Tag Archives: สินค้าอินเทรนด์

รีวิว Onda V80 Plus แท็บเล็ดจอ 8 นิ้ว 2os ในเครื่องเดียว ดีหรือไม่?

 

   108plaza ในตอนนี้มีอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่คุณอาจจะกำลังมองหามันอยู่ นั่นก็คือแท็บเล็ดที่มี 2 ระบบปฏิบัติการในเครื่องเดียว ทั้งระบบ windows และ android ถือว่าเป็นแท็บเล็ดที่สามารถเลือกมองหาซื้อมาใช้งานกันได้แบบราคาไม่ได้แพงมากนักในตอนนี้ แล้วแท็บเล้ดที่กล่าวถึงนั่น ก็มีชื่อรุ่นว่า Onda รุ่น V80 Plus นั่นเอง เป็นแท็บเล็ดหน้าจอ 8 นิ้ว ที่น่าสนใจในการใช้งานทั่วไปอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่จะดีหรือไม่นั้น ไปติดตามรีวิวกันเลย

   เริ่มต้นสำรวจอุปกรณ์เสริมที่ให้มาภายในตัวกล่องกันก่อนเลย ซึ่งเปิดกล่องก็จะเจอตัวเครื่องแท็บเล็ดขนาดใหญ่อยู่ก่อนเลย ต้องบอกว่าดีไซน์ถือว่าดูดี บอดี้ด้านหลังตัวเครื่องนั้นเป็นอะลูมีเนี่ยม งานประกอบค่อนข้างดี ไม่ใช่แท็บเล็ดเกรดต่ำแน่นอน เก็บงานดีเลยทีเดียว เปิดเข้าไปก็จะมีสาย USB to micro usb สำหรับชาร์จแบตเตอร์รี่ พร้อมหัวชาร์จและ OTG ก็มีเท่านี้เองตัวกล่องที่ให้มา

   สำหรับรายละเอียดตัวเครื่องเอง รอบๆ ตัวเครื่องก็จะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. พอร์ด Mini HDMI มาให้ด้วย พร้อมกับช่องใส่เมมโมรี่เป็น micro sd card พร้อมกับปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มเพาเวอร์ ถัดมาในส่วนของสเปคการใช้งานภายในตัวเครื่องกันบ้าง อย่างที่บอกไปว่าเป็น 2os คือมี 2 ระบบปฏิบัติการ ก็คือ windows 10 และ Android 5.1 ชิปประมวลผลที่ใช้ก็คือ intel Atom X5Z8300 ความเร็วอยู่ที่ 1.44GHz RAM 2GB ROM 32GB ความจุของแบตเตอร์รี่นั้นอยู่ที่ 4200 mAh ซึ่งถ้าดูจากสเปคตรงนี้ก็ต้องบอกได้เลยว่า การใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาแน่นอน ถือว่าเป็นแท็บเล็ดระดับกลางๆ ที่สเปคไม่ได้แรงมาก เน้นไปที่เรื่องของการใช้งานทั่วไปเป็นหลักก็ว่าได้

   ทดสอบการใช้งานในส่วนแรกของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ก็คือ ในส่วนของการเปิดเข้าไปใช้งานในระบบปฏิบัติการ windows 10 เวอร์ชั่น Home 64bit ซึ่งการเข้าไปใช้งานเบื้องต้น ก็พบว่าเรื่องของหน้าจอที่ให้สเปคความคมชัดมาในระดับ Full HD ความละเอียด 1920*1200 พิกเซล ซึ่งคุณภาพหน้าจอที่ได้นั้น ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว มีความใส คมชัด การแสดงสีสันไม่ผิดเพี้ยน พร้อมกับความเคลียร์ของหน้าจอก็ทำได้ดีเลยทีเดียว เข้าไปใช้งานในส่วนของเว็บเบราเซอร์ต่างๆ ก็สามารถใช้งานได้ปกติดี ให้อารมณ์เหมือนกับมีโน๊ตบุ๊คเครื่องเล็กๆ มาอยู่บนมือเลยทีเดียว ในส่วนของการเข้าไปใช้งาน facebook หรือเข้าเล่นโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ยังทำได้ดีเช่นเดียวกัน สามารถที่จะแสดงกราฟิก แตะเข้าไปใช้งาน ดูรูปต่างๆ ก็ทำได้ดีไหลลื่นเป็นกติ แต่อาจจะไม่ได้รวดเร็วเหมือนกบตอนที่เล่นอยู่บนสมาร์ทโฟนด้วยแอปโดยตรงมากนัก แต่ก็ยังคงทำได้ดี ไม่มีอาการหน่วงหรือค้างแต่อย่างใด แต่ความพิเศษที่มากไปกว่านั้น เนื่องจากเป็นระบบ Windows ก็คงเป็นเรื่องของการเน้นไปที่การใช้งานจำพวก โปรแกรมพื้นฐานต่างๆ การใช้เปิดไฟลเอกสารต่างๆ เข้าไปพิมพ์งานแบบคร่าวๆ แก้ไฟล์เอกสารที่จำเป็นในบางจุด แต่จะให้ใช้งานเหมอืนกับโน๊ตบุ๊คหรือพีซีอย่างนั้นเลย ก็คงตอบว่าไม่ค่อยสะดวกมากนักในเรื่องความคร่องตัว แต่การใช้งานทั่วไปเอง ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีตรงนี้ รวมไปถึงการใช้เล่นเกมส์ในฝั่งของเกมส์ออนไลน์ที่ระบบ android เล่นไม่ได้ ก็มาเล่นในฝั่งของ windows แทนก็สามารถเล่นได้เป็นเกมส์พื้นฐาน แต่ถ้าจะเน้นไปในรื่องของเกมส์ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์ ความไหลลื่นอาจจะยังขาดไปอยู่บ้าง

   ในส่วนของการเข้าไปใช้งานในระบบปฏิบัติการ android กันบ้าง ก็สามารถที่จะเข้าไปดาวน์โหลดแอปจาก play store มาใช้งานได้เหมือนกับสมาร์ทโฟนได้เหมือนกัน ซึ่งผลการทดสอบใช้งานเองนั้น ค่อนข้างที่จะไหลลื่นดีกว่าในฝั่งของ windows อยู่เล็กน้อย ในเรื่องของการเข้าแอปโซเชียต่างๆ ส่วนการสลับระบบปฏิบัติการจาก os หนึ่ง ไปยังอีก os นั้น ก็ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนหรือการ boots เครื่องสักระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้ถึงกบเร็วมากนัก การเล่นเกมส์ในฝั่งของแอนดรอยด์เอง ก็พบว่าเล่นได้เหมือนกันในกลุ่มของเกมส์ทั่วไป ที่ไม่ได้เน้นเรื่องกราฟฟิกเยอะ ซึ่งโดยรวมๆ แล้ว แท็บเล็ด 2os ในรุ่นนี้ onda v80 plus นั้นก็ถือว่าเป็นแท็บล็ดที่เน้นการใช้งานทั่วไปมากกว่า อาจจะใช้ในเรื่องของความบันเทิงดูหนังฟังเพลงอะไรแบบนี้พอได้ ส่วนของแบตเตอร์รี่อาจจะไม่ได้อึดมากมายนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานได้ทั้งวันแบบปกติ มีการเข้าใช้แก้ไขงานบ้างและเช็คโซเชียต่างๆ บ้าง ก็เป็นอีกหนึ่งแท็บเล็ดที่มีราคาไม่ได้แพงมากอะไร แต่ก็ต้องหาซื้อได้ยากอยู่บ้างเหมือนกัน

รีวิว Klipsch R-15PM Monitor Speaker ลำโพงที่ให้เสียงตรงตามต้นฉบับเสียง เชื่อมต่อได้ทั้งแบบไร้สายและมีสาย

 

   Gadget ที่นำมารีวิวกันใน 108plaza ในตอนนี้เป็นผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งรุ่นจากแบรนด Klipsch ต้องยอมรับเลย่าเป็นชื่อชั้นของแบรนด์ที่ผลิตสินค้าในกลุ่มลำโพงมาหลากหลายรุ่นที่มีคุณภพดีในระดับ HiEnd อีกหนึ่งแบรนด์ ซึ่งรุ่นที่นำมารีวิวก็เป็น R15PM Monitor speaker เป็นลำโพงแบบ Bookshelf หรือลำโพงแบบตั้งโต๊ะ ใช้งานแบบเสียบปลั๊กเป็นหลัก ไม่มีแบตในตัว พกพาไม่ได้ พร้อมรองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านสัญญาณบลูทูธได้ด้วย ก็ถือว่าเป็นลำโพงบลูทูธอีกหนึ่งตัว ที่ให้แนวเสียงแบบมอนิเตอร์ โทนเสียงแบบแฟลช ไม่มีการปรุงแต่งน้ำเสียงเพิ่มเดิม เน้นรายละเอียดของเสียงดนตรี เสียงร้อง ที่ตรงตามธรรมชาติของเสียง ถ้าท่านใดกำลังมองหาลำโพงประเภทนี้เอามาฟังเพลงหรือเอามำทำงานทางด้าน sound engimeer มาทำเป็นลำโพงมอนิเตอร์ ก็ไปติดตามรายละเอียดฟังก์ชั่นการใช้งานกันได้

   สำหรับฟังกชั่นการใช้งานที่สามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธได้แล้วนั้น ก็ยังมีอีกหลายๆ ฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่ให้มาทางด้านหลังตัวเครื่องด้วยด้วย เรียกว่าอัดแน่นมากันเลยทีเดียว เริ่มจากช่องเสียบ input สัญญาณในรูปแบบ่ต่างๆ ก็จะมีช่องเสียบ RCA แบบ Phono มาให้เป็นแจ็คแบบขาว-แดง ที่จะใช้งานในกลุ่มเครื่องเล่นเพลง เครื่องเล่นผ่านเสียงต่างๆ ถัดมาก็จะมีแจ็ค aux input 3.5 มาให้ด้วย ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับพวกสมาร์ทโฟน เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาต่างๆ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ก็จะเสียบใช้งานกันได้ ถัดมาก็จะมีช่องเสียบ subout มาให้ สำหรับท่านที่อยากจะเพิ่มความกระหึ่มทางด้านมิติเสียงเบสให้หนักหน่วงเพิ่มมากขึ้น แบบกระแทกกระทั้นมากขึ้น ก็จะมีช่องต่อสัญญาณส่งออกไปยังตัว subwoofer แบบแยกได้ด้วย พูดถึงเรื่องของการเชื่อมต่อแบบ อานาร็อก กันไปแล้ว ก็จะมีช่องเชื่อมต่อที่มีมาให้แบบ ดิจิตอล ด้วย การเชื่อมต่อที่จะมีประสิทธิภาพของเสียงที่ดีกว่าแบบ อานาร็อก ก็จะมีแบบ Optical และแบบ USB Audio มาให้อย่างละ 1 ช่องเสียบ ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับทีวี สมาร์ททีวีในปัจจุบัน หรือ เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๕ต่างๆ ก็ผ่านช่อง USB DAC ได้เลย เสียบปุบก็จะมองเห็นกันปับ ไม่ต้องไปลง driver แต่อย่างใด คุณภาพเสียงก็จะดีกว่าแบบอานาร็อกอย่างที่กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้แน่นอน

   วิธีการใช้งานของลำโพง K;lipsch R15PM ตัวนี้ก็ไม่ได้ยากอะไร ก็จะช่องเสียบสายเพาเวอร์ แล้วก็จะมีสายเชื่อมต่อลำโพงจากตัวด้านขวาไปยังด้านซ้าย ความยาวที่ให้มาก็จะประมาณ 2.5 เมตร ซึ่งลำโพงชุดนี้จะมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน เป็นด้ายซ้ายยและชวา แต่จะเชื่อมต่อกันแบบผ่านสาย ยังไม่ใช่เทคโนโลยีแบบไร้สาย ส่วนรายละเอียดของภายในตู้ลำโพงเองนั้น ก็จะประกอบไปด้วยดอกลำโพงเสียงแหลมที่เป็นวัสดุแบบอะลูมีเนี่ยม เป็นกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัส พร้อมองศาที่ทำมุมกัน 90 องศา ด้านล่างก็จะมีดอกลำโพงแบบ woofer ที่ให้ทั้งเสียงทุ้มและเสียงกลาง มีขนาด 5.25 นิ้ว จำนวน 1 ตัว แต่จุดเด่นของดอกลำโพง woofer นั้นค่อนข้างจะต่างจากแบรนด์อื่นๆ โดยเป็นวัสดุที่นำมาทำหน้าดอกลำโพงเป็นเทคโนโลยีที่เคลือบด้วยทองแดงผสมกับกาไฟท์ ซึ่งทางแบรนด์ Klipsch เองก็บอกเอาไว้ว่า มันจะช่วยในเรื่องของการตอบสนองความถี่ในย่านต่างๆ ได้ดี พร้อมกับความแม่นยำในการให้เสียงที่ตรงตามต้นฉบับได้มากที่สุดนั่นเอง

   สำหรับการใช้งานที่ง่ายไปกว่าการควบคุมที่ตัวลำโพงบลูทูธเองนั้น ภายในกล่องก็ยังมีตัวรีโมทคอนโทรนมาให้ด้วย สามารถที่จะสั่งการผ่านรีโมทได้ทุกฟัง์ก์ชั่น สำหรับสายการเชื่อมต่อต่างๆ ในภายในกล่องก็จะมีสาย USB Type A to B มาให้ 1 เส้น และก็จะมีสายแจ็ค RCA ขาวแดงมาให้ได้ใช้งานกันอีก 1 เส้น พร้อมสายลำโพงและสายเพาเวอร์ แต่ไม่มีสายแจ็ค 3.5 แถมมาให้ ส่วนน้ำหนักของตัวลำโพงเอง ด้านซ้ายจะไม่มีภาคขยายในตัว จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 4 กก. ส่วนด้านขวาเอง จะมีภาคขยายในตัว จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 5.5 กก. ส่วนเรื่องของขนาดตัวลำโพง ความกว้าง 8 ซม. ความหนา 20.5 ซม. ความสูง 31.5 ซม. ซึ่งเป็นขนาดที่เท่ากันทั้ง 2 ตัว ก็ลองไปคำนวนกันดูว่าจะเข้ากับชั้นวางหรือจะไปวางไว้ตรงไหนของบ้านได้

   ในส่วนของแนวเสียงที่ได้จากลำโพงชุดนี้ก็คือ ค่อนข้างจะเน้นไปที่เรื่องของเสียงกลางที่โปร่ง กระจ่าง ชัดเจน เวทีเสียงกว้าง ซึ่งเป็นลำโพงที่ฟังเพลงสบายๆ ได้อย่างดี คือถ้าจะเอาไปฟังเพลงอย่างจริงจังก็จะเน้นความชิวๆ ดนตรีเพราะ แต่จะไม่ได้เน้นสนุกๆ มันส์ๆ แต่ถ้าอยากจะมันส์ๆ ก็ต้องมองหาตัว subwoofer แยกอีกหนึ่งตัว แต่กำลังอยู่ที่ 100watts ก็สามารถไปลองทดสอบเสียงด้วยหูของทุกท่านกันเองได้เลย

 

 

 

REVIEW JBL Clip ลำโพงพกพาขนาดเล็กแต่เสียงไม่เล็กเลย

 

   ใครที่กำลังมองหา gadget ดีๆ ที่จะมาช่วยทำให้การพักผ่อนของคุณมีสีสันมากขึ้น ด้วยการฟังเพลง ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ ท่านชอบที่จะฟังเพลงร่วมด้วยกับการทำกิจกรรมหลายๆ ประเภท ไม่ว่าจะนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง ก็ฟังเพลง ออกกำลังกาย ก็ฟังเพลง ทำความสะอาดบ้าน ก็ฟังเพลง หรืออื่นๆ อีกมากมายเลยทีเดียว ดังนั้น อีกหนึ่ง gadget ที่ 108plaza นำมารีวิวในตอนนี้ก็คือ ลำโพงบลูทูธ นั่นเอง ไปพบกับเจ้าตัวนี้เลย JBL Clip

   จัดว่าเป็นลำโพงที่เหมาะแก่การพกพาอย่างยิ่ง เพราะน้ำหนักตัวลำโพงเองอยุ่ที่ 150 กรัมเท่านั้นเอง แล้วถ้าเพื่อนๆ สังเกตที่รูปตัวอย่างด้านบน ตัวลำโพงเองจะมีหูคล้อง ที่เป็นแบบคริปล็อคได้ด้วย มันเอาไว้เพื่อที่จะคล้องกับหูกางเกงหรือตามที่ต่างๆ แล้วก็พกพาติดตัวเราไปได้ด้วยทุกที่เลย เพราะตัวลำโพงเองก็มีแบตเตอร์รี่ พร้อมกับสามารถเชื่อมต่อเพื่อเปิดเพลงแบบไร้สายผ่านทางสัญญาณบลูทูธได้ แค่เราเอาสมาร์ทโฟนเชื่อมต่อผ่าน บลูทูธ กับตัวลำโพง จากนั้นเราก็จะเปิดเพลงได้แล้ว โดยตัวลำโพงนี้ก็จะรองรับสมาร์ทโฟนทั้งฝั่ง iOS และ Android เลย หรือ เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาตัวอื่นๆ ที่มี่บลูทูธ สามารถที่จะเชื่อมต่อได้เช่นเดียวกัน

   มาดูในส่วนของอุปกรณ์เสริมภายในกล่องและการแกะกล่องลำโพง JBL Clip รุ่นนี้กันบ้าง ภายในกล่องก็จะมีตัวลำโพงมาแน่นอน 1 ตัว แต่ก็จะมีปุ่มการใช้งานต่างๆ มาให้ควบคุมกัน แต่เราจะไปพูดถึงวิธีการใช้งานกันต่อไป ถัดมาก็จะมีสายชาร์จแบตเตอร์รี่ที่เป็นสาย USB to micro usb มาให้ 1 เส้น ซึ่งการชาร์จนั้นจะใช้ชาร์จเหมือนกับสมาร์ทโฟนในฝั่ง Android ได้เลย ก็คือว่า ภายในกล่องจะไม่มีหัวชาร์จหรืออแด้ปเตอร์มาให้ เราสามารถเสียบชาร์จกับช่อง USB ในคอมพิวเตอร์ หรือ หัวชาร์จสมาร์ทโฟนก็ได้ด้วยเชนเดียวกัน หรือ บางท่านอาจจะมีเพาเวอร์แบงค์พกไปด้วย ก็สามารถชาร์จแบตให้กับลำโพง JBL Clip รุ่นนี้ได้เช่นเดียวกัน อุปกรณ์เสริมก็จะมีให้มาเพียงเท่านี้เอง นอกจากนั้นก็จะมีคู่มือการใช้งาน ใบรับประกันตัวสินค้า เท่านั้นเอง ภายในกล่องไม่มีถุงผ้ากันรอย หรือ สายแจ็ค aux input 3.5 แถมมาให้แต่อย่างใด

   ในส่วนของการใช้งานที่ตัวลำโพงบลูทูธ JBL Clip นั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เชื่อว่าไม่ต้องอ่านคู่มือการใช้งานก็จะพอเดาๆ ได้ว่าใช้งานอย่างไร ซึ่งที่บริเวณตัวลำโพงด้านขวาจะประกอบไปด้วยปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง ถัดลงมาก็จะมีช่องเสียบแจ็ค aux input 3.5 มาให้ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าไม่มีสายแจ็คเชื่อมต่อแถมมาให้ในกล่อง ถ้าใครที่อยากจะใช้ฟังก์ชั่นนี้ก็สามารถไปหาซื้อแยกได้ ราคาก็จะไม่ได้แพงมาก ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความยาวของสายนั่นเอง ด้านล่างถัดมาก็จะมีช่องเสียบชาร์จแบต ในส่วนของฟังก์ชั่นการใช้งานแบตเตอร์รี่จากการชาร์จแบตจนเต็ม จะสามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องกันสูงสุดที่ 5 ชั่วโมง โดยประมาณ ก็จะขึ้นอยู่กับการใช้งานจริงของแต่ละท่านด้วย แต่โดยทั่วไป 3-5 ชั่วโมงได้สบายๆ

   จุดเด่นอีกหนึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานของลำโพงพกพารุ่นนี้ก็คือว่า บริเวณด้านซ้ายของตัวลำโพงเอง ก็จะมีปุ่มกดรับสายเรียกเช้าโทรศัพท์ได้ด้วย นั่นหมายความว่า มีไมค์โครโฟนติดมาให้ในตัวลำโพงด้วย สมมติว่าเรากำลังเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนของเรา กำลังเปิดฟังเพลงชิวๆ สบายๆ เลย มีสายโทรเข้ามา ก็กดรับสายที่ตัวลำโพงได้เลย แต่ตรงนี้ก็อาจจะเหมาะกับคนที่ไม่มีความลับใดๆ เพราะเสียงสนทนาก็จะได้ยินดังไปถึงหูคนรอบๆ ข้างได้ แต่คงไม่เหมาะกับคนที่มีความลับเยอะสักเท่าไหร่ แนะนำว่ากดรับสายที่ตัวมือถือจะดีกว่า ถัดมาก็จะมีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง แล้วก็ปุ่มกด pair Bluetooth เท่านี้เองการใช้งานก็ง่ายๆ เชื่อว่าหลายๆ ท่านก็คงจะเชื่อมต่อบลูทูธกันได้อยู่แล้ว ก็ไม่ขอลงรายละเอียดไปเยอะ

 

   สำหรับลำโพงพกพา JBL Clip ตัวนี้ก็มีมาให้เลือกด้วยกัน 5 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีม่วง สีเทา สีแดง และก็สีดำ อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องรีวิวกันก็คือ จุดเด่นเรื่องของน้ำเสียง แนวเสียง บุคลิกของเสียงที่ได้จากลำโพงรุ่นนี้ ก็ต้องยอมรับว่า JBL ก็ผลิตลำโพงทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ มากมายหลากหลายสไตล์ แต่ในรุ่นนี้ ลำโพงพกพาขนาดเล็กๆ กะทัดรัด ก็ชูโรงมาว่า ให้น้ำเสียงที่เป็นแบบ คริสตัลเคลียร์ ซึ่งถามว่าเป็นแบบไหน ก็น่าจะพอเดาออกว่ามันคือ น้ำเสียงที่ใสๆ ใสเหมือนกับคริสตัล อะไรแบบนั้น ซึ่งความรู้สึกที่ได้จากการฟังเพลงจากตัวลำโพงรุ่นนี้ก็จะเป็นแบบฟังสบายๆ อาจจะคลิ้มไปกับเสียงเพลงที่มีความใส นุ่ม ละมุน อะไรแบบนั้น ส่วนราคาก็อยู่ที่ 2,4xx บาท ก็ไปลองหาฟังเสียงด้วยตัวเองกันได้เลย

รีวิว Lenovo Yoga 900 Notebook 2-in-1 ที่มีการพัฒนาให้ลงตัว สวยหรูน่าใช้งาน

 

   หลังจากที่ Lenovo เอง็พัฒนา Notebook หลายๆ รุ่นออกมาให้ได้ใช้งานกันอย่างต่อเนื่องนั้น ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เรียกความมั่นใจในการใช้งานที่ทนทานได้ดีเลยทีเดียวในบ้านเรา ล่าสุดก็มีการเปิดตัวอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คแบบ 2in1 ที่มีการพัฒนามาต่อเนื่องจากรุ่นผ่านๆ มา อย่าง Lenovo Yoga 900 ที่นำมารีวิวกันในตอนนี้ จะมีอะไรที่โดดเด่นบ้างนั้นไปติดตามกันเลย

 

   นอกจากจุดเด่นเรื่องของดีไซน์ที่ดูแล้วตัวเครื่องเองนั้นถือว่ามีความบาง ความเบา น่าใช้งานในรูปแบบของการใช้โน๊ตบุ๊คแบบพกพาในยุคนี้ได้ดีเลยทีเดียว ในส่วนของความบางนั้น ตัวเครือ่งเองบางเพียงแค่ 14.9 มม. เท่านั้นเอง ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 1.29 กก. เท่านั้นเอง ในส่วนของจุดเด่นอย่างต่อมา ที่ lenov เองก็พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับชื่อรุ่นที่เป็น Yoga ก็น่าจะมาจากว่าความอ่อนตัวที่เหมือนเราเล่นโยคะอะไรแบบนั้น เนื่องจากว่าตัวเครื่องเอง หน้าจอที่สามารถพับได้แบบ 360 องศา จะมองมุมไหน มุมแบบโน๊ตบุ๊คทั่วไป หรือพับราบเรียบ ก็ย่อมทำได้หมดเลย แต่อีกหนึ่งสิ่งที่หลายๆ คนก็กังวลกันว่า การใช้หน้าจอแบบพับได้ 360 องศาแบบนี้ อาจจะมีช่องข้อต่อของหน้าจอกับตัวเครื่องที่เวลาใช้ไปนานๆ จะเกิดความเสียทายได้ง่ายกว่าโน๊ตบุ๊คปกติหรือไม่ อันนี้ก็ต้องบอกว่า ทาง Lenovo เองก็เครมเอาไว้ว่าจะพับหมุนไปๆ มาๆ สักกี่ร้อยครั้งก็ไม่เกิดความเสียหายกับตัวเชื่อมต่อหน้าจอแน่นอน เพราะออกแบบมาให้มีลักษณะที่คล้ายกับข้อตอของนาฬิกาข้อมือ พร้อมกับมีขั้วในการเชื่อมต่อหน้าจอต่างๆ กับตัวเครื่องที่ออกแบบมาให้รองรับการพับไป พับมา ได้ดีก็คิดว่าน่าจะเป็นหน้าจอที่ทนทานดีเหมือนกัน เพราะหลังจากที่ทดสอบใช้งานกันมาสักระยะหนึ่ง ก็ยังไม่พบกับปัญหาเรื่องหน้าจอกระพริบหรือหน้าจอมีปัญหาแต่อย่างใด ในส่วนของการตรวจเช็คในเรื่องของงานประกอบแล้วนั้น ก็ถือว่ามีคุณภาพที่ดีเลยทีเดียว บอดี้ตัวเครื่องนั้นเป็นอะลูมีเนี่ยม พร้อมกับมีกระจกหน้าจอที่ให้ความแข็งแรงอย่างมากเลยด้วยกระจกหน้าจอ gorilla glass 4 นั่นเอง นอกจากนั้นหน้าจอก็ยังมาพร้อมกับคววามคมชัดระดับ Quad HD เลยทีเดียว เป็นหน้าจอแบบ IPS Panel ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน้าจอที่มีความสวยงาม คมชัดอย่างมากเลยทีเดียว สีสันที่แสดงผลออกมานั้นก็ไม่ผิดเพี้ยนอะไร ดูหนัง ดูซีรีส์ ถือว่าตอบโจทย์เลยกับภาพสวยๆ

 

   อธิบายรูปแบบการใช้งานเพิ่มเติมของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ Lenovo Yoga 900 ในตัวอย่างสินค้าด้านบน ก็จะเห็นว่ารูปแบบการพับหน้าจอของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ ก็มีสามารถใช้งานได้หลากหลายด้วย ในแบบแรกเลย ก็คือ การใช้แบบโน๊ตบุ๊คปกติ ที่จะทำมุมประมาณ 90-120 องศา ก็สามารถใช้งานได้อย่างดี ในรุปแบบที่สอง ก็คือ สามารถที่จะกางแบบเต็นท์โหมดได้ด้วย ในกรณีที่อาจจะใช้แบบ touch screen หน้าจออย่างเดียว เนื่องจากว่าโน๊ตบุ๊คตัวนี้ เป็นแบบ 2in1 คือจะสามารถใช้งานได้ในรูปแบบของโน๊ตบุ๊คก็ได้หรือจะใช้งานในแบบแท็บเล็ดก็ได้ บางท่านชอบที่จะเอาไปนอนเล่นบนเตียง เอาวางไว้บนหน้าท้องอะไรแบบนี้ ก็ใช้กางหน้าจอแบบเต๊นท์โหมดได้เลย หรือ จะเอาไว้นำเสนองานกับลูกค้า ก็คือสามารถเปิดราบเรียบไปกับพื้นแบบสแตนบายโหมดก็ทำได้ หรือ จะพับเก็บหน้าจอไปในมุม 360 องศา เพื่อให้เป็นในโหมดของแท็บเล็ดอย่างเต็มตัว ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

   พูดถึงการใช้งานในเบื้องต้นกันมาก็เยอะแล้ว มาดูในส่วนของสเปคตัวเครื่องกันบ้าง ก็แน่นอน่ว่าตัวเครื่องสวย พรีเมี่ยมแล้ว สเปคภายในก็ถือว่าไม่แพ้กัน มาพร้อมกับซีพียูที่เป็น intel skylek gen 6 เป็นซีพียู intel core I7 6500U แน่นอนว่ามาพร้อมกับรุ่นที่มีตัว U ต่อท้ายแบบนี้ ก็จะเป็นชิปประมวลอีกหนึ่งรุ่นที่ประหยัดพลังงานแบตเตอร์รี่ กินไฟน้อยนั่นเอง วิ่งด้วยความเร็วที่ 2.5GHz เลยทีเดียว ถือว่าเป็นซีพียูตัวแรงเลย พร้อมกับ RAM 8GB เลยทีเดียว ในส่วนของการ์ดจอนั้นก็เป็น intel HD graphics 520 พร้อมกับหน่วยความจำภายในตัวเครื่องเป็นแบบ SSD 512GB พร้อมกับระบบปฏิบัติการ windows 10 อีกด้วย

 

   แน่นอนว่าตัวเครื่องมีดีไซน์ที่บาง การใช้งานในส่วนของพอร์ดเชื่อมต่อเอง ก็ต้องยอมรับว่าต้องมีการปรับตัวกันสักนิดหนึ่ง เพราะจะให้มีครบแบบเยอะๆ หลายๆ พอร์ดเหมือนกับโน๊ตบุ๊คเดิมๆ ก็คงไม่ใช่แล้ว แต่ก็ถือว่ายังครบครันอยู่ มี USB Type C, USB 3.0 จำนวน 2 ช่อง , รองรับ card reader รองรับบลูทูธเวอร์ชั่น 4.0 รองรับการเชื่อมต่อ wifi มาตรฐาน ac พร้อมกับช่องเสียบหูฟัง 3.5 และไมค์โครโฟนช่องเดียวกัน โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่แรง ดีไซน์สวย การใช้งานก็ถือว่าครบครันจริงๆ ในลักษณะของการพกพาที่ง่ายบางเบานั่นเอง

รีวิวลำโพงพกพา B&O Beolit 15 Smart Speaker Bluetooth Audio HiFi ลำโพงราคาแพงเสียงจะเป็นอย่างไร ดีแค่ไหนมารู้กัน

 

   108plaza ของเราในตอนนี้ก็มีโอกาสจับของแพงมารีวิวกันอีกแล้ว เป็นกลุ่มสินค้าประเภทลำโพงพกพาในแบรนด์ดังชั้นนำของโลกเลย ที่ผลิตสินค้ามาแต่ละชิ้นนั้นราคาไม่มีเบาๆ เลย เป็นชื่อชั้นของ B&O โดยมีชื่อแบรนด์เต็มๆ ว่า Bang & Olufsen นั่นเอง ซึ่งลำโพงพกพารุ่นที่นำมารีวิวก็มีชื่อรุ่นว่า Beolit 15 ราคาจะเท่าไหร่ เสียงจะดีแค่ไหน ไปติดตามกัน

 

   แน่นอนว่าฟังก์ชั่นการใช้งานหลักๆ ของลำโพงพกพาตัวนี้ก็คือ เป็นลำโพงบลูทูธในระดับ HiEnd อีกหนึ่งตัว ที่รูปทรงก็จะคล้ายๆ กับกระติกน้ำแข็งประมาณนั้นเลย ก็ดูสวยงามดี มีแบตเตอร์รี่ในตัว พกพาไปไหนต่อไหนได้ ในส่วนของสเปคข้างกล่องก็การันตีเอาไว้ว่า ตัวบลูทูธนั้นได้มาตรฐานระดับ APtX ก็สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้ตรงตามมาตรฐานแน่นอน ภายในกล่องก็ไม่ได้แถมอุปกรณ์เสริมอะไรมาให้มากนัก ก็จะมีเพียงแค่หัวชาร์จพร้อมสายชาร์จแบบตรงรุ่นมาให้เท่านั้น ไม่ได้มีถุงผ้ากันฝุนหรือสายแจ็ค 3.5 อะไรมาให้เลย แล้วก็จะมีตัวลำโพงเท่านั้นเอง

   สำหรับขนาดของตัวลำโพงนั้นก็ถือว่าเป็นลำโพงที่ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว ถ้าเทียบในระดับลำโพงพกพา ก็จะออกแบบมาให้มีหูหิ้วทำจากหนังแท้คุณภาพดีเลยทีเดียว มาพร้อมกับน้ำหนักตัวลำโพงที่ 2.7 กก. ค่อนข้างหนักเลยทีเดียว อาจจะพกลำบากนิดหน่อย ไปต่างประเทศก็ต้องคำนวณน้ำหนักกันด้วย ขนาดความกว้างอยู่ที่ 23 ซม. ความสูงอยู่ที่ 18.9 ซม. ความหนาอยู่ที่ 13.5 ซม. ก็ลองเอาไปคำนวณขนาดกันดูคร่าวๆ ว่าจะใหญ่เกินไปหรือไม่ หรือ ขนาดกำลังพอดีแก่การพกพาสำหรับตัวท่านเอง

 

 

   สำหรับดีไซน์ตัวลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ ก็ต้องบอกว่าดูเรียบๆ ง่ายๆ คล้ายกับกระติกน้ำแข็งอย่างที่บอกไป ด้านหน้าก็จะมีโลโก้แบรนด์ติดอยู่ ส่วนด้านบนตัวลำโพงเอง ก็จะมีปุ่มการใช้งานต่างๆ ก็ประกอบไปด้วยปุ่มปิด-เปิดลำโพง ปุ่มกด pair บลูทูธ และก็จะมีปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง เท่านี้เองที่มีมาให้ได้ใช้งานกัน แต่ถึงแม้ว่าดีไซน์จะดูเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วถ้าได้ลองสัมผัสตัวจริง จะรู้สึกว่ามันคือวัสดุที่นำมาทำลำโพงนี้จะอยู่ในเกรดระดับพรีเมี่ยมเลยทีเดียว ซึ่งตัวตระแกรงด้านหน้าและรอบๆ ตัวจะทำมาเป็นบอดี้อลูมีเนี่ยมเลย แต่ดีไซน์ด้านหลังตัวลำโพงจะมีช่องเก็บสายไฟต่างๆ เป็นช่องเล็กๆ อยู่ด้านหลัง ก็ดูเรียบร้อยดี ไม่ต้องพกสายเอาไว้ข้างนอกให้พันกันยุ่งยากวุ่นวาย เก็บไว้ในตัวลำโพงได้เลย

   สำหรับสเปคตัวลำโพงเองนั้น แบตเตอร์รี่สามารถใช้งานได้นาน 24 ชั่วโมงตามคู่มือการใช้งาน ความจุของตัวแบตเตอร์รี่อยู่ที่ 18,000 mAh แต่อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่เสริมเข้ามาให้ ก็คือ มีช่องเสียบ USB PowerBank ได้ด้วย เพราะความจุแบตค่อนข้างเยอะ ก็จะสามารถใช้ชาร์จแบตให้ตัวสมาร์ทโฟนได้ แต่ใช้ชาร์จได้เท่านั้น ไม่สามารถเสียบแฟลชไดร์ฟเปิดเพลง mp3. ไม่ได้ ชาร์จได้อย่างเดียวต้องย้ำกันแบบนี้ พร้อมกับมีช่องเสียบแจ็ค aux input 3.5 มาให้ด้วย แต่ไม่มีสายแถมมาให้อย่างที่บอกไป ส่วนสเปคถัดมา ก็คือกำลังขับของลำโพงเอง จะอยู่ที่ 2*35wrms การการขับเสียงแบบ สเตอริโอ แยกซ้าย-ขวา อิสระ แต่ความสามารถในการบูสเสียงขึ้นไปได้กำลังขับที่ 240w pmpo เลยทีเดียว เป็นช่วงที่จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ ในกรณีที่เร่งเสียงดังมากๆ พร้อมกับจังหวะเพลงที่ดูสนุกๆ ตรงนี้ระบบจะบูสเสียงให้ดังเพิ่มขึ้นอัตโนมัติ แต่ก็จะกินพลังงานอยู่บ้างเหมือนกัน จากที่ฟังได้นาน 24 ชั่วโมงก็จะมีเวลาบวกลบอยู่ที่ 4-8 ชั่วโมง แต่ก็ยังถือว่าใช้งานได้นานพอสมควร เปิดกันยาวๆ ทั้งวันได้สบายๆ ภายในตัวลำโพงเองนั้น ก็จะประกอบไปด้วยดอกลำโพงแบบ woofer ขนาด 5.5 นิ้ว จำนวน 1 ตัว จะให้เสียงในโทนเสียงทุ้มและเสียงกลางต่ำ พร้อมกับการออกแบบตัวดอกลำโพงเสียงกลางและเสียงแหลมให้อยู่ด้วยกันแบบได้ยิน 360 องศา มีขนาดดอกลำโพงอยู่ที่ 1.5 นิ้ว จำนวน 3 ตัว อยู่ทางด้านหน้า 2 ตัวและอยู่ทางด้านหลัง 1 ตัว นอกจากนั้นยังเสริมความกระหึ่มของมิติเสียงเบสด้วยระบบท่อลมจูนเสียงเบสที่เรียกว่า passive radiator ขนาด 4 นิ้ว จำนวน 2 ตัวด้วยกัน อยู่ทางด้านข้าง

   ต้องบอกว่าดีไซน์เรียบหรูแบบนี้ แต่กำลับขับนั้นไม่ธรรมดา แอดมินได้ทดสอบใช้งานดูแล้วก็รู้สึกว่ามันเกินตัวจริงๆ ให้มิติเสียงความดังเหมือนเครื่องเสียงชุดใหญ่ได้สบายๆ เลย หิ้วไปฟังตามที่ต่างๆ ที่เสียงรบกวนเยอะๆ เอาอยู่สบายๆ เลย ซึ่งบุคลิกเสียของลำโพงระดับ Hiend แบบนี้ก็ต้องเข้าใจเลยว่ามันเสียงดีในสไตล์ฟังสบายๆ ชิวๆ แนวผู้ดีๆ อะไรแบบนั้น เบสลงได้นุ่มลึก เสียงกลางแหลมใสเคลียร์แบบนั้นเลย ก็ลองไปหาฟังกันได้ตามตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ ส่วนราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 32,xxx บาท ใครที่วางงบเอาไว้เท่านี้ก็ลองไปตัดสินใจกันดูได้เลยครับ

REVIEW สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2ล้อ มีไฟ LED รุ่น NN-HB01/B ใช้งานง่ายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

   เมื่อพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้แล้วถือว่ามีการพัฒนาจากอดีตมากเยอะมาก ทั้งเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยีด้านคมนาคม เป็นต้น จนมันทำให้การใช้ชีวิตของเราสะดวกสบายยิ่งขึ้นไม่มีความยุ่งยากวุ่นวายแบบเดิม จนบางครั้งมันก็ทำให้เรากลายเป็นคนขี้เกียจไปเลยเพราะมันคอยมีพวกเทคโนโลยีต่างๆเหล่าคอยช่วยเหลือ ข้อดีของเทคโนโลยีในตอนนี้ คือ มันทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น รับรู้ข่าวสารบ้านเมืองต่างๆเร็วขึ้น เดินทางขึ้นรถลงเรือได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมันมีข้อดีแล้วมันก็ต้องมีข้อเสียเช่นกัน ถ้าเราใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไปในทางที่ผิดมันก็ส่งผลเสียกับเราได้ เช่น ใช้เทคโนโลยีในด้านการสื่อสารที่ผิดวิธี ใช้เพื่อล่อลวงคนอื่นใช้ฉ้อโกงเอาทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นต้น เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีให้มันเหมาะสมที่สุดเพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของเรา อย่างในวันนี้เราจะมารีวิวสินค้าอินเทรนด์ที่ช่วยให้การเดินทางของเราสะดวกขึ้นแต่สะดวกในระยะทางใกล้ๆแค่นั้นเพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตรและเหมาะกับการเดินทางบนทางเท้า ไม่เหมาะกับการนำไปใช้ในถนจริงๆ เพราะจะเกิดอันตรายได้ง่ายขึ้นมากและต้องเป็นสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่าน เช่นสวนสาธารณะ ทางเดินเล่นในหมู่บ้าน เพราะมันจะกลายเป็นไปเกะกะการเดินของคนอื่น นั่นคือ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2ล้อ เพราะเมื่อก่อนเราจะเคยเห็นแต่สกู๊ตเตอร์ที่เขาขึ้นมาสูงๆและต้องใช้แรงของเราในการขับเคลื่อนมันไปข้างหน้าแต่ตอนนี้มีนวัตกรรมใหม่ ถือว่าเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตเลยก็ได้ค่ะ พูดอีกอย่างได้คือว่าเป็นของเล่นของคนรวยหรือคนที่มีเงินเท่านั้น ถ้าคนธรรมดาก็คงไม่หาซื้อมาใช้งานกันแน่นอน เราลองมาดูคุณสมบัติและการใช้งานของมันกันนะคะว่าเป็นอย่างไรบ้าง

 

หลักการทำงานของ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2ล้อ คือ มันจะมีมอเตอร์ทั้งสองข้างที่ทำงานอย่างอิสระต่อกัน โดยมอเตอร์แต่ละข้างจะหมุนด้วยความเร็วต่างจากการยืนทรงตัวของเรา จึงทำให้เกิดการเดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หมุนรอบตัวเองได้อย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้นตัวเครื่องจึงไม่มีตำแหน่งบอกว่าด้านไหนคือด้านหน้าและด้านไหนคือด้านหลัง เราจึงสามารถใช้งานได้ทั้งสองด้าน แต่จะแนะนำให้ด้านที่มีไฟ LED ไว้เป็นทางด้านหน้าจะดีกว่า เมื่อเรายืนทรงตัวอยู่บนเครื่องเล่นแล้ว น้ำหนักที่เท้าของเราที่เหยียบลงไปบนตัวเครื่องจะทำให้มอเตอร์นั้นทำงาน

เมื่อเราใช้เท้าของเรากดไปทางด้านหน้าหรือด้านหลัง จะทำให้ไจโรสโคปวัดค่าแล้วส่งไปยังมอเตอร์ให้ทำงาน ไจโรสโคป คือป็น อุปกรณ์ที่อาศัยแรงเฉื่อยของล้อหมุน เพื่อช่วยรักษาระดับทิศทางของแกนหมุน ประกอบด้วยล้อหมุนเร็วบรรจุอยู่ในกรอบอีกทีหนึ่ง ทำให้เอียงในทิศทางต่างๆ ได้โดยอิสระ นั่นคือเราจะหมุนในแกนใดๆ ก็ได้ โดยไจโรสโคปนี้จะอยู่ทั้งสองฝั่งทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของสกู๊ตเตอร์ ถ้าเรากดเท้าไปด้านหน้ามากๆไจโรสโคปจะถูกบิดไปข้างหน้ามากมันจึงสั่งให้มอเตอร์เคลื่อนที่เร็ว แต่กลับกับถ้าเรากดเท้าไปด้านหลังเบาๆไจโรสโคปจะสั่งมอเตอร์ให้เคลื่อนที่ช้า เราจึงสามารถควบคุมความเร็วด้วยเท้าของเราได้

ในกรณีที่เราต้องการหยุดให้กดเท้าไปทางด้านหลังเบาๆ เพื่อให้ตัวเครื่องนั้นหยุดอยู่กับที่ และการถอยหลังก็เช่นเดียวกันให้เรากดเท้าไปทางด้านหลัง เพราะฉะนั้นความเร็วหรือช้า จะขึ้นอยู่กับแรงที่เรากดเท้านั่นเอง ส่วนการหมุนรอบตัวหรือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวานั้น เกิดจากการที่เราดันเท้าของเราไปทางด้านใดด้านหนึ่งโดยที่จะเป็นทางซ้ายหรือทางขวาก็ได้ไม่เท่ากัน มอเตอร์จึงหมุนด้วยความเร็วไม่เท่ากันทำให้เกิดการหมุนและการเลี้ยว

 

คุณสมบัติของ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 2ล้อ นี้คือ มีขนาดเล็กไม่ใหญ่และเทอะทะจนเกินไป มีน้ำหนักเบาเพียง 10กิโลกรัมซึ่งรวมแบตเตอรี่แล้ว ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม 36 v, 4.4Ah ของ SAMSUNG ชาร์จเต็มใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง ล้อตันเป็นล้อแม็คเมทัลลิกสีเงิน ดูสวยงาม เคลื่อนที่ด้วยการยืนทรงตัว ดีไซน์สวยงามกว่ารถแบบล้อเดียว ทรงตัวได้ง่ายกว่าใช้งานได้สนุกกว่าด้วย รับน้ำหนักได้ถึง 120 กิโลกรัม ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 14 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถวิ่งได้ระยะทาง 20-25 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มที่ 1ครั้ง ล้อมมีขนาด 6.5 นิ้ว มีไฟ LED สวยงามสะดุดตา

เมื่อเพื่อนๆทราบถึงคุณสมบัติและหลักการใช้งานของสินค้าอินเทรนด์ อย่างสกู๊ตเตอร์ 2ล้อ แล้วคงทำให้ใครหลายๆคนตัดสินใจได้ว่าจะลองซื้อมาทดลองใช้ดีหรือไม่ แต่เมื่อเทียบราคาและความจำเป็นในการใช้งานแล้วถือว่าในชีวิตของเรายังไม่จำเป็นที่ต้องใช้มันสักเท่าไร เราก็คงจะต้องปล่อยให้มันไปเป็นของเล่นของคนรวยและคนที่ชอบเรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่ๆกันต่อไปค่ะ

Reviewครีมโสมยูริขาวได้ในกระปุกเดียว

   บทนี้ว่ากันด้วยเรื่องของความสวยความงามล้วน ๆ เรื่องของความงาม งามอย่างไหนที่เรียกว่างาม สวยอย่างไหนที่เรียกว่าสวย ผู้หญิงในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวหรือรุ่นวัยทำงานหรือไม่เว้นวัยกลางคนจนถึงวัยอายุเยอะก็ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับการดูแลรูปร่างผิวพรรณให้ดูอ่อนกว่าวัยและดูสดใสอยู่เสมอ เรื่องของการดูแลผิวพรรณนั้น มีวิธีการดูแลอยู่มากมายหลายวิธี จากอดีตสู่ปัจจุบันนวัตกรรมเพื่อความงามถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งการดูแลจากภายในสู่ภายนอกด้วยอาหารเสริมในรูปแบบและชนิดต่าง ๆ ด้วยครีมบำรุงต่าง ๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีทางด้านความงามที่เห็นผลทันตาด้วยการใช้เครื่องมือช่วยกระตุ้นหรือการทำศัลยกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถเปลี่ยนคุณให้เป็นคนใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิมในพริบตา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่ความสวยก็มีทางเลือกหลายวิธีที่จะทำให้คุณสวยได้แบบประหยัดเงินในกระเป๋ากว่าการไปทำศัลยกรรม นอกเหนือจากที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้ก็คือการดูแลตัวเองให้ดูสดใสจากภายในสู่ภายนอก หรือการบำรุงผิวพรรณให้ขาวสะอาดกระจ่างใสน่ามอง

 

   สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันในบทนี้จะมาพูดถึงครีมบำรุงผิวพรรณภายใต้แบรนด์ที่มีชื่อเรียกว่า “ยูริ” แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่ผลิตสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงามสำหรับผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุงผิวหน้า ผิวกาย อาหารเสริมประเภททาน และอีกมากมายหลายประเภท แต่ที่จะนำมาพูดกันในบทนี้คือครีมโสมยูริ”เป็นครีมบำรุงผิวพรรณใช้ได้ทั้งใบหน้าและผิวกายโดยลักษณะเนื้อครีมจะมีสีเหลืองเหมือนขมิ้นและมีกลิ่นรากไม้คล้ายโสมก็ไม่แน่ใจว่าคือโสมรึเปล่า คุณสมบัติของครีมโสมยูริก็เป็นครีมที่ช่วยในเรื่องของการดูแลผิวพรรณให้ขาวกระจ่างใส ลบเลือนริ้วรอย ความหมองคล้ำ ฝ้า และ กระ ส่วนวิธีใช้ก็ ใช้ทาผิวหน้าหรือผิวกายหลังจากอาบน้ำใหม่ ๆ ในขณะที่ผิวยังชุ่มน้ำอยู่ทำไมต้องทางหลังอาบน้ำและผิวชุ่มน้ำก็เพราะครีมตัวนี้ค่อนข้างเหนียวและเกลี่ยยากสักนิดนึง จึงต้องทาขณะผิวยังมีน้ำติดอยู่เนื้อครีมจะได้เกลี่ยง่ายและซึมเร็ว เพราะหลังอาบน้ำเสร็จรูขุมขนของเรายังเปิดอยู่เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนหรือเร็วขึ้นควรทางหลังการอาบน้ำทันทีเพื่อให้เนื้อครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวอย่างล้ำลึก นอกจากการทาผิวหน้าผิวกายก็ยังสามารถทาบริเวณรอยพับต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับแขนและขา สรุปว่าทาได้ทั้งตัว แต่เฉพาะภายนอกนะ ทาหลังอาบน้ำในที่นี้ก็หมายถึงอาจทาเช้า-เย็น เพราะบางคนอาจอาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้งต่อวัน(กรณีหน้าร้อน) แต่ถ้าเป็นฤดู หนาวหรือฝนก็คงปกติคือวันละ 2 ครั้ง อาจมีคำถามว่าใช้นานเท่าไหร่ถึงจะเห็นผลหรือมีความเปลี่ยนแปลง สำหรับผู้ที่ใช้เป็นประจำเช้า-เย็นหลังอาบน้ำเสร็จ 1 กระปุกก็เห็นความเปลี่ยนแปลงแล้ว ผิวคุณจะขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่ได้หมายถึงขาวปิ้งใสวิ้งเว่อจนเกินไป ก็ขาวในระดับนึงหรือดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ ส่วนบรรจุภัณฑ์ 1 กระปุกบรรจุ 40 กรัม รูปทรงกระปุกเป็นทรงคอขวดเว้า ๆ สีชมพูสวยงาม กล่องบรรจุก็เป็นสีชมพูมีชื่อแบรนด์วิธีใช้ ขนาดบรรจุ เครื่องหมายการค้าระบุชัดเจนข้างกล่อง ส่วนเรื่องที่ว่าจะหาซื้อได้จากที่ไหนนั้น ก็มีขายในตลาดออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต facebook และตัวแทนจำหน่ายของแต่ละพื้นที่ ส่วนราคานั้นอาจแตกต่างกันนิดหน่อย ถ้าซื้อจากตัวแทนที่สต็อคของน้อยราคาก็จะอยู่ที่ 300 บาท/กระปุก แต่ถ้าซื้อกับตัวแทนที่สต็อคของเยอะหรือเป็นร้านค้าก็จะได้ราคา 250 บาท/กระปุก ถ้าซื้อออนไลน์อาจมากกว่า 300 บาทเพราะมีค่าขนส่ง แต่ในที่นี้ก็ลอง ๆ หาข้อมูลดูจากหลาย ๆ แหล่งก่อน

   จากที่ได้กล่าว ๆ มาข้างต้นเกี่ยวกับสินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวในบทนี้ก็พอใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้กับผู้ที่กำลังสนใจในผลิตภัณฑ์นี้อยู่ไม่มากก็น้อย แต่การเลือกซื้อหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวหน้าและผิวกายในปัจจุบันก็ต้องระมัดระวังเรื่องของความปลอดภัยและควรคำนึงถึงฉลากกำกับอย่างเครื่องหมายการค้าและ อย. ที่เป็นเครื่องหมายสำคัญที่การันตีความปลอดภัยว่าใช้แล้วจะไม่เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ที่ใช้เอง นอกจากข้อมูลของครีมโสมยูริที่เราได้นำมารีวิวกันในวันนี้ถือเป็นครีมที่มีเครื่องหมายถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละคนว่าจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบไหนอย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพผิวของเราเอง ทั้งหมดนี้ก็ลองนำเอาข้อมูลเหล่านี้ที่เราได้นำมารีวิวให้อ่านกันไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตัวผู้ใช้เอง

   

รีวิว Samsung ATIV Book 5 อัลตร้าบุ๊คที่ทั้งเบาและเบา

 

   108plaza มีอีกหนึ่ง gadget ที่ถือได้ว่าเป็นสินค้าอินเทรนด์มาจากแบรนด์ Samsung ที่น่าสนใจไม่น้อยเลย มีชื่อรุ่นว่า Samsung ATIV Book 5 เป็นอัลตร้าบุ๊คที่มีดีไซน์ผ่านตามกฎของอัลตร้าบุ๊คด้วย นั่นหมายความว่าตัวเครื่องนั้นมีทั้งความบาง และ เบา นั่นเอง รายละเอียดของอัลตร้าบุ๊คเครื่องนี้จะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกันเลย

   เริ่มต้นรีวิวด้วยการสำรวจรายละเอียดภายนอกของอัลตร้าบุ๊ครุ่นนี้กันก่อนเลย ซึ่ง Samsung ATIV Book 5 นั้นเป็นอัลตร้าบุ๊คที่มีหน้าจอขนาด 14 นิ้ว และสิ่งที่ทำให้ตัวเครื่องนั้นผ่านกฎ 2 ข้อของการเป็นอัลตร้าบุ๊คก็คือ มนต้องบาง และ เบา อย่างที่กล่าวไป ความบางตากฎก็คือต้องบางน้อยกว่า 1 นิ้ว ดังนั้น ATIV Book 5 ตัวนี้มีความบางเพียงแค่ 0.82 นิ้วเท่านั้นเอง ก็ประมาณ 2.08 ซม. เท่านั้นเอง ถือว่ามีความบางมากๆ เลยทีเดียว ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องนั้น หนักเพียงแค่ 1.8 กก. ก็เป็นตัวเครื่องที่มีการออกแบบผ่านมาตรฐานอัลตร้าบุ๊คได้อย่างสบายๆ เลยทีเดียว ใครที่กำลังหาตัวเครื่องที่เบาๆ บางๆ พกพาง่ายก็คงต้องถูกอกถูกใจกันไป ส่วนเรื่องของสีตัวเครื่องนั้น จริงๆ แล้วจะไม่ใช่สีดำสนิท จะออกแนวเป็นสีดำแบบเมทัลริค จะไปในโทนสีเทาๆ ก็สวยงามมากเลยทีเดียว

   บริเวณด้านข้างของตัวเครื่องนั้นมี port การเชื่อมต่อมาให้ได้ใช้งานกัน เริ่มต้นด้วย ช่องเสียบชาร์จไฟ ตามมาด้วยช่องเสียบสาย LAN ช่องเสียบต่อหน้าจอที่สองอย่าง HDMI ก็มีมาให้ พร้อมกับช่องเสียบ USB 3.0 มาให้ 1 ช่อง ถัดมาเป็นช่องเสียบ audio สามารถเสียบได้ทั้งไมค์โครโฟนและหูฟังในช่องเดียวกัน แต่สำหรับคนที่ยังใช้การเชื่อมต่อหน้าจออื่นแบบเดิมๆ อยู่ ก็ยังพอมีมาให้ ก็จะเป็นช่องเสียบ mini VGA มาให้ ซึ่งตรงนี้สามารถใช้ตัวแปลงออกมาเป็น VGA อีกทีหนึ่ง ก็จะเสียบเชื่อมต่อหน้าจอที่สองได้ บริเวณด้านขวาของตัวเครื่อง ก็จะมีช่องให้เสียบ card reader แบบ 3 in 1 มาให้ได้ใช้งานกันด้วย ถัดมาก็จะมีช่องเสียบ USB 2.0 จำนวน 2 ช่องเสียบ เอาไว้เสียบเมาส์ เสียบแป้นคีย์บอร์ดได้ สุดท้ายก็จะมีช่องเสียบล็อกตัวเครื่อง security lock นั่นเอง ก็ถือว่มีมาให้ได้ใช้งานแบบต่อพ่วงกันครบถ้วนเลยทีเดียว

   อีกหนึ่งส่วนสำคัญของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ นั่นก็คือ เรื่องของสเปคภายในตัวเครื่องนั่นเอง มาพร้อมกับซีพียูตัว intel core i5 ที่เป็นตัวรหัส 3337U วิ่งด้วยความเร็ว 1.8 GHz ถ้าดูตามรหัสรุ่นของซีพียูแล้ว ที่จะมีตัว U ต่อท้ายมาด้วย นั่นก็หมายความว่า ชิปประมวลผลที่ใช้ในเครื่องตัวนี้ ก็เป็นซีพียูที่ประหยัดพลังงานด้วยนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันจะลดความเร็วในการทำงานลงมาเหลือที่ 1.8GHz แต่ความพิเศษก็คือว่า ซิปประมวลผลตัวนี้สามารถที่จะรีดพละกำลังในการใช้งานขึ้นไปได้ เพราะว่ามี Turbo boots ที่จะทำให้ความเร็วนั้นเร่งขึ้นไปได้ถึง 2.7GHz เลยทีเดียว ซึ่งดูจากตรงนี้เทียบกันแล้วก็เป็นชิปประมวลผลที่เป็นตัวแรงเหมือนกัน การใช้งานเองจะเป็นอย่างไรนั้นต้องริวิวกันต่อไป ให้ RAM 4GB ชิปกราฟฟิกนั้นให้มาเป็น intel HD Graphics 4000 ซึ่งมีความสามารถในการประมวลผลในเชิงมัลติมีเดียต่างๆ และการเล่นเกมส์ที่อยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น แน่นอนว่าอัลตร้าเอง ก็จะไม่เน้นเรื่องของการ์ดจอที่กินไฟมากนัก จะไปใช้งานแบบสายโหด เล่นเกมส์ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ หรือนำไปใช้ในงานตัดต่อที่ต้องใช้การ์ดจอแรงๆ แบบนั้นอาจจะไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ สำหรับหน่วนความจำภายในตัวเครืองนั้นเป็นแบบ ไฮบริจ มีการออกแบบมาพิเศษที่ ซัมซุง เองก็บอกว่าภายในเป็นหน่วยความจำ 2 แบบ คือแบบแรกเป็นแบบฮาร์ดดิสแบบจานหมุน ความจุ 500GB แบบที่สองเป็น SSD 24GB ซึ่งการใช้งานหน่วยความจำแบบไฮบริจนี้ ก็จะนำมารวมกัน จุดเด่นก็คือว่า จะสามารถเรียกการใช้งานได้รวดเร็ว พร้อมกับความจุที่เยอะขึ้น แต่ใช้พื้นที่น้อยนั่นเอง ก็เป็นอัลตร้าบุ๊คที่เก็บข้อมูลได้เยอะเลยทีเดียว

   ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดตัวมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ตัวเครื่องเองก็พร้อมที่จะอัพเดทใช้ระบบปฏิบัติการ windows 10 ได้ไม่มีปัญหาอะไร สำหรับการใช้งานตัวเครื่องนั้น ข้อดีของอัลตร้าบุคตัวนี้เป็นหน้าจอแบบ Touch screen ได้ด้วย ก็ง่ายเลยในการ คลิ๊ก ก็เปลี่ยนมาจิ้ม มาปาดซ้าย ปาดขวา ใช้ได้ง่ายดีเลยทีเดียว จุดเด่นที่เหนือไปกว่านั้น ก็คือ การทำงานบน app sidesync ที่มีมาให้ในตัวเครื่องของ ซัมซุง เองที่จะเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนของ ซัมซุง เข้ากับอัลตร้าบุ๊คตัวนี้ จะควบคุมหรือสั่งการจากสมาร์ทโฟนไปอัลตร้าบุ๊ค จากอัลตร้าบุ๊คไปสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อกันได้หมดเหมือนเป็นเครื่องเดียวกันเลย ง่ายที่สุด โยกย้ายถ่ายเทข้อมูลด้วยการเชื่อมต่อของทางซัมซุงที่มีมาให้ได้ใช้งานกัน ก็เป็นอีกหนึ่ง gadget ที่น่าสนใจและใช้งานทั่วไปได้ดีในราคาประมาณ 25,xxx บาทนั่นเอง

รีวิวลำโพงบลูทูธ Cambridge Go V2 สไตล์เสียงแบบผู้ดีอังกฤษ ความรู้สึกดีแค่ไหน?

 

   Cambridge Go V2 Bluetooth Audio smart ลำโพงพกาพที่มีแบตเตอร์รี่ในตัว สามารถเปิดต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 18 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธรองรับ NFC รองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายแบบ APtX ให้ความมั่นใจว่าเชื่อมต่อได้คุณภาพเสียงที่ดี นี่คือฟังก์ชั่นการใช้งานแบบคร่าวๆ ของลำโพงพกพาแบรนด์ดังจากเมืองผู้ดีอังกฤษกันเลยทีเดียว ให้สไตล์เสียงที่เน้นความไพเราะเพราะพริ้ง ใสๆ กรุ้งกริ้งๆ อย่างแน่นอน แต่รายละเอียดในตัวลำโพงบลูทูธรุ่นนี้มีอีกมาก ไปติดตามกันเลย

   เริ่มต้นแกะกล่องเปิดดูก็จะเห็นว่ามีตัวลำโพงอยู่ด้านใน พร้อมกับคุณสมบัติเบื้องต้นที่บอกไปแล้ว แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ยังมีคุณสมบัติเด่นเพิ่มมาอีกก็คือ สามารถใช้เป็นเพาเวอร์แบงค์ เสียบชาร์จไฟให้กับสมาร์ทโฟนได้ในยามฉุกเฉิน จ่ายไฟอยู่ที่ 5v 1A ในส่วนของขนาดตัวลำโพงนั้น มีบอกเอาไว้ที่ด้านหลังกล่องว่ามีความยาวตัวเครื่องที่ 23.6 ซม. ความสูง 12.1 ซม. ความหนา 6 ซม. ก็เป็นลำโพงที่มีทรงแบนๆ ยาวๆ จับถือง่าย สามารถใส่กระเป๋าเดินทางพกพาไปที่ต่างๆ ได้เลย เปิดตัวมาด้วยกันให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีน้ำเงิน และสีแดง ก็ชอบสีไหนก็ลองเลือกกันได้ ส่วนอุปกรณ์เสริมที่ให้มาในกล่อง ก็จะมีสายเพาเวอร์ชาร์จไฟพร้อมหัวชาร์จตรงรุ่นมาให้เลย จ่ายไฟที่ 12v 2A พร้อมกับอแด็ปเตอร์แปลงหัวปลั๊กให้สามารถใช้งานได้ทั่วโลกมาด้วย สามารถพกพาไปต่างประเทศได้ พร้อมกับมีสายแจ็ค aux input 3.5 แถมมาด้วย 1 เส้นความยาว 1 ฟุต พร้อมกับคู่มือการใช้งานและใบรับประกันตัวสินค้า ก็มีเท่านี้เองในตัวกล่อง

   ภายในของตัวลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ ก็จะประกอบไปด้วยดอกลำโพงแบบ woofer ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ตัว พร้อมกับดอกลำโพงเสียงแหลม twitter ขนาด 0.75 นิ้ว จำนวน 2 ตัว ให้เสียงแบบ สเตอริโอ แยกเสียงซ้าย-ขวา พร้อมกับระบบขับเสียงแบบ 2.0 อีกด้วย คือแยกขับเสียงกลางเสียงต่ำและแยกขับเสียงแหลมต่างหาก ก็จะช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียงได้มากเลยทีเดียว พร้อมกับบริเวณด้านหลังตัวลำโพงเองนั้น ก็จะมีท่อจูนเบสแบบใช้ลมเป็น passive radiator จำนวน 1 ตัว ทำหน้าที่กระพือเสียงเบสโดยใช้ลม ในส่วนโหมดการใช้งานต่างๆ นั้นต้องบอกว่าเป็นลำโพงพกพาที่เน้นการฟังเพลงอย่างมากเลย เพราะอาจจะไม่มีฟังก์ชั่นเสริมอะไรมาให้มากมายนัก ไม่มีไมค์โครโฟนติดมาให้ ไม่สามารถกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้ และอื่นๆ ก็ไม่มีนอกจากเพาเวอร์แบงคืและช่องเสียบแจ็ค 3.5 เท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเชื่อมต่อผ่านบลูทูธเป็นหลัก ด้านบนก็จะมีปุ่มควบคุมการใช้งานต่างๆ ก็จะประกอบไปด้วยปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเลือกโหมดเชื่อมต่อ ปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และจุดที่จะแตะ NFC อยู่ด้านบน มีเท่านี้เองใช้งานง่ายๆ

   อีกหนึ่งส่วนที่ค่อนข้างสำคัญในการรีวิวลำโพงบลูทูธรุ่นนี้ก็คงต้องบอกว่า เรื่องของน้ำเสียง เรื่องของบุคลิกเสียง แนวเสียงต่างๆ ที่แอดมินเองได้ทดสอบใช้งานมาสักระยะหนึ่งแล้วก่อนมาเขียนรีวิว ก็รู้สึกว่า นี่มันคือลำโพงที่ให้เสียงสไตล์ผู้ดีอังกฤษ ถ้าใครที่ชอบเน้นความดัง โหดๆ เบสหนักๆ เสียงแข็งๆ มันส์ๆ ลำโพงรุ่นนี้ให้คุณไม่ได้แน่นอน แต่สิ่งที่ให้ได้คือจุดดเด่นเลย เสียงกลางไปในโทนเสียงใส เสียงร้องจะมีความหวาน โทนอบอุ่น มิติเสียงนุ่มๆ ละมุนละไม พร้อมกับการฟังเพลงในสไตล์ชิวๆ ฟังสบายๆ ถ้าเปิดฟังในช่วงก่อนนอน พาให้เคลิ้มหลับไป ต้องบอกเลยว่าลำโพงรุ่นนี้น่าสนใจ เพราะจัดว่าให้มิติเสียงที่ดีมากเลย แต่ถ้าจะเปิดในช่วงระหว่างวันแบบเบาๆ คลอๆ ทำงานไปด้วยหรือเปิดในร้านกาแฟบรรยากาศดีๆ ก็เหมาะมากเลยทีเดียว แต่ถ้าเน้นความดังแข่งกับคนอื่น แข่งกับชาวบ้าน ลำโพงรุ่นนี้ก็แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วเช่นเดียวกัน

   อีกหนึ่งส่วนสำคัญเลยที่ต้องแจ้งกันกับเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านริวิว ก็คือเรื่องของราคาค่าตัวเจ้าตัวลำโพงบลูทูธ Cambridge Go V2 รุ่นนี้ ค่าตัวอยู่ที่ 10,000 ยังมีทอน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของราคานั้นอาจจะดูแพงไปบ้าง แต่ถ้าอยู่ในระดับชื่อชั้นของแบรนด์แล้ว ก็คิดว่าเป็นลำโพงอีกหนึ่งตัวของคนชอบสะสมลำโพงแบรนด์ดัง ก็อาจจะหันไปมองและอยากได้มันไปครองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่าให้ทุกท่านที่คิดว่าจะซื้อก็ควรที่จะไปหาลองฟังด้วยหูของท่านเอง เห็นด้วยตาของท่านเองก่อน แล้วนำเอารีวิวของเราไปเป็นไกต์ไลน์ว่าเสียงแบบนี้มันจริงตามที่หูของท่านได้ยินหรือไม่ ท้ายที่สุดถ้าชอบถูกใจก็ซื้อได้เลยครับ

รีวิว Lenovo P2 แบตอึด 5,100 mAh จอ 5.5 นิ้ว Full HD AMOLED ทั้งอึดทั้งทนบนราคาหมื่นต้นๆ

 

   ดูเหมือนว่าเทรนด์ของสมาร์ทโฟนในปี 2017 นี้ ก็น่าจะเป็นอะไรที่เน้นเรื่องของแบตอึดเอาไว้ก่อน ใช้งานได้นานๆ เล่นเกมส์กันแหลกๆ และดู youtube กันยาวๆ แบบไม่ต้องกลัวหมดอะไรแบบนั้นหรือเปล่า เพราะเริ่มมีหลายๆ ค่ายเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่กันมาในราคาก็ไม่ได้แพงมาก แต่ได้สเปคที่จัดว่าคุ้มค่าดีเลยทีเดียว ล่าสุด Lenovo ก็เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น P2 กับสเปคแบตอึดที่ 5.100 mAh รายละเอียดของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะเป็นอย่างไรไปรีวิวกันเลย

   จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์ที่น่าสนใจ กับสมาร์ทโฟนที่มีน้ำหนักเครื่องเพียงแค่ 177 กรัมเท่านั้น แต่ภายในก็ให้แบตมาเยอะ พร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD AMOLED ด้วย แต่ดีไซน์ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะแอบมีความหนาอยู่ที่ 8.3 มม. ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้หนามาก เพราะด้วยแบตที่ให้มาเยอะ บอดี้ของตัวเครื่องเองนั้น ก็เป็นวัสดุที่เรียกว่าเมทัล ยูนิบอดี้ทั้งตัว ก็เรียกว่าเรียบหรู ดีไซน์สวยงามใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนของดีไซน์ตัวเครื่องนั้น ก็ต้องบอกว่าเป็นเอกลักษณ์ของทาง Lenovo เองที่จะไปคล้ายๆ กับรุ่นอื่นๆ หรือซีรีส์อื่นๆ ของแบรนด์เองเช่นเดียวกัน ตรงนี้ก็คงขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละท่านมากกว่า ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร แต่ก็จะมาพร้อมกับปุ่มสแกนลายนิ้วมือด้วย ก็ให้มาปกติที่ด้านล่างตัวเครื่อง ก็พบว่าสแกนได้ปกติ ไม่ได้ช้าหรือหน่วงแต่อย่างใด อีกหนึ่งจุดเด่นเลยที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ก็คือจะมีปุ่มเลือนอยู่ด้านข้างตัวเครื่อง เรียกว่าปุ่ม saving mode เมื่อเลื่อนขึ้นไปจะเป็นจอขาว-ดำทันทีเลย ไม่ต้องไปรอรีบูธเครื่อง สามารถสลับจอสี จอขาวดำ ได้ทันทีเลย ก็ถือว่าเป็นจุดเด่น แล้วที่ดีเยี่ยมไปกว่านั้น ก็คือ ถ้าเปิดโหมด saving จะสามารถเปิดสแตนบายด์ได้นานถึง 62 ชั่วโมง ก็เรียกได้ว่าใช้ได้นาน 2-3 วันกันเลยทีเดียว นี่อคือในกรณีที่แบตเตอร์รี่เหลือที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าแบตเต็ม ก็จะสแตนบายได้เกือบ 1 สัปดาห์เลยทีเดียว ถือว่านานมากๆ ตรงนี้ถือว่าอึดจริงๆ แต่ข้อเสียก็คือ สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ใส่ได้แค่ 1 ซิมเท่านั้นเอง

   ในส่วนของสเปคกล้องนั้น กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 13 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช กล้องหน้าให้ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ซึ่งหลังจากที่ได้ทดสอบการใช้งานของกล้องมาแล้วนั้น ก็พบว่ากล้องหลังของมือถือรุ่นนี้ สามารถใช้งานได้ดี จับโฟกัสได้เร็ว และ ก็มีโหมดต่างๆ มาให้เลือกใช้งานได้ครบถ้วน ซึ่งกล้องหลังก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ติดอยู่ที่กล้องหน้ามากกว่า ซึ่งใครจะเน้นมือถือเพื่อการเซลฟี่ด้วยแล้วนั้น อาจจะไม่ค่อยตอบโจทย์มากนัก เพราะกล้องหน้าไม่ค่อย wide เท่าไหร่ จะเก็บภาพได้ไม่ค่อยกว้างมากนัก แต่ก็พอที่จะเชลฟี่ได้ กล้องก็มีความคมชัดดี แต่การบันทึกวีดีโอนั้นก็อยู่ในระดับกลางๆ พอใช้งานได้เช่นเดียวกัน

   อีกหนึ่งการทดสอบประสิทธิภาพก็คือการเล่นเกมส์ ซึ่งภายในตัวเครื่องนั้นใส่ชิปประมวลผล snapdragon 625 Octa-core วิ่งด้วยความเร็ว 2.0 GHz RAM 4GB ROM 32GB สามารถที่จะเพิ่ม micro sd card ได้ มาพร้อมกับ Android 6.0 M ซึ่งต้องบอกเลยว่าสเปคแบบนี้ สามารถเล่นเกมส์ทั่วไปได้อย่างสบายๆ อยู่แล้ว ซึ่งจุดเด่นของมือถือรุ่นนี้ก็น่าจะเกิดมาเพื่อความบันเทิงมากกว่า เพราะทดสอบเกมส์ก้ได้ไหลลื่นดี หน้าจอก็เป็นสีสันที่มีคุณภาพดูสบายตาตามแบบของ AMOLED ด้วย มีความใส เคลียร์ พร้อมกับแบตที่อึดก็เล่นเกมส์ได้ยาวๆ หรือจะดู youtube ดูซีรีส์ต่างๆ ก็ดูได้ยาวนาน เล่นโซเชียลหนักๆ ติดเฟส ติดไลน์ ตอบโจทย์ได้นานเกินกว่า 2 วันแน่นอน พร้อมกับการรองรับการชาร์จไวด้วย

   อีกหนึ่งจุดเด่นของสมาร์ทโฟน Lenovo P2 ที่กำลังเป็นสินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ก็คือ สามารถที่จะเกาะ 3G ได้พร้อมกันทั้งซิม 1 และ ซิม 2 ด้วย และรองรับการใช้งาน 4G ที่ซิม 1 ได้ด้วย สำหรับราคาที่เปิดตัวมานั้นอยู่ที่ 11,990 บาท ก็ลองไปหาเล่น หาทดสอบใช้งานกันได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศได้เลย มีเข้ามาวางจำหน่ายกันแล้ว