นบนกล้องเองยังไม่เยอะเท่ากับมือถือจีนหลายๆ แบรนด์ ยังไม่มีโหมดโปรมาให้ใช้งาน แต่ถามว่าคุณภาพของภาพที่ได้ออกมานั้นเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่ามีความคมชัดดี แต่การใช้งานเรื่องของการจับโฟกัส อาจจะยังช้าอยู่ การถ่ายก็จะค่อนข้างยากสักนิดหนึ่ง ในส่วนของกล้องหน้าเอง ก็ยังไม่มีโหมดบิวตี้มาให้มัดใจสาวๆ ได้ แต่ก็ถ่ายภาพออกมาได้ชัดเจนดี แต่สีสันของภาพเองก้อาจจะไม่ได้โดนใจมากนัก โดยรวมแล้วก็คิดว่าถ้าเอากันจริงๆ อาจจะต้องรอการพัฒนาจากทาง nokia กันอีกสักระยะหนึ่ง หรือ อาจจะต้องรอการเปิดตวรุ่นเรือธงของทาง nokia ที่จะเปิดตัวออกมาในอีกไม่นานนี้กันก่อน เพื่อดูว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ มาแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนที่ดุเดือดในช่วงนี้ได้บ้าง

Review Sony NW-A36HN เครื่องเล่นเพลงพกพาขนาดเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับคนชอบ Hi-Res Audio

 

   มาเอาใจคนที่ชอบฟังเพลงกันสักนิดหนึ่ง การรีวิว gadget ใหม่ๆ สินค้าดีๆ จากแบรนด์ดังทั่วโลกของเราใน 108plaza ตอนนี้ ก็มีเครื่องเล่นเพลงพกพา ที่ต้องบอกว่ามากด้วยคุณภาพและปรสบการณ์จากทาง Sony มีเปิดตัวกันมาในต่างประเทศเมื่อช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมา และ ตอนนี้ก็มีเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราแล้วเรียบร้อย ก็เป็นเรื่องเล่นเพลงแบบพกพาที่มีหลายๆ รุ่นให้เลือกใช้งาน แต่ในตอนนี้เรานำเอา Sony NW-A36HN มารีวิวจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย

   สำหรับเครื่องเล่นเพลงแบบพกพารุ่นนี้จริงๆ แล้วถือว่าเป็นรุ่นพี่ในซีรีส์ A เลยก็ว่าได้ จะมีรุ่นน้องอย่างตัว NW-A35HN ก็จะมีความจุน้อยกว่าแล้วก็ไม่มีหูฟังแถมมาให้ในกล่อง แต่รุ่นพี่ตัวนี้ NW-A36HN นั้นจะมีสเปคคือ มีหน่วยความจำในตัวเครื่องอยู่ที่ 32 GB พร้อมกับสามารถเพิ่มเมมโมรี่ได้สูงสุดที่ 128 GB ใช้เป็นแบบ micro sd card โดยฟังก์ชั่นการใช้งานหลักๆ เลยก็น่าจะเอาไว้ฟังเพลง จะใช้คู่กับหูฟังในรูปแบบต่างๆ หรือลำโพงบลูทูธก็ใช้งานได้เช่นเดียวกัน เพราะที่ตัวเครื่องนั้น สามารถรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านบลูทูธด้วย ใครที่มีหูฟังบลูทูธก็ใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นตัวนี้ได้ด้วย แถมยังมี NFC ที่จะช่วยเชื่อมต่อบลูทูธเพียงแค่แตะก็มีมาให้ด้วย พร้อมกับการรองรับไฟล์เพลงที่เป็นแบบ Hi-Resolution Adio ได้ด้วย ใครที่ชอบฟังเพลงแนว Hi-End ต่างๆ ไฟล์เพลงละเอียดๆ มีมาให้ใช้งานด้วย พร้อมกับรองรับเทคโนโลยีแบบ L-DAC ด้วย นอกจากนั้น สิ่งที่ยังรองรับการใช้งานร่วมกับ Device ต่างๆ ก็มีมาครบ อย่างเช่น เอาไปเชื่อมต่อกับคอมหรือโน๊ตบุ๊ค ก็เสียบผ่าน USB ได้เลย เป็นแบบ Plug and Play ไม่ต้องไปลง Driver แต่อย่างใด สามารถมองเห็นได้เลย

   ในส่วนของตัวเครื่องเล่นเพลงพกพาจาก Sony NW-A36HN รุ่นนี้ ก็จะมีดีไซน์ที่คล้ายๆ กับสมาร์ทโฟนเลย มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 3.1 นิ้ว ความละเอียดของหน้าจอระดับ WVGA :ซึ่งก็พอเพียงกับการใช้งานแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วเครื่องเล่นเพลงตัวนี้จะสามารถรองรับไฟล์เพลงทุกไฟล์นามสกุลบนโลกนี้ได้ค่อนข้างจะครอบคลุมอยู่แล้ว สามารถที่จะถอดรหัสเพลงได้ และเป็นการรองรับไฟล์เพลงแบบ Hi-res ได้ที่ 24-bit 182Hz เลยทีเดียว ก็ถือว่าละเอียดมากเลยทีเดียว ถัดมาใครที่มีไฟล์เพลงแบบ DSD ที่ใช้กันเป็นประจำๆ เครื่องเล่นเพลงรุ่นนี้ ก็สามารถที่จะรองรับการใช้งานได้ด้วย แต่ตัวเครื่องเล่นเพลงเอง จะแปลงมาเป็นไฟล์แบบ PCM อีกทีหนึ่งในการเปิดฟังเพลง ซึ่งแน่นอนว่าบางท่านที่เป็นคนหูเทพจริงๆ อาจจะมองว่า ทำไมต้องเอาไฟล์ DSD ที่เป็นไฟล์เพลงระดับสูง คุณภาพดีเยี่ยม มาบีบอัดให้เหลือเป็นไฟล์ PCM ให้ได้ฟังกัน ก็ต้องบอกอย่างนี้ว่า หลังจากที่แอดมินเองก็ได้ทดสอบใช้งานมาแล้ว ก็พอทราบว่าไฟล์เพลง DSD นั้นก็เป็นทาง Sony เองที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาให้ใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นเพลงระดับหลายหมื่นบาท จนถึงระดับหลักแสน แต่สำหรับเครื่องเล่นพกพา NW-A36HN ตัวนี้เป็นกลุ่มระดับต่ำหมื่น ซึ่งถือว่าเป็นราคาเบาๆ แต่ถอดรหัสเพลงในกลุ่ม Hi-End ได้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา แล้วอีกอย่างหนึ่ง sony เองก็เป็นผู้คิดค้นไฟล์เพลงเองด้วย ก็น่าจะมีระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ มาบีบอัดให้คุณภาพเสียงของไฟล์ PCM ยังอยู่ครบสมบูรณ์มากที่สุด น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่หลังจากที่ได้ทดสอบฟังเพลงแล้วจากไฟล์ DSD มาเป็น PCM ก็รู้สึกว่าจะมีคุณภาพที่ด้อยลงไปนิดเดียว อย่างเช่น ปลายเสียง ประกายเสียงต่างๆ จะขาดหายไปนิดๆ เท่านั้นเอง จะไม่จับผิดจริงๆ แทบจะไม่รู้เลยว่าจุดด้อยตรงนี้ขาดหายไป ก็ต้องบอกว่าใครที่วางงบเอาไว้ไม่เยอะ รุ่นนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ไม่น้อยเลยทีเดียว คุณภาพคุ้มค่าในราคาประหยัดสำหรับแบรนด์ Sony เอง

 

   แต่จุดด้อยอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยในเครื่องเล่นเพลงพกพา sony NW-A36HN รวมไปถึง A35HN ด้วยรุ่นนี้ที่จะเอไปใช้งานร่วมกับหูฟังหรือลำโพงบลูทูธก็ตามแต่ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละท่านนั้น ณ ตอนนี้เลยในช่วงต้นปี 2017 ตัวเฟิร์มแวร์ที่ sony ใส่มานั้นจะยังไม่รองรับไฟล์เพลงที่เป็นภาษาไทย ดังนั้นมันจะอ่านชื่อเพลงภาษาไทยยังไม่ได้ ต้องอาจจะรอการอัพเดทเฟิร์มแวร์ต่อๆ ไปของทาง Sony ด้วย ซึ่งระบบ OS ภายในเอง ก็เป็นของ sony ที่คิดค้นขึ้นมาหมด เป็นระบบปิดที่ต้องรอการพัฒนา แต่เชื่อว่า sony เองก็ต้องมีการอัพเดทมาให้ได้ใช้งานกันอย่างแน่นอน การใช้งานก็ใช้ได้ต่อเนื่องเลย 25 ชั่วโมง ชาร์จหนึ่งครั้งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงแบตก็จะเต็ม ส่วนหูฟังที่ให้มากับเครื่องเล่นนั้น ก็ถือว่ามีคุณภาพที่ดีเลย พร้อมกับมีระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ด้วย ใครสนใจก็ลองไปหาทดสอบกันได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป

รีวิว Geneva Model M Wireless เต็มอิ่มด้วยกำลังขับ 60wrms เสียงไพเราะนุ่มละมุนทุกเสียงเพลงที่เปิด

 

   108plaza รีวิว gadget สุดล้ำสมัยในสไตล์คุณในตอนนี้ก็มี smart speaker อีกหนึ่งแบรนด์จากต่างประเทศมาให้ทุกท่านได้ติดตามกันอีกเช่นเคย เป็นลำโพงแบบไร้สายขนาดกลางของซีรีส์ ที่มีกำลังขับ 60wrms ให้เสียงที่นุ่มละมุน ไพเราะเพราะพริ้ง กรุ้งกริ้งๆ กันเลยทีเดียว เรากำลังหมายถึงเจ้าตัวนี้เลย Geneva Model M Wireless นั่นเอง

   สำหรับลำโพงรุ่นนี้ก็จัดได้ว่าเป็นลำโพงบลูทูธอีกหนึ่งรุ่น ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทุกรุ่น ทุกค่าย ทุกฝั่ง ทั้ง iOS และ android และยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นฟังวิทยุ fm ได้ และมีฟังก์ชั่นนาฬิกาปลุก ซึ่งแบรนด์ Geneva เองก็เป็นชื่อแบรนด์ที่มาจากประเทศสวิทเซอร์แลนด์ ก็เป็นชื่อเมืองที่คนรู้จักกันดี ภายในกล่องก็จะมีคู่มือการใช้งานที่เป็นภาพาต่างๆ ยกเว้นภาษาไทย และ ก็ยังมีแถมเป็นผ้าเช็ดทำความสะอาดตัวลำโพงมาให้ 1 ผืน พร้อมกับสายเพาเวอร์เสียบปลั๊กไฟแบบตรงรุ่น แล้วก็จะมีรีโมทคอนโทรน ที่สามารถควบคุมได้ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานบนรีโมท อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ให้มาก็คือสายแจ็ค input aux 3.5 mm.มีความยาว 3.5 เมตร ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่คุณภาพดีเลยทีเดียว นั่นหมายความว่า สามารถที่จะเชื่อมต่อแบบง่ายๆ ผ่านสายตัวนี้ได้แบบไม่ต้องไปเชื่อมต่อบลูทูธก็ได้ และก็ยังมีขาตั้งแบบวางพื้นกันลื่นมาให้ด้วย 1 ชุดแถมมาในกล่อง สุดท้ายก็จะมีเสาอากาศ fm แถมมาให้อีก 1 ชุดด้วยกัน

   มาดูที่ตัวลำโพงกันบ้าง ซึ่งตัวลำโพงเองมีน้ำหนักอยู่ที่ 5.8 กก. ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ลำโพงบลูทูธ รุ่นนี้ไม่ใช่ลำโพงแบบพกพา ไม่มีแบตเตอร์รี่ในตัว เป็นลำโพงที่เอาไว้ใช้ในห้องนอน ห้องนั่งเล่น ใช้ฟังเพลงในบ้านได้สบายๆ ความดังก็ไม่ต้องห่วง ถือว่าเอาอยู่ในห้องขนาดเล็กและขนาดกลาง ส่วนภาคขยายภายในตัวลำโพงเองเป็นแบบเพาเวอร์แอมป์คราส AB บอดี้ของตัวลำโพงเองจะทำมาจากตัวไม้เป็นประเภทไม้วอร์นัท เป็นไม้เนื้อหนาประมาณ 15 มม. มาพร้อมกับด้านหน้าที่เป็นตะแกรงเหล็ก มีรูปทรงนูนเป็นโดมออกมา ภายในตัวลำโพงก็จะเป็นแบบ สเตอริโอ 2.0 เป็นแบบ 2 ทาง แยกกำลังขับเสียงทุ้มกลาง และ เสียงแหลม ชัดเจน แยกขับทั้งด้านซ้ายและขวาด้วย ภายในก็ยังให้ดอกลำโพงที่เป็น woofer ขนาด 4 นิ้ว มาจำนวน 2 ตัว ด้านบนก็จะเป็นดอกลำโพงเสียงแหลม twitter ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 ตัว จูนเสียงต่ำด้วยท่อเบสแบบรีเฟค เป็นท่อเบสแบบลมออก ก็จะทำให้ลำโพงตัวนี้มีเสียงต่ำ กลาง แหลม ที่ครบเลย กำลังขับก็อยู่ที่ข้างละ 30wrms ส่วนบริเวณด้านบนตัวเครื่องนั้น ก็ยังสามารถใช้ในการควบคุมได้ทั้งหมดจากตัวเครื่องก็ได้ ถ้าหากว่าทำรีโมทหายก็ควบคุมได้ที่ตัวเครื่อง การใช้งานก็ต้องบอกว่าเรียบง่าย เรียบหรู ฟังก์ชั่นต่างๆ ก็จะไม่ยุ่งยาก การใช้งานง่ายๆ ไม่ต้องอ่านคู่มือก็สามารถใช้งานได้แล้ว อีกหนึ่งส่วนสำคัญเลยที่ต้องรีวิวก็คือ ขนาดของตัวลำโพงเอง ความกว้างอยู่ที่ 30 ซม. ความสูงอยู่ที่ 19.5 ซม. ความลึกอยู่ที่ 26 ซม. โดยรวมแล้วก็เป็ฯลำโพงที่ไม่ได้ใหญ่มาก สิ่งที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นบนหัวเตียง เพราะมีฟังก์ชั่นนาฬิกาปลุกด้วยนั่นเอง

   สำหรับเรื่องของบุคลิกเสียหรือว่าแนวเสียงของลำโพงรุ่นนี้ ก็ต้องบอกว่าหลังจากที่แอดมินเองได้ทดสอบใช้งานมาแล้วนั้นก็รู้สึกว่า เป็นลำโพงที่เน้นความคมชัดของเนื้อร้อง ของเสียงร้อง ได้ดีมากๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ามีนักร้องมาร้องให้ฟังเองที่บ้านกันเลยทีเดียว นอกจากนั้นการให้น้ำเสียงของเครื่องดนตรี ก็ถือว่าเป็นลำโพงที่เน้นรายละเอียดของเสียงได้ชัดเจน แต่จะเด่นเรื่องของเสียงร้องมากกว่า ให้ความละมุนละไมในเนื้อเสียง เป็นลำโพงที่ใช้เปิดฟังเพลงสบายๆ ชิวๆ หรือเพลงอะครุสติกส์ได้อย่างดีเยี่ยมเลย

   สำหรับฟังก์ชั่นวิทยุ fm นั้นก็สามารถที่จะรับคลื่นในบ้านเราได้ไม่มีปัญหา ถ้าใช้เสาอากาศสำหรับวิทยุเชื่อมต่อด้วยแล้วก็รับสัญญาณได้ชัดเจนดี สำหรับเรื่องของราก็จะอยู่ในงบ 19,xxx บาท ก็จะมีเปิดตัวมาให้เลือกอยู่ด้วยกัน 4 สีได้แก่ สีเนื้อไม้วอร์นัท ที่ให้อารมณ์เป็นลำโพงที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ แล้วก็จะมีสีขาว สีดำ และก็สีแดง ก็ชอบสีไหนอย่างไรก็ลองไปมองๆ หากันได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศเลย เพราะลำโพงรุ่นนี้ก็เปิดตัวกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว อาจจะหาซื้อยากไปด้วยซ้ำเพราะอยู่ในกลุ่ของลำโพง Hi-end จริงๆ

มาอัพเดท สินค้าอินเทรนด์ กับเรา แล้วจะได้ตกยุค